ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 79 งงงันกันไปหมด
บทที่ 79 งงงันกันไปหมด
ครั้นเห็นว่าคนในลานเรือนถูกข่มขู่กันถ้วนหน้าแล้ว เย่อวี๋หรานจึงลุกขึ้นกลับไปจัดการเรื่องฟางโต่วของนางต่อ
การเลื่อยไม้ปูเตียงหรือประตูย่อมเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว แต่นางสามารถทำฟางโต่วสำหรับใช้งานชั่วคราวโดยอาศัยจุดเด่นที่เหมือนกล่องสี่เหลี่ยมของมันได้
ด้วยเหตุนี้ นางจึงขนอุปกรณ์ออกมาเคาะ ๆ ทุบๆ ต่อโครงออกมาเป็นรูปสี่เหลี่ยมไร้ฐาน
เอาประตูมาประกบกับไม้กระดานปูเตียงออกจะใหญ่ไปหน่อย แต่ไม่เป็นไร ตอนจะใช้งานก็เอาเสื่อกกมารองด้านล่าง ทำเพียงแค่จะใช้งานในเรือนตัวเอง เท่านี้ก็พอถูไถไปได้แล้ว
เย่อวี๋หรานเดินออกไปเรียกคน พอดีเจอกับจูต้ากับจูเอ้อร์ที่หอบมัดข้าวกลับมา จึงเรียกพวกเขาสองคนมาช่วยแบกสิ่งของออกไปหน้าเรือน
“ท่านแม่ นี่คืออะไรหรือขอรับ?” ถึงจูต้ากับจูเอ้อร์จะทำเป็นแต่ก้มหน้าก้มตาทำงาน แต่เมื่อเทียบกับนิสัยเงียมขรึมของจูเอ้อร์แล้ว จูต้ายังนับว่ามีความสงสัยใคร่รู้มากกว่า
“นี่คือฟางโต่ว ยกออกไปเถอะ” เย่อวี๋หรานไม่ได้อธิบายมาก
จูต้าเกาศีรษะ จากนั้นก็ช่วยกันหามออกไปกับจูเอ้อร์
หากจูซานอยู่ด้วย เขาจะต้องถามเย่อวี๋หรานแน่ทีเดียวว่า “ท่านแม่ ท่านเอาประตูกับไม้ปูเตียงมาประกอบกันแบบนี้ แล้วตอนเย็นพวกข้าจะนอนอย่างไร?”
แต่เมื่อเป็นสองคนนี้ พวกเขาเพียงทำงานไปอย่างเชื่อฟัง
หลี่ซื่อและคนอื่น ๆ เห็นพวกเขาสองคนแบกสิ่งของออกมาก็ประหลาดใจมาก “พี่ใหญ่ พี่รอง พวกท่านทำอะไรกัน?”
“ท่านแม่ให้เอาออกมา” จูต้าตอบอย่างพาซื่อ
หลี่ซื่อเห็นเย่อวี๋หรานเดินออกมาก็ถามขึ้นทันที “ท่านแม่ อันนี้ใช้ทำอะไรเจ้าคะ?”
“เดี๋ยวก็ได้ใช้” เย่อวี๋หรานใช้เพียงไม่กี่คำไล่นางออกไป แล้วให้หลิ่วซื่อกับหลิวซื่อปูเสื่อขนาดค่อนข้างใหญ่ผืนหนึ่ง จากนั้นให้จูต้ากับจูเอ้อร์วาง ‘ฟางโต่ว’ ไว้บนนั้น
นางขึ้นไปทดสอบดูเล็กน้อย พบว่ามันลื่นง่าย จึงบอกให้หลิ่วซื่อกับหลิวซื่อหาก้อนหินมายึดมุมทั้งสี่เอาไว้
คนทั้งหลายล้วนงงงันกันไปหมด
เย่อวี๋หรานหยิบมัดข้าวที่จูปาเม่ย หลินซานยากับหลินซื่อยาดึงต้นหญ้าออกเสร็จแล้วขึ้นมาถือ จากนั้นเดินไปตรงหน้าฟางโต่ว แล้วฟาดลงไปแรง ๆ
ป้าบ!
เมล็ดข้าวร่วงกราวลงมาจากรวง แน่นอนว่าผลลัพธ์ที่ได้ยังด้อยกว่าที่นางคิดไว้
นางทดลองทำอีกหลายหน พยายามระลึกถึงท่าทางที่เคยเห็นในชาติที่แล้ว ลองตีไปพลางปรับไปพลางอย่างต่อเนื่อง หลังฟาดมัดข้าวในมือไปพอสมควรแล้วก็พอจับทิศทางได้
เย่อวี๋หรานพิจารณาฟางข้าวที่เหลือ เห็นว่าแม้จะไม่ได้ตีเมล็ดข้าวหลุดจากรวงจนเกลี้ยง แต่ก็ทำงานได้คล่องมือกว่าการใช้ท่อนไม้ตี
“ท่านแม่?! ท่านจะร้ายกาจเกินไปไหมเจ้าคะ?!” หลี่ซื่อเห็นว่าของสิ่งนี้ใช้งานอย่างไรก็อัศจรรย์ใจยิ่งนัก
แม่สามีของนางจะเก่งกาจเกินไปแล้วกระมัง?
“ท่านแม่ ให้ข้าลองดูหน่อยนะเจ้าคะ!” หลี่ซื่อคว้ามัดข้าวขึ้นมา อยากลองทำดูเช่นกัน
เย่อวี๋หรานมองท้องอุ้ยอ้ายของนาง “ท้องโตแบบนั้นจะมาวุ่นวายด้วยทำไม? ไปยืนอยู่ข้าง ๆ เสีย ช่วงเก็บเกี่ยวปีหน้ามีงานมากมายให้เจ้าทำอยู่แล้ว”
จากนั้นเรียกจูต้ากับจูเอ้อร์เข้ามา ให้พวกเขาลองนวดข้าว
เรี่ยวแรงของผู้ชายมีมากกว่าผู้หญิง ย่อมนวดข้าวได้เกลี้ยงกว่าผู้หญิงทำอยู่แล้ว
แล้วก็เป็นดังนั้น เมื่อหลิ่วซื่อ หลิวซื่อ และหลินซื่อลองมาทำดู ผลลัพธ์ก็สู้จูต้ากับจูเอ้อร์ที่มีแรงมากกว่าไม่ได้
ป้าบ! ป้าบ! ป้าบ!
ป้าบ! ป้าบ! ป้าบ!
ใบหน้าที่ตากแดดจนดำเมี่ยมของจูต้ากับจูเอ้อร์เผยแววยินดีออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่
“ท่านแม่ เจ้านี่ใช้งานได้ดีจริง ๆ ขอรับ!” จูต้าพูดขึ้น
ส่วนจูเอ้อร์ไม่ได้ปริปาก แต่ความยินดีบนสีหน้าก็อธิบายทุกอย่างได้ชัดเจนแล้ว
“พวกเจ้าคิดว่าตรงกลางต้องหาไม้มาขวางเอาไว้หรือไม่?” เย่อวี๋หรานมองฟางโต่วแล้วก็ยังคงไม่พอใจ ให้หลิ่วซื่อกับหลิวซื่อไปรื้อราวตากผ้าออกมาพาดบนฟางโต่ว แล้วให้ลูกชายสองคนทดลองนวดข้าวอีกครั้ง
“ได้หมดขอรับ ใช้งานง่ายทั้งสองแบบ” จูต้าคิดว่าไม่แย่
เย่อวี๋หรานมองเขาเล็กน้อย แล้วหันมาถามจูเอ้อร์
จูเอ้อร์พูดน้อยยิ่งกว่า “พี่ใหญ่พูดถูก”
“…” เย่อวี๋หรานคิดว่าสองคนนี้จัดอยู่ในประเภท ‘ทำเป็นอย่างเดียว พูดไม่เป็น’ จึงคร้านจะสนใจพวกเขา ไล่พวกเขาไปขนมัดข้าวกลับมาจากทุ่งนา แล้วปล่อยให้หลิ่วซื่อกับหลิวซื่อทำงานต่อ
จูต้ากับจูเอ้อร์ยังอยากตีข้าวต่อ แต่ก็ไม่กล้าขัดคำสั่งของมารดา จึงได้แต่จากไปอย่างเชื่อฟัง
เย่อวี๋หรานกล่าวกับลูกสะใภ้ว่า “เมียเจ้าใหญ่ เมียเจ้ารอง พวกเจ้าก็อย่าหาว่าข้าลำเอียงเลยนะ เมียเจ้าห้ายังต้องอยู่เดือนอยู่ไฟ ส่วนเมียเจ้าสี่ก็ตั้งครรภ์อยู่ ทำงานหนักไม่ได้ทั้งคู่ ข้าดูแลพวกนางเล็กน้อยก็เป็นเรื่องธรรมดา”
หลิ่วซื่อไร้ความเห็นแย้ง ขานรับว่า “เจ้าค่ะ”
ส่วนหลิวซื่อก้มหน้า หยิบมัดข้าวขึ้นมาอย่างเงียบ ๆ พึมพำว่าก็ลำเอียงมาแต่ไหนแต่ไร ยังจะมีเหตุผลมากมายปานนั้น!
“ถ้าพวกเจ้าคิดว่าข้าลำเอียงก็ช่วยไม่ได้อยู่ดี ใครใช้ให้ข้าเป็นแม่สามีกันล่ะ? ต่อให้ไม่พอใจก็ต้องทำตามข้าสั่งอยู่ดี” สิ่งที่เย่อวี๋หรานพูดย่อมไม่ใช่ถ้อยคำน่าฟังทั้งหมดอยู่แล้ว มิเช่นนั้นจะสอดคล้องกับนิสัยเจ้าของร่างเดิมหรือ?
เพียงแต่เมื่อเทียบกับเจ้าของร่างเดิมที่เอาแต่พูดถ้อยคำร้ายกาจ นางยังพูดถ้อยคำดี ๆ แถมมาอยู่บ้าง ดังคำกล่าวว่าตีเจ้าก่อน ค่อยให้พุทราหวานเจ้ากิน
เมื่อมีตัวช่วยในการนวดข้าวแล้วก็เร็วขึ้นกว่าการใช้ท่อนไม้ตีบนเสื่อยิ่งนัก หลินซื่อ หลี่ซื่อ จูปาเม่ย หลินซานยากับหลินซื่อยาช่วยกันแยกต้นหญ้าออกจากมัดข้าวก็ยังไม่มีเวลาให้แอบอู้
เย่อวี๋หรานเองก็อยากจะช่วยอีกแรง แต่นางพบว่าตนเองนวดข้าวได้ไม่เก่งเท่าพวกลูกสะใภ้ จึงหันไปดึงต้นหญ้าออกจากมัดข้าว แต่นางก็ยังดึงต้นหญ้าออกได้ไม่เร็วเท่าจูปาเม่ยที่อายุน้อยที่สุดอยู่ดี
ในสายตาของนางแล้ว ต้นหญ้ากับฟางข้าวไม่ได้ต่างกันสักเท่าไหร่ ความแตกต่างอย่างเดียวอยู่ที่เมล็ดข้าวตรงยอด รอจนนางดึงต้นหญ้าออกมาได้หนึ่งต้น คนอื่นก็ดึงไปได้สองต้นแล้ว
เย่อวี๋หรานทำไปได้สักพักก็คร้านจะทำต่อ จึงขยับเคลื่อนไหวร่างกายเล็กน้อย คิดว่าในวันร้อน ๆ เช่นนี้น่าจะไปเก็บสมุนไพรจำพวกสะระแหน่มาทำของดับร้อนให้ทุกคนดีกว่า
สะระแหน่มักขึ้นบริเวณพื้นที่ชุ่มชื้นริมลำธารในป่าเขา ในภูเขาไท่ตังก็มีเช่นกัน แต่โดยทั่วไปมักใช้เป็นยา นิยมนำมาใช้ขับเหงื่อ ระบายความร้อน รักษาอาการเจ็บป่วยอย่างเช่นปวดศีรษะ ตาแดง ตัวร้อน เจ็บคอ โรคเหงือก แก้ปวดบวม เป็นต้น
คนธรรมดาถ้าไม่ได้เจ็บป่วยก็ไม่ค่อยมีใครสนใจพืชชนิดนี้
สภาพอากาศเช่นนี้นำสะระแหน่มาทำอาหารเพื่อช่วยคลายร้อนย่อมเหมาะสมยิ่งนัก
“พวกเจ้าทำงานต่อไปนะ ข้าออกไปข้างนอกสักหน่อย” เย่อวี๋หรานบอกคนอื่น ๆ ที่กำลังทำงานกันอยู่
“เจ้าค่ะ ท่านแม่ ท่านไปเถอะ พวกข้าจะตั้งใจทำงานแน่นอน” หลี่ซื่อพูดด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม
จะไม่อารมณ์ดีได้หรือ แม่สามีคิดวิธีนวดข้าวแบบนี้ออกมาได้ ช่วยประหยัดแรงไปไม่รู้เท่าไหร่
ปกติต้องใช้เวลานวดข้าวกันหลายวัน แต่เมื่อใช้วิธีนี้ รอจนเก็บเกี่ยวเสร็จ พวกนางก็คงจะนวดข้าวเสร็จด้วยพอดี
ตอนที่เย่อวี๋หรานคว้าตะกร้าออกจากเรือนไป ก็เห็นจูซานกับจูซื่อหาบมัดข้าววิ่งกลับมาด้วยสีหน้าร้อนใจ
สองคนนี้แอบอู้งานเก่งยิ่งนัก ไม่มีทางยอมแตะงานหนักเช่นนี้เด็ดขาด
เย่อวี๋หรานนึกสงสัยจึงยืนรอพวกเขาอยู่ตรงประตูเรือน
“ท่านแม่!” จูซานกับจูซื่อเห็นนางก็ร้องเรียกทันที
“ไฉนจึงเป็นพวกเจ้ามาส่งมัดข้าว จูต้ากับจูเอ้อร์ล่ะ?” เย่อวี๋หรานเห็นว่ามัดข้าวบนหาบของพวกเขาพร่องลงไปไม่น้อย ก็สงสัยว่าพวกเขาคิดจะแอบอู้อีกแล้ว
จูเหล่าโถวคิดว่ามีลูกชายมากพอให้ใช้งาน มีคนแอบทำตัวสันหลังยาวก็คร้านจะไปกวดขัน แต่เย่อวี๋หรานเห็นแล้วขัดตายิ่งนัก จูเหล่าโถวมีลูกชายให้เรียกใช้งานไม่น้อยจริง ๆ นั่นแหละ แต่นั่นเป็นเพราะจูต้ากับจูเอ้อร์เชื่อฟังโดยไม่บ่ายเบี่ยง ทำงานตามคำสั่งมาตลอดต่างหากเล่า?
“พี่ใหญ่กับพี่รองเกี่ยวข้าวกันอยู่ขอรับ” จูซื่อตอบ
“ข้าได้ยินพี่ใหญ่กับพี่รองพูดว่าที่เรือนประดิษฐ์สิ่งของที่ช่วยให้นวดข้าวสะดวกขึ้น พวกเขาอธิบายได้ไม่ชัดเจนว่ามันคืออะไร พวกข้าอยากเห็นก็เลยกลับมาดู…” จูซานกล่าว