ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 80 คนผู้นี้มีจุดประสงค์อื่นแอบแฝง
บทที่ 80 คนผู้นี้มีจุดประสงค์อื่นแอบแฝง
เย่อวี๋หรานกวาดตามองคนทั้งคู่ และเตือนว่า “ตอนนี้อยู่ในช่วงเก็บเกี่ยว ไม่ว่าใครก็ห้ามแอบอู้เด็ดขาด ถ้าข้าจับได้จะสั่งสอนให้หลาบจำเลยเชียว”
จูซานและจูซื่อรีบขานรับ “ไม่แอบอู้ขอรับ ท่านแม่ พวกข้าจะตั้งใจทำงานแน่นอน”
“เป็นเช่นนั้นได้ย่อมดีที่สุด” เย่อวี๋หรานเห็นว่าพวกเขาอยากเห็นฟางโต่วก็ไม่ได้รั้งตัวไว้อีก ปล่อยให้พวกเขาเข้าไปในเรือน
จูซานกับจูซื่อเข้าประตูไปเห็นสิ่งของที่หลิ่วซื่อกับหลิวซื่อใช้นวดข้าวกันอยู่ก็บังเกิดความกระตือรือร้นขึ้นมา วางหาบบนไหล่ลงแล้ววิ่งเข้าไปหา
“พี่สะใภ้ใหญ่ พี่สะใภ้รอง พวกท่านพักผ่อนเถอะ เดี๋ยวพวกข้าทำแทน”
“ใช่ ๆๆ พวกข้าทำเอง”
ทั้งสองแย่งงานมาจากหลิ่วซื่อกับหลิวซื่อ จากนั้นก็เริ่มนวดข้าวกันอย่างขมีขมัน
ตีไปพลางชื่นชมไปด้วย “ใช้ดีมาก! ใช้ดีจริง ๆ!”
เย่อวี๋หรานได้ยินเสียงนวดข้าวดัง ‘ป้าบ ๆๆ’ มาจากไกล ๆ
สะระแหน่นั้นชอบพื้นที่ชุ่มชื้น เย่อวี๋หรานจึงเดินเลียบไปตามริมฝั่งลำธารที่มีพุ่มพฤกษ์ขึ้นค่อนข้างหนาแน่น แล้วนางก็พบสะระแหน่เข้าจริง ๆ
ใบสะระแหน่ยาวราวหนึ่งถึงสองข้อนิ้ว กว้างไม่ถึงครึ่งหนึ่งของความยาว ปลายค่อนข้างแหลม ส่วนฐานรีเกือบกลม ขอบใบหยักเหมือนฟันเลื่อย ใบมีสีเขียวอ่อน บางครั้งบนผิวใบจะมีขนอ่อนขึ้นอยู่แน่นขนัด
เย่อวี๋หรานเลือกเด็ดเพียงใบอ่อน พลางคิดว่าควรเก็บกลับไปสักสองสามต้น เอาไปปลูกไว้ที่เรือนด้วยดีหรือไม่
เวลาทำกับข้าวก็เพียงแค่เด็ดใบใส่ลงไปในน้ำแกง ความคิดนี้ก็ไม่เลวนัก
“จูต้าเหนียง…”
เย่อวี๋หรานได้ยินเสียงคนเรียกชื่อก็เงยหน้าขึ้น “เป็นเจ้า?”
เย่อวี๋หรานประหลาดใจเล็กน้อย ที่แท้กลับเป็นกานอี้เซียนที่เคยถูกนางตีไปตอนนั้นเพราะเข้าใจผิดคิดว่าเป็นคนเลว
จะว่าไปก็แปลกนัก หลังจากได้พบเขาในวันนั้นแล้วก็ไม่ได้เจอกันอีกเลย
เขาอ้างว่าเพิ่งมาอยู่ที่หมู่บ้านสกุลจู ตามหลักแล้ว ด้วยการแต่งกายเช่นนี้ของเขา หากคนในหมู่บ้านพบเห็นก็คงจะมีคนพูดถึงแล้ว แต่คนที่มักออกไปเดินทอดน่องและเก็บข่าวซุบซิบนินทาของชาวบ้านกลับมาอย่างหลี่ซื่อกลับไม่เคยเอ่ยถึงเขาเลยสักครั้ง นับว่าประหลาดนัก
แม้ว่าคนผู้นี้จะเคยช่วยเหลือตนเองมาก่อน แต่เย่อวี๋หรานก็อดจะระแวงขึ้นมาไม่ได้
“ข้าเอง จูต้าเหนียง ท่านทำอะไรอยู่?” กานอี้เซียนมองความเคลื่อนไหวของนางอย่างสนใจใคร่รู้
“เก็บใบสะระแหน่กลับไปทำน้ำแกง” เย่อวี๋หรานไม่คิดว่านี่จะมีปัญหาอะไรจึงพูดออกมา จากนั้นก็ทำทีถามออกไปอย่างสงสัย “คุณชายกานยังอยู่ที่หมู่บ้านสกุลจูอีกหรือ ทำไมข้าไม่เคยพบเจ้าในหมู่บ้านเลยล่ะ?”
กานอี้เซียนยิ้มอย่างขัดเขินเล็กน้อย เขาชี้ไปทางด้านหลังเขาไท่ตัง “ข้าสร้างกระท่อมหลังหนึ่งขึ้นทางนั้น ไม่ได้อาศัยอยู่ในหมู่บ้าน ปกติถ้ามีธุระจึงจะลงมาจากเขา ไม่มีเรื่องอะไรก็อยู่บนนั้น”
ในฐานะที่เป็นถู่ตี้เฉิน เขาไม่จำเป็นต้องอาศัยอยู่ในหมู่บ้านก็สามารถ ‘มองเห็น’ สรรพสิ่งที่เกิดขึ้นในหมู่บ้านสกุลจู
ว่ากันตามตรง กานอี้เซียนคิดว่า ‘จูต้าเหนียง’ ผู้นี้ช่างน่าอัศจรรย์ยิ่งนัก นางมักจะทำอะไรที่คนในหมู่บ้านจินตนาการไม่ถึงอยู่เสมอ
เมื่อครู่เขาเห็นฟางโต่วอันนั้นก็รู้สึกปรีดายิ่งนัก หากของแบบนั้นแพร่หลายในหมู่บ้านสกุลจู ยังต้องกลัวว่าชาวนาบนผืนดินในความดูแลของเขาจะเก็บเกี่ยวไม่ได้ผลดีอีกหรือ?
“เจ้าอาศัยอยู่บนเขา?” เย่อวี๋หรานมองไปยังภูเขาอันโอฬารเบื้องหลังกานอี้เซียน ซึ่งไม่มีใครทราบว่าสูงใหญ่กว้างไกลปานไหน “อันตรายเกินไปหรือเปล่า ได้ยินมาว่าบนเขามีสัตว์ดุร้ายชุกชุม ปกติเวลาพวกข้าขึ้นเขาก็ไม่กล้าเข้าไปลึกนัก กลัวว่าจะไปเจอเสือโคร่งอะไรพวกนี้เข้า คุณชายกาน เจ้าใจกล้ายิ่งนัก ถึงกับกล้าอาศัยอยู่ที่นั่นด้วย…”
“ข้าพอรู้วิชาป้องกันตัวเล็กน้อย อาศัยการล่าสัตว์เลี้ยงชีพ” กานอี้เซียนหาฐานะที่สมเหตุสมผลให้ตัวเองได้แล้ว “หากไม่อาศัยอยู่ในป่าเขาแล้วข้าจะล่าสัตว์ได้อย่างไร? ต่อไปถ้าจูต้าเหนียงอยากเปลี่ยนรสชาติไปกินของป่าอะไรพวกนี้ก็บอกข้าได้ ข้าจะไปล่ามาให้ท่าน”
“ต้องขออภัยจริง ๆ ครอบครัวเล็ก ๆ อย่างพวกข้ากินของป่าหายากเช่นนั้นไม่ไหวหรอก…” เย่อวี๋หรานลอบกังขาในใจ คิดว่านางโง่หรือไร ใส่ชุดแพรไหมล้ำค่า แต่เป็นนายพรานเนี่ยนะ?!
ประทานโทษด้วย นางเพิ่งจะเคยพบเคยเห็นนายพรานที่แต่งตัวเหมือนคุณชายเนี่ยแหละ ครั้งนี้ได้เปิดโลกแล้ว
“ไม่เลย ๆ จูต้าเหนียง ท่านเข้าใจผิดแล้ว ข้าไม่ได้จะคิดเงินกับท่าน ข้าแค่อยากแลกเปลี่ยนกับของอย่างอื่น” กานอี้เซียนรีบอธิบาย “ข้าเป็นนายพราน เพาะปลูกไม่เป็น คงไม่อาจกินเนื้อสัตว์อยู่ทุกเมื่อเชื่อวันโดยไม่กินข้าวเลยกระมัง? ข้าเลยอยากจะเอาสัตว์ที่ล่ามาได้ไปแลกข้าวสารจากท่าน ท่านสบายใจได้ ราคาถูกกว่าเนื้อที่ขายอยู่ข้างนอก ไม่ให้ท่านต้องเสียเปรียบแน่นอน”
“ทำไมเจ้าไม่เอาไปขายในตำบลล่ะ? ถ้าเอาไปขายได้ราคาดีก็ซื้อข้าวสารกลับมาได้ไม่น้อยเลยทีเดียว” เย่อวี๋หรานลองหยั่งเชิง
“นั่นยุ่งยากเกินไป ข้าต้องการตัดปัญหานี่แหละ จูต้าเหนียง ท่านจะว่าอะไรหรือไม่ถ้าวันรุ่งขึ้นข้าจะไปแลกข้าวสารที่เรือนของท่าน?” กานอี้เซียนหาเหตุในการไปเยือนถึงเรือนผู้อื่นได้แล้ว ถึงตอนนั้นค่อยทำเหมือนว่าไปพบ ‘ฟางโต่ว’ เข้าโดยบังเอิญ เท่านี้ก็บรรลุจุดประสงค์แล้วไม่ใช่หรือ?
“วันรุ่งขึ้น? รีบขนาดนั้นเชียว”
กานอี้เซียนหน้าแดงขึ้นมาอีกครั้ง “ข้าวสารบ้านข้าหมดแล้ว”
ไม่รีบได้หรือ ตอนนี้อยู่ในช่วงฤดูกาลเก็บเกี่ยว เหมาะแก่การเผยแพร่ ‘ฟางโต่ว’ ยิ่งนัก ถ้าไม่คว้าโอกาสนี้ไว้ รอจนพวกท่านเก็บเกี่ยวเสร็จแล้ว ข้ายังจะผลักดันฟางโต่วไปทำไมกัน?
รอพรุ่งนี้?
ไม่ เรื่องนี้สมควรดำเนินการโดยเร็วที่สุด
เย่อวี๋หรานรู้สึกว่าคนผู้นี้มีจุดประสงค์อื่นแอบแฝง นางครุ่นคิดว่าในเรือนนางมีแม่นางน้อยที่ยังไม่ได้หมั้นหมายอยู่คนหนึ่ง บ้านตนเองก็คล้ายว่าจะไม่มีอะไรให้อีกฝ่าย ‘หมายตา’ อีกแล้วกระมัง?
ส่วนจูปาเม่ย คราวก่อนกานอี้เซียนเคยพบแล้ว ก็ไม่เห็นว่าเขาจะแสดงท่าทีมีใจแต่อย่างใด ดังนั้นจึงไม่น่าจะใช่จูปาเม่ย
ความเปลี่ยนแปลงในเรือนยามนี้ก็มีเพียงหลินซานยาและหลินซื่อยาสองหน่อเท่านั้น เย่อวี๋หรานคิดในใจว่าเจ้าหนุ่มนี่คงไม่ได้ไปต้องตาหนึ่งในสองคนนี้เข้าหรอกกระมัง?
นางประเมินกานอี้เซียนอย่างละเอียดตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า
กานอี้เซียนประหม่าเล็กน้อย หลังจากเขาลงมายังโลกก็ไม่ได้ไปมาหาสู่กับมนุษย์มากนัก มีเพียงจูต้าเหนียงตรงหน้านี้ที่พอจะสมาคมด้วยมากหน่อย
มิเช่นนั้น เขาก็คงจะไม่ปรากฏตัวขึ้นมาด้วยความคิดชั่วแล่นเพียงเพื่อ ‘ฟาวโต่ว’ อย่างเดียวหรอก
เฮ้อ…ถู่ตี้เฉินในทุกวันนี้ไม่ได้เป็นกันง่าย ๆ โดยเฉพาะเซียนตัวเล็กตัวน้อยที่ถูก ‘เด้ง’ ไปไหนก็ได้อย่างเขา ผลเก็บเกี่ยวในพื้นที่นั้น ๆ จะเป็นอย่างไร ย่อมเกี่ยวพันโดยตรงกับการประเมินผลการทำงานของเหล่าถู่ตี้เฉินอย่างพวกเขา
“จู…ต้าเหนียง ไฉนจึงมองข้าเช่นนี้?” กานอี้เซียนคิดไม่ถึงเลยว่ามนุษย์จะรับมือยากถึงเพียงนี้ แค่ถูกนางจ้องมอง จิตใจก็พลันกระวนกระวายขึ้นมาเสียแล้ว
“เห็นใจเจ้า” เย่อวี๋หรานกล่าว “แต่เจ้าก็ยังนับว่าโชคดีที่มาเจอข้า ถ้าเป็นคนอื่น คาดว่าคงไม่มีใครยอมแลกข้าวสารกับเจ้าหรอก ตอนนี้อยู่ในช่วงเก็บเกี่ยว ทุกครัวเรือนล้วนรัดเข็มขัดกันแน่น รอให้เก็บเกี่ยวเสร็จแล้วจะได้มีกินอิ่มท้อง กระสอบข้าวสารในเรือนว่างเปล่านานแล้ว เจ้ามาแลกข้าวสารตอนนี้ก็อย่าฝันไปเลย ที่เรือนข้าก็ไม่ได้มีมากมายอะไร ถ้าเจ้าจะแลกมากกว่านี้ก็คงจะไม่มีให้ ข้าพอเจียดให้เจ้าได้แค่พอสำหรับทำโจ๊กกินเล็กน้อยเท่านั้น…”
ไม่ว่าฝ่ายตรงข้ามจะวางแผนการอะไรไว้ในใจ เย่อวี๋หรานไม่กลัวสักนิด ถ้าเขาสามารถล่าสัตว์ป่ามาได้จริง ๆ ก็ไม่เลวนัก ประจวบเหมาะกับที่ตอนนี้กำลังจะทำการค้าน้ำพริกใส่เนื้อพอดี นับว่าต่างฝ่ายต่างได้ในสิ่งที่ต้องการ
กานอี้เซียนยินดียิ่งนัก “จูต้าเหนียง ท่านช่างเป็นคนดีจริง ๆ คนดีสวรรค์ย่อมคุ้มครอง!”
“หยุดเลย เจ้ามาป้อยอข้าแบบนี้ ข้าเริ่มจะไม่อยากขายให้เจ้าแล้ว”
“ไม่ใช่ ข้าไม่ได้มีเจตนาอื่น ข้าแค่อยากชมท่านเท่านั้น จูต้าเหนียงเป็นคนดีจริง ๆ!”
ครั้นถูกชมเชยครั้งแล้วครั้งเล่า เย่อวี๋หรานไม่รู้จะพูดอย่างไรแล้ว แต่นางก็นัดหมายเวลาและสถานที่สำหรับ ‘การแลกเปลี่ยน’ ในวันถัดไปกับกานอี้เซียนเป็นที่เรียบร้อย