ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 796 พิจารณาคดี
บทที่ 796 พิจารณาคดี
“นั่นน่ะสิ เรื่องนี้ข้าก็ได้ยินมาเหมือนกัน คนที่ใคร ๆ เรียกว่า ‘อาเฉิน’ ผู้นั้นดูเหมือนจะมีบารมีในพรรคซานไห่พอตัว” กล่าวถึงตรงนี้ คนผู้นั้นก็ชะงักไปเล็กน้อยแล้วมองไปรอบ ๆ
จูซานกลัวว่าจะถูกคนจับสังเกตได้จึงเสมองไปทางอื่น ทำเป็นพูดคุยกับคนข้าง ๆ
สิ่งที่โรงน้ำชาไม่ขาดแคลนก็คือคน จิบชาไปพลางฟังคนเล่านิทาน พูดคุยสัพเพเหระ ต่างคนต่างทำธุระของตน ใช้เวลาว่างของตนเองโดยไม่ยุ่งเกี่ยวกัน
แน่นอน ถ้าเจ้าไปพบเพื่อนร่วมโต๊ะที่พูดคุยถูกคอก็ย่อมสนทนากันต่อไปได้
หรือกระทั่งนัดพบกันครั้งต่อไป
“แต่ว่า” เมื่อแน่ใจว่าไม่มีใครสนใจพวกเขา คนผู้นั้นค่อยขยับเข้าไปใกล้แล้วกระซิบว่า “เป็นไปได้มากว่าเขาอาจมีชีวิตอยู่ได้อีกแค่ไม่กี่วัน”
คนผู้นั้นตะลึง “ไม่หรอกมั้ง? ไม่เคยได้ยินมาก่อนเลยว่าอาเฉินสุขภาพไม่ดี”
“ไม่เกี่ยวกับเรื่องนี้ แต่เป็นเพราะมีคนอยาก…แบบนั้นน่ะ เข้าใจไหม?”
……
จูซานเข้าใจแล้ว หมายความว่ามีคนต้องการ ‘เก็บ’ อาเฉิน?
เมื่อคิดถึงว่าทางการกับโจวเสวียกุมจุดอ่อนของค่ายพรรคเอาไว้แน่น ยืนกรานให้ฝั่งค่ายพรรคมอบคำอธิบายออกมา เจรจากันมาหลายวันแล้วก็ยังไม่มีข้อยุติ ไม่แปลกที่ทางค่ายพรรคจะพิโรธ ต้องการหาใครสักคนมาระบายโทสะ
พวกเฉินหลิ่งกับลูกชายอยู่ในคุก ดูเหมือนน่าอนาถ แต่อย่างน้อยก็สามารถรักษาชีวิตเอาไว้ได้
ตราบใดที่ฝ่ายค่ายพรรคยังไม่ต้องการแตกหักกับทางการก็ไม่มีทางสาวมือเข้ามาถึงในคุก ในเมื่อไม่อาจแตะต้องพวกเขา เช่นนั้นแตะต้องอาเฉินแทนก็คงไม่มีปัญหากระมัง?
ด้วยเหตุนี้ ค่ายพรรคใหญ่จึงกดดันพรรคซานไห่…
ช้าก่อน เมื่อครู่พวกเขากล่าวถึงเฉินเสิ่นด้วยนี่นา เกิดอะไรขึ้นกับพวกเฉินเสิ่นกันแน่?
คนกลุ่มนั้นไม่ได้ทำให้จูซานผิดหวัง พวกเขากลับไปพูดถึงเฉินเสิ่นอีกครั้งอย่างรวดเร็ว ที่แท้เฉินเสิ่นก็เป็นคนโง่คนหนึ่ง พาพวกลูกสะใภ้ไปอาละวาดถึงเรือนคู่กรณี สุดท้ายฝ่ายหลังไปแจ้งเบาะแสกับทางการ ถูกส่งตัวให้ทางการแล้ว
อะไรนะ?!
เฉินเสิ่นพาคนไปอาละวาดถึงที่พักของพวกเขา?
จูซานใจเต้นระทึก ไฉนเลยจะยังนั่งเฉยอยู่ได้ รีบพุ่งเข้าไปถามทันที “ฝ่ายคู่กรณีเป็นอย่างไรบ้าง? ไม่ได้รับบาดเจ็บกระมัง?”
คนกลุ่มนั้นมองมาทางเขาอย่างอึ้ง ๆ
จูซานค่อยรู้สึกตัว เขามีท่าทางกระอักกระอ่วน “เอ่อ…คือว่า…ถ้าข้าบอกว่าได้ยินเข้าโดยไม่ได้ตั้งใจ พวกท่านจะเชื่อไหม?”
คนกลุ่มนั้น: เจ้าคิดว่าข้าจะไม่เชื่องั้นรึ?
พวกเขาเชื่อจริงหรือไม่ จูซานไม่ทราบ แต่พวกเขาบอกว่าไม่ทราบสถานการณ์ฝั่งคู่กรณี ทำให้จูซานต้องค้างคาใจแล้ว
เขาไม่กล้าอยู่นาน รีบกลับเรือนหลิ่วหลงจิ้ง
“ท่านแม่ ท่านแม่ ท่านเป็นอย่างไรบ้างขอรับ?”
น้ำเสียงร้อนอกร้อนใจ คนยังไม่ทันเข้ามาในเรือน เสียงก็ดังมาก่อนแล้ว
เย่อวี๋หรานกำลังแกะเมล็ดแตง เห็นเขาวิ่งเข้ามาก็รู้สึกประหลาดใจ “มีอะไรหรือ?”
“ท่านแม่ ท่านไม่เป็นไรใช่ไหมขอรับ?” จูซานใช้สายตาสำรวจขณะหอบหายใจแล้วพูดว่า “เมื่อครู่นี้ตอนข้าอยู่ที่โรงน้ำชาได้ยินคนพูดว่าเฉินเสิ่นพาคนมาหาเรื่อง ท่านแม่ ตอนนี้ท่านไม่อาจเคลื่อนไหวส่งเดช ท่านคงไม่ได้ลุกไปเผชิญหน้ากับนางหรอกใช่ไหม?”
สกุลเยี่ยนมีบ่าวรับใช้มากมาย จูซานไม่กังวลสักนิดว่าเฉินเสิ่นจะสามารถบุกเข้ามาหาเรื่องมารดาของเขา กลัวก็แต่มารดาจะหัวร้อนจนรุดออกไปถกเหตุผลกับอีกฝ่าย
เขาไม่อยู่ คุณชายเยี่ยนก็ไม่อยู่เช่นกัน ในเรือนหลังนี้ไม่มีใครสามารถห้ามปรามนางได้
เย่อวี๋หรานรู้สึกว่าน่าขัน “ดูเจ้าตกอกตกใจสิ คิดว่าข้าโง่หรือไร? รู้เต็มอกว่าตนเองไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ยังจะหอบสังขารไปถกเหตุผลกับนาง นางสำคัญกว่าหรือร่างกายข้าสำคัญกว่ากันแน่?”
“ท่านแม่ ข้าเป็นห่วงท่านนะขอรับ”
“ฮ่า ๆๆ…ขอบใจแล้วกันนะที่เป็นห่วง” เย่อวี๋หรานพูด “วางใจเถอะ นางไม่ได้เจอหน้าข้าด้วยซ้ำ ป้าเฉินก็ส่งพวกนางให้ทางการแล้ว”
จากนั้นก็ถือโอกาสชมเชยป้าเฉินผู้ดูแล บอกว่าอีกฝ่ายจัดการเรื่องราวได้เหมาะสม กล่อมจนคนสกุลเฉินยอมขึ้นรถม้าไปแต่โดยดี
ไปจนถึงจุดหมายปลายทางแล้ว คนสกุลเฉินก็ยังไม่รู้เรื่อง
จูซานค่อยได้รู้เสียทีว่าเรื่องราวเป็นอย่างไร
แต่เย่อวี๋หรานประหลาดใจอยู่บ้าง “ข่าวลือออกไปรวดเร็วปานนี้เชียว? เรื่องเพิ่งจะเกิด เจ้าที่อยู่โรงน้ำชาก็รู้เรื่องแล้ว…มีคนของค่ายพรรคจับตามองประตูเรือนหลิ่วหลงจิ้งอยู่งั้นรึ?”
“พวกมือปราบหามเฉินเสิ่นไปหาหมอก็เลยถูกคนเห็นเข้าน่ะขอรับ”
……
ตอนเย็น เยี่ยนเหออันกลับมาแล้ว
หลังได้ฟังรายงานจากป้าเฉิน เขายังแวะมาหาเย่อวี๋หรานโดยเฉพาะ เพื่อแสดงออกถึงความห่วงใย
ขณะเดียวกัน เขาก็นำข่าวสารอย่างหนึ่งมาด้วย…โจวเสวียกับค่ายพรรคเจรจากันได้ข้อสรุปแล้ว
นั่นหมายความว่า ศาลาว่าการจะเริ่มพิจารณาคดี
วันรุ่งขึ้น เมืองผู่โซ่วก็มีการพิจารณาคดีสกุลเฉินซึ่งเป็นคดีสำคัญเป็นประวัติการณ์ เรียกอีกอย่างว่า ‘จุดเริ่มต้นการปฏิวัติค่ายพรรค’
บันทึกประวัติศาสตร์ของราชสำนักเซินถูบันทึกไว้ว่า คดีสกุลเฉินเป็นผลพวงที่ปะทุขึ้นเพราะความขัดแย้งระหว่างทางการกับค่ายพรรค ขณะเดียวกันยังเป็นก้าวแรกในการปฏิวัติค่ายพรรคต่าง ๆ ในเมืองผู่โซ่ว
วันนั้น ประตูใหญ่ของศาลาว่าการเมืองผู่โซ่วเปิดออก ชาวเมืองหลั่งไหลเข้ามาร่วมชมการพิจารณาคดีเนืองแน่น
คนที่ข่าวสารฉับไวทราบบทสรุปแต่แรกแล้ว รู้ว่าครอบครัวของเฉินหลิ่งไม่อาจรอดพ้นจากเรื่องนี้ไปได้ ส่วนคนที่ไม่รู้ข่าวก็ทราบว่าผลการพิจารณาคดีของครอบครัวเฉินหลิ่งสื่อถึงอะไร พวกเขามาก็เพราะอยากมายืนยันเท่านั้น
คนทั้งหลายได้ยินข่าวลือมากมายเกี่ยวกับเรื่องที่เฉินหลิ่งถูกจับเข้าคุกกันทั้งครอบครัว ต้องการมาดูว่าคนสกุลเฉินกับคนสกุลจูจะให้การว่าอย่างไรบ้าง
“เบิกตัวจูต้าเหนียงและลูกชายทั้งสองขึ้นศาล”
สิ้นเสียงประกาศของนายอำเภอหลิวก็มีมือปราบหามตั่งนอนเข้ามาในศาล
ทั้งที่ทราบดีแก่ใจว่าเป็นเรื่องราวใด นายอำเภอหลิวก็ยังคงแสร้งถามอย่างพิโรธว่า “บังอาจ! กล้าลบหลู่ศาลเชียวรึ”
“ใต้เท้าโปรดระงับโทสะ โปรดฟังข้าน้อยอธิบายสักคำ” จูซานรีบคุกเข่าแสดงคารวะต่อนายอำเภอหลิว “ตอนเข้าพักในเรือนสกุลเฉิน มารดาของข้าน้อยสุขภาพแข็งแรงดี ก้าวเดินดุจเหินบิน แต่เพราะแผนร้ายของคนสกุลเฉินทำให้มารดาของข้าน้อยได้รับบาดเจ็บ ต้องนอนบนเตียงมาพักหนึ่งแล้วขอรับ ได้ยินว่าวันหน้าอาจลงมาเดินไม่ได้อีกแล้ว หากใต้เท้าไม่เชื่อ สามารถเชิญท่านหมอไป๋หลี่น้อยจากโรงหมอไป่เย่าถังมาสอบถามได้ เขาเป็นคนตรวจอาการมารดาของข้าน้อย”
“มีเรื่องเช่นนี้ด้วยรึ เหตุใดจึงไม่มีคนมาแจ้ง?” นายอำเภอหลิวขมวดคิ้วถามคาดโทษ
คนผู้หนึ่งก้าวออกมาทันที “ใต้เท้าโปรดระงับโทสะ โปรดอนุญาตให้ข้าน้อยอธิบายด้วยขอรับ”
“อนุญาต”
“หลังจากจูต้าเหนียงได้รับบาดเจ็บก็พักรักษาตัวในเรือนของคุณชายเยี่ยนมาโดยตลอด ไม่ได้ออกมาอีกเลย พวกข้าน้อยไม่ได้รับคำสั่งจากใต้เท้าก็ไม่สะดวกจะไปเยือนถึงที่ จึงไม่ได้ยินเกี่ยวกับเรื่องนี้”
……
ด้านนอกศาล คนทั้งหลายค่อยทราบว่าที่แท้คนสกุลจูก็โชคร้ายถึงเพียงนี้ มารดาที่สุขภาพแข็งแรงดีกลับถูกคนสกุลเฉินทำร้ายจนอาจถึงขั้นเป็นอัมพาตแล้ว
มองไปทางเย่อวี๋หรานที่นอนหมอบอยู่บนตั่งนอน สายตาจึงเต็มไปด้วยความเห็นอกเห็นใจ
เริ่มแรกพิโรธโกรธกริ้ว ภายหลังทราบสาเหตุก็ให้อภัยสกุลจูและผู้ใต้บังคับบัญชาอย่างรวดเร็ว ทักษะการแสดงเหนือชั้น ในไม่ช้านายอำเภอหลิวก็ได้ใจชาวเมืองบางส่วนไปเรียบร้อย
ปกติดูเหมือนเย่อหยิ่งไม่สนใจใคร คิดไม่ถึงว่านายอำเภอหลิวจะเป็นคนใจกว้างเช่นนี้
นั่นน่ะสิ คนเป็นขุนนางควรเข้าใจความลำบากของชาวบ้านอย่างพวกเรา ไม่ใช่เอาแต่พูดถึงเรื่องหลักการกฎระเบียบอะไรพวกนั้น ต้องรู้จักยืดหยุ่นเสียบ้าง
นายอำเภอหลิวผู้นี้ก็ดูไม่ได้ ‘แย่’ เหมือนที่ข้าคิดไว้นี่นา?