ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 798 น้ำหนักของชื่อเสียง
บทที่ 798 น้ำหนักของชื่อเสียง
“นั่นน่ะสิ คนยังมาไม่ถึงเมืองผู่โซ่ว ชื่อเสียงก็ลือมาถึงก่อนแล้ว ยังมีเรื่องมากมายหลังจากนั้นอีก เพียงเดินผิดไปก้าวเดียวก็คงไม่มีผลลัพธ์อย่างในวันนี้แล้ว คนผู้นี้ต้องเจ้าแผนการเพียงใดจึงสามารถวางหมากได้ลึกล้ำเช่นนี้?”
“แต่ข้าได้ยินมาว่าจูซิ่วไฉผู้นี้ใสซื่อมากเลยนะ”
“ข้าถึงได้บอกอย่างไรเล่าว่าเขามีความคิดอ่านลึกซึ้ง ถ้าเขาไม่มีความสามารถสักนิด แล้วจะเสแสร้งได้สมจริงจนสามารถหลอกลวงคนจำนวนมากได้อย่างไร?”
คนผู้นั้นพลันเข้าใจขึ้นมา จึงพูดว่า “แผนการลึกล้ำถึงขั้นนี้ ไม่ใช่สิ่งที่พวกเราจะสามารถหยั่งได้ เห็นที ต่อไปพวกเราต้องอยู่ให้ห่างจากเขาเอาไว้”
“ถ้าไม่อยู่ห่าง ๆ เอาไว้ ข้าเกรงว่าตัวเองถูกขายไปแล้วยังไปช่วยนับเงินให้คนเขาอีก”
……
คำลือเหล่านี้ยังลอยมาเข้าหูอวี๋จิ้งฉีด้วยเช่นกัน
เขายังรอจะได้กอดขาใหญ่ของเยี่ยนเหออันอยู่นะ แต่ปรากฏว่ามีคนชิงกอดขาใหญ่ของเยี่ยนเหออันตัดหน้าเขาไปแล้ว นั่นจะได้อย่างไร?
ถ้าบิดาของเขารู้เรื่องคงจะเข้าใจว่าเขาจัดการเรื่องแค่นี้ไม่ได้
อารามร้อนใจ อวี๋จิ้งฉีจึงบุกมาหาเยี่ยนเหออัน “ไม่ได้การ ไม่ได้การ สหายเยี่ยน เจ้าถูกคนหลอกแล้ว!”
เขาด้านหลังโจวเสวียเมืองผู่โซ่วเงียบสงบ เป็นสถานที่ที่เหมาะแก่การอ่านตำรายิ่งนัก
บางครั้ง เยี่ยนเหออันก็จะมาที่นี่โดยไม่ให้ใครรู้เพราะต้องการความสงบ อวี๋จิ้งฉีเป็นคนกลุ่มน้อยที่ทราบว่านี่เป็นที่ประจำของเขา
“หืม?” เห็นเหงื่อเต็มหน้าผากอวี๋จิ้งฉี เยี่ยนเหออันก็นึกสงสัยว่าเรื่องอะไรที่ทำให้อีกฝ่ายร้อนใจเช่นนี้?
“แฮ่ก ๆๆ…” อวี๋จิ้งฉีหอบหายใจ กล่าวอย่างร้อนใจว่า “สหายเยี่ยน เจ้าถูกคนหลอกแล้ว ข้าจะบอกเจ้าให้ จูซิ่วไฉผู้นั้นเป็นจอมลวงโลก เจ้าแผนการยิ่ง…”
“ไยเจ้าจึงกล่าวเช่นนี้?” เยี่ยนเหออันจำได้ว่าเขายังไม่ได้แนะนำจูซุ่นเต๋อให้อวี๋จิ้งฉีรู้จักนี่นา?
“เจ้ายังไม่รู้? เรื่องนี้ลือไปทั่วเมืองผู่โซ่วแล้ว” จากนั้นอวี๋จิ้งฉีก็เล่าเรื่องที่ได้ยินมาให้เขาฟัง
เยี่ยนเหออันรู้สึกว่าหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก “นี่มันเรื่องอะไรกัน? คราวหน้าข้าจะแนะนำซุ่นเต๋อให้เจ้ารู้จัก เจ้าพบคนแล้วก็จะรู้เองว่าเขาเป็นคนแบบไหน อย่าไปฟังข่าวลือไร้แก่นสารพวกนั้น ข่าวลือพวกนั้นไม่ใช่เรื่องจริง”
แต่อวี๋จิ้งฉีกลับไม่เชื่อ เขาเอ่ยว่า “ภาษิตโบราณว่าไว้ ไร้ลมก็ไร้คลื่น แมลงวันไม่ตอมไข่ที่ไร้รอยแตก ถ้าไม่มีอะไรเลยจริง ๆ คนอื่นจะเอาไปลือได้อย่างไร? สหายเยี่ยน ข้าคิดว่าเจ้าควรฟังเอาไว้ มีข่าวลือเช่นนี้ออกมาได้ย่อมต้องมีสาเหตุ”
เยี่ยนเหออันส่ายหน้า
“เจ้าหยุดส่ายหน้าได้แล้ว ข้าพูดเรื่องจริงนะ ข้าไปสืบมาชัดเจนแล้ว พวกเขาพูดกันแบบนี้…” อวี๋จิ้งฉีพูดเสริมมาอีก
เยี่ยนเหออันยังคงไม่เชื่อ “พวกเขาพูดก็คือพวกเขาพูด พวกเขาไม่เคยพบซุ่นเต๋อเสียหน่อย ทั้งยังไม่รู้จักคุ้นเคยซุ่นเต๋อ ถึงได้เที่ยวพูดเหลวไหลเช่นนี้ เจ้าลองคิดดูสิ ผู้อาวุโสสวีกับอาจารย์กู่เป็นใครกัน มีใครสามารถตบตาพวกเขาได้ด้วยหรือ?”
“ถึงจะพูดแบบนี้ แต่สี่ขายังรู้พลาด นักปราชญ์ยังรู้พลั้ง…ผู้ใดจะไปรู้ว่าพวกเขาไม่ได้มองคนผิดไป?”
“เจ้าคิดว่าเป็นไปได้?” เยี่ยนเหออันถามกลับ
“ทำไมจะเป็นไปไม่ได้? คนเราจะไม่เคยทำผิดพลาดเลยได้อย่างไร?”
“ได้ ข้าเถียงไม่สู้เจ้า แต่รอจนเจ้าได้พบซุ่นเต๋อแล้วค่อยพูดดีหรือไม่? ได้เจอคนแล้วถ้าเจ้ายังคิดว่าไม่เหมาะสม ข้าจะลองพิจารณาดู”
เดิมทีอวี๋จิ้งฉีต้องการพูดว่า กระทั่งผู้อาวุโสสวีกับอาจารย์กู่ยังมองโฉมหน้าที่แท้จริงของเขาไม่ออก แล้วจะมองคนออกได้อย่างไร?
แต่เห็นเยี่ยนเหออันยืนยันหนักแน่นเช่นนี้ รอให้เขาพบคนก่อน ถึงตอนนั้นค่อยแสดงออกว่าสงสัยต่อไป เยี่ยนเหออันยังจะไม่เชื่อเขา?
ด้วยเหตุนี้ อวี๋จิ้งฉีจึงพยักหน้า
เมื่อเยี่ยนเหออันกลับไปถึงเรือนหลิ่วหลงจิ้งก็นำเรื่องนี้ไปบอกกล่าวแก่คนสกุลจู เย่อวี๋หรานกับจูซานหัวเราะลั่น กระทั่งจูชีก็ยังระเบิดหัวเราะออกมา
“ฮ่า ๆๆ…ข้างนอกนั่นพูดถึงข้าแบบนี้?” จูชีกระโดดไปถึงข้างหน้าเยี่ยนเหออันอย่างดีอกดีใจ ถามอย่างตื่นเต้นว่า “ในสายตาพวกเขา ข้าร้ายกาจขนาดนั้นเลย?”
แล้วคิดถึงว่าในอดีตคนในหมู่บ้านยังพูดว่าเขาเป็น ‘คนสมองทึ่ม’ ตอนนี้กลับกลายเป็น ‘คนเจ้าแผนการ’ ในสายตาทุกคนเสียอย่างนั้น เรื่องนี้เป็นประสบการณ์ที่แปลกใหม่สำหรับจูชียิ่งนัก
เขาแทบอยากวิ่งออกไปไล่ถามทีละคนว่าเป็นเช่นนั้นจริงหรือไม่เสียเดี๋ยวนั้น
“ใช่ ลือกันเช่นนั้นจริง ๆ” เห็นอีกฝ่ายมีท่าทางดีอกดีใจ เยี่ยนเหออันก็เผยยิ้มออกมา
“ว้าว! ท่านแม่ ท่านได้ยินไหมขอรับ พวกเขาบอกว่าข้าร้ายกาจมาก!” จูชีกระโดดไปหาเย่อวี๋หรานอย่างไม่อาจระงับความตื่นเต้น
เย่อวี๋หรานยิ้ม “ได้ยินแล้ว ได้ยินแล้ว เจ้าร้ายกาจมาก กลายเป็นอัจฉริยะดาวล้านดวงไปแล้ว!”
“อัจฉริยะดาวล้านดวงหมายความว่าอย่างไรขอรับ?”
“หมายความว่าปัญญาของเจ้ามีมากมายเหมือนดวงดาวบนท้องฟ้าอย่างไรเล่า” เย่อวี๋หรานอธิบายอย่างอ่อนใจ
“ฮ่า ๆๆ…” จูชีหัวเราะเบิกบานใจยิ่งกว่าเดิม บ่นพึมพำซ้ำไปซ้ำมา “ข้าคืออัจฉริยะดาวล้านดวง ข้าคืออัจฉริยะดาวล้านดวง ข้าคืออัจฉริยะดาวล้านดวง…”
เห็นเขาดีใจเช่นนั้น ทุกคนจึงไม่ได้พูดขัด ปล่อยให้เขาดีอกดีใจต่อไป
ผ่านไปสักพัก เยี่ยนเหออันค่อยบอกความกังวลใจของตนออกมา
คำกล่าวขานเช่นนี้หาใช่เรื่องดีไม่
กล่าวกันว่าข่าวลือสามารถฆ่าคนได้ จูชีใสซื่อปานนี้ ถ้าถูกคนจ้องทำร้ายจากในที่ลับ เขาไม่อาจต่อกรได้เลย
“ชื่อเสียงแท้จริงคือทุกขลาภ เมื่อเวลาผ่านไปเกรงว่าคงไม่ใช่เรื่องดีสำหรับซุ่นเต๋อ”
เขากล่าวอย่างอ้อมค้อม ไม่ได้บอกว่าเป็น ‘ข่าวลือ’ เพียงบอกว่าเป็น ‘ชื่อเสียง’ เท่านั้น
แต่เย่อวี๋หรานกับจูซานฟังเข้าใจแล้ว
ไม่มีความสามารถเช่นนั้น แต่กลับต้องแบกรับชื่อเสียงเช่นนั้น ก็อาจก่อให้เกิดเรื่องยุ่งยากตามมาได้ง่าย ๆ
“ไม่ผิด เห็นทีหลังจากนี้พวกเราคงต้องใส่ใจกันให้มากหน่อย” เย่อวี๋หรานทอดถอนใจ “คนกลัวการมีชื่อเสียง หมูกลัวความอ้วน*[1] น้ำหนักของชื่อเสียงใช่ว่าคนทั่วไปจะสามารถแบกรับไหว นับประสาอะไรกับชื่อเสียงเช่นนี้ของเจ้าเจ็ด ยังมีคำลือพวกนั้นอีก”
“มีแต่เป็นโจรพันวัน แต่ไม่อาจป้องกันโจรได้พันวัน” จูซานขมวดคิ้ว “ท่านแม่ แค่ป้องกันอย่างเดียวคงไม่มีประโยชน์กระมัง?”
“แล้วเจ้าคิดว่าอย่างไร?” เย่อวี๋หรานถาม
“พวกเราต้องหาวิธีคลี่คลาย” จูซานยังคิดหาวิธีที่เหมาะสมไม่ได้เช่นกัน
“นั่นก็ถูกแล้ว เดินไปหนึ่งก้าวคิดไปหนึ่งก้าวก็แล้วกัน ไม่แน่ว่าเมื่อถึงเวลาอาจพบทางแก้เองก็ได้ ก็เหมือนตอนแรกที่เจ้าเจ็ดเรียนหนังสือ พวกเราได้คาดคิดไว้หรือว่าเขาจะสามารถสอบเป็นซิ่วไฉได้ ได้มาเรียนที่โจวเสวีย รวมถึงเรื่องที่เกิดขึ้นในตอนนี้?”
คำถามของเย่อวี๋หรานทำให้จูซานพูดอะไรไม่ออก
จริงด้วย ตลอดทางมานี้ ความจริงจูชีก็ไม่ได้ผ่านมาอย่างราบรื่น
มีเรื่องไหนที่อยู่ในการคาดการณ์ของพวกเขาบ้าง?
ไม่มีเลย
ได้เป็นซิ่วไฉ มาเรียนที่โจวเสวีย แค่เช่าที่พักก็ต้องมาพบเจอเรื่องแบบนี้ แม้แต่มารดาก็…
มองไปทางเย่อวี๋หรานที่ยังนอนอยู่บนเตียง หัวใจของจูซานพลันรัดแน่น
ที่ผ่านมามารดาห้าวหาญปานไหน จะเคย ‘อ่อนแอ’ เหมือนตอนนี้เสียเมื่อไหร่?
ไม่รู้ว่าอาการบาดเจ็บของมารดา เมื่อไหร่จึงจะหายดี
เย่อวี๋หรานสังเกตเห็นสายตาของเขาจึงยิ้มออกมา “เป็นไร ยังคิดไม่ตกอีกรึ? ข้าคิดตกแล้ว ทำไมเจ้ายังคิดมากเรื่องนี้อีก? แค่ลงมาเดินไม่ได้ก็แค่นั้นเอง ไม่ได้อัมพาตทั้งตัวเสียหน่อย”
“ข้ารู้ขอรับ เพียงแต่คิดขึ้นมาคราใดก็มักจะนึกเสียใจทีหลัง” จูซานพูด “ถ้ารู้แต่แรกว่าจะเกิดเรื่องเช่นนี้ ตอนนั้นข้าไม่ควรปล่อยให้ท่านแม่มาด้วย ถ้าท่านแม่ยังอยู่ที่บ้านก็คงไม่ต้องมาเจอเรื่องแบบนี้…”
[1] คนกลัวการมีชื่อเสียง หมูกลัวความอ้วน 人怕出名,猪怕壮 หมายความว่า ชื่อเสียงทำให้คนต้องประสบเรื่องยุ่งยาก หมูถูกขุนจนอ้วนก็จะถูกนำตัวไปเชือด