ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 799 คำปลอบโยนและความอิจฉา
บทที่ 799 คำปลอบโยนและความอิจฉา
“แต่ถ้าข้าไม่ได้มาด้วยแล้วเกิดเรื่องขึ้นกับเจ้าและเจ้าเจ็ด เจ้าคิดว่าข้าจะอยู่เฉย ๆ โดยไม่ทำอะไรได้งั้นหรือ?”
“นั่นก็ดีกว่าการเดินไม่ได้อีกแล้วนะขอรับ”
“ข้าไม่คิดอย่างนั้น ข้ายอมเดินไม่ได้ดีกว่าปล่อยให้เจ้ากับเจ้าเจ็ดเกิดเรื่อง” เย่อวี๋หรานกวักมือเรียกเขา
เย่อวี๋หรานตบ ๆ ตรงขอบเตียงเป็นสัญญาณให้จูซานมานั่งลง
นางจับมือเขาแล้วเอ่ยว่า “เจ้าคิดว่าที่ข้าเกิดเรื่องเป็นเพราะเจ้าไม่ได้ดูแลข้าให้ดีใช่ไหม?”
“ขอรับ!” จูซานไม่ได้ปฏิเสธ
ก่อนหน้านี้มีเรื่องยุ่งอยู่จึงยังไม่ทันรู้สึกอะไร แต่ครั้นเรื่องของตระกูลเฉินสิ้นสุดลง ความเสียใจนี้ก็ราวกับหลุมที่ไร้ก้นบึ้ง เขมือบกลืนเขาลงไปในชั่วพริบตา
เขาไม่อาจจินตนาการได้เลยว่า รอจนมารดาถูกคนหามกลับไปทั้งอย่างนี้ คนที่บ้านจะมองเขาอย่างไร
คาดว่าพี่ใหญ่กับพี่รองคงจะต่อยหมัดใส่ทันทีที่เห็นเขา คาดคั้นเสียงดังว่า ‘จูซุ่นโหย่ว เจ้าดูแลท่านแม่อย่างไรกันแน่?’
ถึงตอนนั้น เขาไม่รู้จริง ๆ ว่าควรตอบกลับไปอย่างไร
“ถ้าอย่างนั้นข้าถามเจ้า ตอนแรกที่ข้ามาเมืองผู่โซ่ว ใครเป็นคนตัดสินใจ?” เย่อวี๋หรานมองตาเขาพลางถามต่อไป
“เป็นท่านแม่ขอรับ แต่ข้าก็เป็นคนเห็นด้วย” ตอนนั้นเขาคิดว่าเรื่องที่น่ายินดีเช่นนี้ หากมารดาได้เดินทางมาด้วยก็ดีเหมือนกัน
อีกอย่าง มารดาเก่งกาจปานนั้น เมื่อมีมารดาอยู่ด้วย เขาก็มีความมั่นใจมากขึ้น
“ถึงเจ้าไม่เห็นด้วย ถ้าข้ายืนกรานจะมา เจ้าคิดว่าเจ้าสามารถห้ามข้าได้งั้นหรือ?”
จูซาน: ห้ามไม่ได้หรอก
“เห็นไหม? เจ้าห้ามไม่ได้ ข้าจะมาหรือไม่มาเกี่ยวอันใดกับเจ้า?”
จูซาน: แต่ข้าไม่ได้ห้ามนี่นา
“ถ้าอย่างนั้นข้าจะสมมติก็แล้วกัน สมมติว่าเจ้าห้ามแล้ว แต่ข้าก็มายังมาอยู่ดี เรื่องทุกอย่างในตอนนี้ยังจะเกิดขึ้นหรือไม่?”
จูซานไม่ค่อยแน่ใจ: น่าจะ…กระมัง
“ในเมื่อสุดท้ายเรื่องก็ยังเกิดขึ้น แล้วไม่เหมือนกันตรงไหน? ความแตกต่างมีแค่ว่า อย่างหนึ่งเจ้าได้ห้ามแล้ว เจ้าไม่มีสิ่งใดต้องละอาย เกิดเรื่องอันใดข้าก็คือคนรับผิดชอบเรื่องทั้งหมด อีกอย่างเจ้าไม่ได้ห้าม พอเกิดเรื่อง เจ้าจึงนึกละอายใจ ใช่ไหม?”
จูซานอึ้งไป
“ถ้าเป็นอย่างหลัง ข้าก็คงต้องบอกว่าเจ้าคิดมากเกินไปแล้ว เจ้าห้ามข้าไม่ได้ด้วยซ้ำ เรื่องที่จะเกิดก็ยังต้องเกิด แล้วจะต่างกันตรงไหน? ถ้าเจ้ารู้สึกละอายใจจริง ๆ เช่นนั้นหลังจากนี้ก็กตัญญูต่อข้าให้มากหน่อย” เย่อวี๋หรานตบหลังมือเขา ยิ้มแล้วกล่าวว่า “อย่างไรเสียข้าก็อายุมากแล้ว พอล้มไปเช่นนั้น ร่างกายคงไม่ดีเหมือนเก่า พอโรคภัยรุมเร้า คนก็จะเปลี่ยนเป็นหงุดหงิดเจ้าอารมณ์ ถึงตอนนั้นเจ้าก็อดทนอดกลั้นให้ข้าสักหน่อย ช่วยให้ข้าได้ใช้บั้นปลายอย่างสงบ ข้าก็พอใจมากแล้ว”
แม้จะกล่าวเช่นนี้ แต่เย่อวี๋หรานเป็นคนที่จะนั่งรอความตายเช่นนั้นหรือ?
ย่อมไม่ใช่อยู่แล้ว
ตอนนี้นางเพียงแต่ปลอบใจจูซานเท่านั้น
“ท่านแม่ ต่อไปข้าจะกตัญญูต่อท่านแน่นอนขอรับ” จูซานขอบตาแดงก่ำ จับมือนางเอาไว้แล้วรับปากว่า “ท่านวางใจ ต่อให้วันหน้าข้ามีแต่ตัวก็จะพยายามทำดีต่อท่านอย่างสุดความสามารถ”
“เท่านี้ก็พอแล้ว แม่เชื่อเจ้า!” เย่อวี๋หรานมีสีหน้าปลาบปลื้ม
จูชีไม่เข้าใจว่าอยู่ดี ๆ เปลี่ยนมาพูดเรื่องนี้ได้อย่างไร แต่ก็ยังเข้ามามีส่วนร่วมด้วย รีบรับรองว่า “ท่านแม่ ท่านวางใจ ข้าก็จะกตัญญูต่อท่านเหมือนกันขอรับ”
เย่อวี๋หรานหัวเราะออกมา กวักมือเรียกจูชีเข้ามาใกล้ ลูบศีรษะเขาพลางเอ่ยว่า “แม่ก็เชื่อเจ้า เจ้าเจ็ดของพวกเรา ‘ร้ายกาจ’ ปานนี้ จะต้องเป็นคนที่เชื่อถือได้แน่นอน แม่รอจะได้เสพสุขกับโชคลาภวาสนาอยู่นะ”
เยี่ยนเหออันคิดไม่ถึงเลยว่าเรื่องนี้ผ่านมาสักพักแล้ว (นับตั้งแต่ตระกูลเฉินถูกจับเข้าคุกจนถึงตอนพิจารณาคดีก็ผ่านมาได้สักพักแล้ว) จูซานกลับยังคงนึกละอายใจอยู่
ขณะเดียวกัน จูต้าเหนียงก็ยังปลอบโยนเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่าโดยไม่เหนื่อยหน่าย
ทันใดนั้น เขาก็นึกถึงสาเหตุที่เขาชอบอ่านจดหมายที่จูชีเขียนถึงเขาขึ้นมาได้
เพราะในจดหมายของจูชี นั่นเป็นครอบครัวที่มีพี่น้องมากแต่กลับสนิทสนมรักใคร่ปรองดอง อบอุ่นอย่างยิ่ง
ความรู้สึกเช่นนี้ทำให้คนมีความหวัง
ในตระกูลเยี่ยน ทั้งที่เยี่ยนเหออันมีบิดามารดา แต่กลับรู้สึก ‘โดดเดี่ยวอ้างว้าง’
สมาชิกในครอบครัวมีมาก แต่มารดากลับรักน้องชายมากกว่า น้องชายไม่ชอบเขา มองเขาเป็นศัตรู บิดาก็มีอนุภรรยากับลูกที่รักใคร่โปรดปราน ญาติลูกพี่ลูกน้องยิ่งไม่มีทางมาสนิทสนมกับเขา
ส่วนบ่าวรับใช้ในเรือนยิ่งไม่ต้องพูดถึง
คนที่เหลือก็มีเพียงนายท่านผู้เฒ่ากับฮูหยินผู้เฒ่าที่รักใคร่เอ็นดูเขาอยู่บ้าง แต่ความรักของพวกเขามีรากฐานมาจากการที่เขาสามารถนำพาเกียรติยศมาให้ตระกูลเยี่ยน หากวันใดเขาสูญเสียเกียรติยศในตอนนี้ไป ความรักนั้นก็อาจถูกน้องชายคนอื่นของเขามาแทนที่ได้ทุกเมื่อ
“เหออัน เจ้าเป็นลูกชายคนโตของตระกูลเยี่ยน เจ้าต้องโด่ดเด่นเท่านั้น!”
“ตระกูลเยี่ยนเป็นของเจ้า เจ้าต้องแบกภาระนี้ไว้บนบ่า ถ้าเจ้าแบกรับไม่ไหวก็รีบบอกมา ปู่จะได้เตรียมการอย่างอื่นเอาไว้”
“เหออัน เจ้าโดดเด่นมาตลอด อย่าทำให้ตระกูลเยี่ยนผิดหวัง ตระกูลเยี่ยนไม่อาจผิดหวัง”
……
แต่สกุลจูไม่เหมือนกัน เมื่อได้รู้จักกันนานเข้าก็พบว่าจูชีไม่ได้ ‘ฉลาด’ เหมือนที่เขาคิด
ถึงขั้นว่าบางครั้ง เขาเองยังรู้สึกว่าจูชีโง่งมอยู่บ้าง แต่ถึงจะเป็นเช่นนี้ คนในครอบครัวของจูชีกลับปกป้องอีกฝ่ายมาโดยตลอด
จูชีโง่งม เพาะปลูกไม่เป็น มารดาก็พยายามส่งมาเรียนหนังสือ เพื่อให้เขาสามารถพึ่งพาตัวเองได้ในวันหน้า
จูชีโง่งม ปฏิสัมพันธ์กับผู้คนไม่เป็น พี่สามของเขาก็ทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างมาอยู่เคียงข้างเขาระหว่างเรียนหนังสือ ช่วยจัดการธุระยิบย่อยให้เขา
จูชีโง่งม ถึงจะเรียนหนังสือไปแล้วไม่อาจประสบความสำเร็จยิ่งใหญ่ก็ไม่เป็นไร ขอเพียงเขายอมเรียนหนังสือก็พอ เรื่องอื่น ๆ คนในบ้านจะจัดการให้เขาเอง
……
ตลอดทางของจูชีล้วนพึ่งพาการดูแลของคนในครอบครัวและอาจารย์ มิฉะนั้นก็คงมาไม่ถึงวันนี้
เยี่ยนเหออันสามารถจินตนาการได้เลยว่าถ้าจูชีถือกำเนิดในตระกูลใหญ่เหมือนเขาจะต้องได้พบกับชะตากรรมอย่างไร
เขาอาจไม่ต้องกังวลเรื่องอาหารเครื่องนุ่งห่ม แต่คงต้องใช้ชีวิตอย่างไร้ศักดิ์ศรี
คนในครอบครัวไม่มีทางคาดหวังความสำเร็จอะไรจากเขา ทั้งยังไม่สนับสนุนให้เขาเรียนหนังสือ สิ่งเดียวที่คาดหวังจากเขาก็คือ…ไม่ก่อเรื่องก็พอ
บ่าวรับใช้ไม่มีใจเคารพเขา ไม่ปรนนิบัติอย่างเอาใจใส่ ไม่แน่ว่าอาจกลั่นแกล้งเขาด้วยก็เป็นได้ ในมุมลับที่เจ้านายมองไม่เห็นก็อาจรังแกเขา ลบหลู่เขา
เขาคงไม่อาจบ่มเพาะอุปนิสัยไร้เดียงสาและมองโลกในแง่ดีเช่นในตอนนี้ แต่กลายเป็นคนสมองทึ่มอย่างแท้จริงในสายตาทุกคน…ทั้งอ่อนแอและดูถูกตัวเอง โง่งมจนชวนให้คนโมโห
เฉกเช่นมันเทศร้อนลวกมือที่ทุกคนล้วนอยากโยนทิ้งไป
“เหออัน?”
“เหออัน เจ้าคิดอะไรอยู่?”
เยี่ยนเหออันได้สติคืนมาก็เห็นใบหน้ายิ้มแย้มของจูชี จูชีผลักแขนเขาเบา ๆ คล้ายไม่ค่อยเข้าใจนักว่าทุกคนกำลังพูดคุยกันอยู่ดี ๆ ทำไมถึงมีคนใจลอยเสียได้?
“อะแฮ่ม!”
เยี่ยนเหออันกระแอมเบา ๆ แลดูไม่เป็นตัวของตัวเองอยู่บ้าง
ใจลอยตอนที่แม่ลูกเขากำลังแสดงความรักกันอยู่เป็นเรื่องไม่เหมาะสมจริง ๆ นั่นแหละ!
“เจ้าไม่สบายหรือ เหออัน? ต้องกินยาไหม?” จูชีถามเขาอย่างเป็นห่วงเหมือนเด็กน้อยขี้สงสัยคนหนึ่ง
“ไม่มีอะไร แค่สำลักเฉย ๆ” เยี่ยนเหออันอธิบายกล้อมแกล้ม ไม่ค่อยอยากพูดถึงเรื่องในครอบครัวตนเองสักเท่าไหร่
ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับจูชีอาจดีมาก แต่เรื่องบางอย่างเขาก็ไม่อาจนำมาพูดกับอีกฝ่ายได้