ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 802 ปกป้องตัวเองน่ะเข้าใจไหม?
บทที่ 802 ปกป้องตัวเองน่ะเข้าใจไหม?
แม่เจ้าโว้ย มีคนมาสักทีสิ เจ้าหมอนี่ก็ทึ่มเป็นบ้า แทบจะทำร้ายข้าจนตายอยู่แล้วเนี่ย!
ถ้ารู้แต่แรกว่าจะเป็นแบบนี้ ข้าจะไม่มายุ่งแล้ว
ฮือ ๆๆ…ข้าน่าสมเพชเป็นบ้า!
คาดว่าแม้แต่เยี่ยนเหออันก็คงคิดไม่ถึงเช่นกันว่าก่อนที่เขาจะได้แนะนำจูชีให้กับอวี๋จิ้งฉีอย่างเป็นทางการ อวี๋จิ้งฉีก็กลายเป็น ‘เพื่อนร่วมชะตากรรม’ กับจูชีไปก่อนแล้ว
ถึงตอนที่เยี่ยนเหออันกับจูซานไปพบคนทั้งสอง พวกเขาก็นอนแผ่หราอยู่บนพื้น ใบหน้าลายพร้อย
“ซุ่นเต๋อ?!”
“เจ้าเจ็ด?!”
เยี่ยนเหออันกับจูซานตกใจจนขวัญหาย รีบวิ่งเข้ามาหา
พวกเขาประคองจูชีขึ้นมาแล้วถามอย่างเป็นห่วง “เจ้าเจ็ด เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง ทำไมถึงเป็นแบบนี้ไปได้?”
“ซุ่นเต๋อ เจ้ารู้สึกอย่างไรบ้าง?”
……
จูชีพลันน้ำตาไหลพราก ร้องไห้ฟ้องกับจูซานเหมือนเด็ก ๆ “พี่สาม ข้าถูกคนตี ฮือ ๆๆ…เจ็บมากเลย!”
“เด็กดี ไม่เป็นไรนะ บอกพี่สามว่าเจ้าเจ็บตรงไหน พี่สามจะช่วยเป่าให้” จูซานทั้งปวดใจทั้งร้อนใจ อยากตรวจดูอาการบาดเจ็บของจูชี แต่ก็ต้องปลอบโยนเสียก่อน
“เจ็บตรงนี้ ตรงนี้ด้วย…” จูชีบอกด้วยเสียงอู้อี้พลางชี้ตำแหน่งที่เจ็บไปทีละจุด
ขณะที่เขาชี้ จูซานกับเยี่ยนเหออันก็มองตามมือของเขาไล่ตรวจสอบไปทีละจุด
เนื่องจากตอนนี้เขาเป็นปัญญาชน จูซานเกรงว่าอาจได้รับบาดเจ็บถึงกระดูก จึงลองคลำจุดที่บาดเจ็บไปด้วย
เมื่อพบว่าเป็นบาดแผลภายนอกเท่านั้น จูซานค่อยผ่อนลมหายใจออกมา “ไม่เป็นไร ไม่ได้บาดเจ็บมาก กลับไปทายาสักหน่อยก็หายแล้ว เจ้าเจ็ด บอกพี่สามมาว่ายังมีตรงไหนที่เจ็บอีก?”
“ท่านถามเขา เขาจะบอกชัดเจนได้อย่างไร? พี่สาม รีบพาเขาไปโรงหมอดีกว่า” เรื่องแบบนี้ เยี่ยนเหออันไม่เชื่อถือจูชีสักนิด เกรงว่าคนทึ่มผู้นี้กลัวว่าพวกเขาจะเป็นห่วงแล้วพูดเบากว่าความจริง
อวี๋จิ้งฉีที่ถูกคนมองข้ามมาแต่ต้น “…”
พวกเจ้าจะแบ่งใครสักคนมาดูอาการข้าบ้างก็ไม่ได้?
คนที่ถูกตีไม่ได้มีแค่เขาคนเดียวเสียหน่อย อีกอย่าง ข้ายังได้รับบาดเจ็บเพราะเขาอีกต่างหาก
“แค่ก ๆ ข้าก็ถูกตีเหมือนกัน!”
เยี่ยนเหออันหันหน้ามามองแล้วก็ต้องประหลาดใจ “จิ้งฉี ทำไมเจ้าก็อยู่ที่นี่ด้วย?”
อวี๋จิ้งฉีไร้คำจะกล่าว “ข้าถูกตีด้วยกันกับเขา เจ้าว่าอย่างไรเล่า?”
เยี่ยนเหออันนึกละอายใจ “ขอโทษด้วย จิ้งฉี เมื่อครู่นี้ข้าไม่ทันเห็นเจ้า…”
“ข้าเห็นแล้ว ในสายตาเจ้ามีแต่จูซุ่นเต๋อ ข้าก็แค่ต้นหญ้าริมทาง ไม่สำคัญเลยสักนิด” อวี๋จิ้งฉีพูดเยาะเย้ยตัวเอง
เยี่ยนเหออันขอโทษอีกครั้ง “ขอโทษ”
“เอาเถอะ สามารถได้รับคำขอโทษจากคุณชายเยี่ยน ข้าก็ถือว่าคุ้มค่าแล้ว…” น้ำเสียงยังคงแฝงแววตัดพ้ออย่างไม่อาจปิดบัง
เยี่ยนเหออันได้แต่ปลอบใจเขาอีกครั้ง
เพราะเป็นห่วงอาการบาดเจ็บของคนทั้งสอง หลังจากจูซานกับเยี่ยนเหออันพาพวกเขาไปถึงโรงหมอแล้วค่อยถามถึงเรื่องที่เกิดขึ้น
พอได้ยินว่าเป็นฝีมือเจียงจิ่งถง เยี่ยนเหออันก็ประหลาดใจมาก “ทำไมถึงไปเกี่ยวข้องกับเขาได้?”
“ข้าจะไปรู้ได้อย่างไร? เอาเป็นว่าตอนข้ามาพบเข้า เจ้าทึ่มนี่ก็ถูกคนล้อมเอาไว้แล้ว…” อวี๋จิ้งฉีบ่นพึมพำแล้วเอ่ยว่า “ถ้าไม่ใช่เพราะเห็นแก่หน้าเจ้า ข้าคงไม่เข้าไปยุ่ง เจ้าดูหน้าข้าสิ ถูกอัดจนน่วมไปหมด…”
เยี่ยนเหออันเห็นใบหน้าลายพร้อยของอีกฝ่ายแล้วก็รู้สึกละอายใจ “ขอโทษ ข้ารู้ว่ามีคนไม่ชอบซุ่นเต๋อ แต่คิดไม่ถึงว่าพวกเขาจะลงมือตั้งแต่วันแรก”
“เจ้าก็รู้จักเจียงจิ่งถง เจ้าหมอนั่นอาศัยว่าตัวเองเป็นญาติกับข้าหลวงฉิน จึงวางอำนาจบาตรใหญ่ในโจวเสวีย นอกจากเจ้าแล้ว เขากลัวใครในโจวเสวียด้วยหรือ?”
“ผู้อาวุโสสวีก็ไม่กลัว?” เยี่ยนเหออันจับช่องโหว่ในคำพูดของอีกฝ่าย
“ข้าหมายถึงพวกลูกศิษย์ ไม่ใช่อาจารย์ ผู้อาวุโสสวีเป็นคนธรรมดาเสียที่ไหน เขาเป็นบัณฑิตตระกูลสวีเชียวนะ ใครได้เจอเขาก็ต้องเกรงใจกันทั้งนั้น”
“ตอนนี้ซุ่นเต๋อเป็นศิษย์ปิดสำนักของผู้อาวุโสสวีแล้ว” เยี่ยนเหออันจำต้องเอ่ยเตือน “เขากล้าแตะต้องกระทั่งศิษย์ปิดสำนักของผู้อาวุโสสวี ไม่กลัวว่าผู้อาวุโสสวีจะไปเอาเรื่องเขาบ้างรึ?”
อวี๋จิ้งฉีสะอึก “เจ้าเคยเห็นลูกศิษย์ที่ต่อยตีกันไปฟ้องอาจารย์ด้วย?”
“ซุ่นเต๋อทำแน่” ว่าแล้ว เยี่ยนเหออันก็หันไปถามจูชีที่กำลังพันแผลอยู่ “ใช่ไหม ซุ่นเต๋อ?”
“ใช่แล้ว ข้าจะฟ้อง” จูชีพยักหน้า “ข้าไม่เพียงแต่จะฟ้องอาจารย์ ยังจะฟ้องท่านแม่อีกด้วย เขากล้าทำร้ายข้า แม่ข้าจะต้องแก้แค้นให้ข้าแน่นอน…”
จูซานได้ยินอย่างนั้นแล้วจะไม่รู้ความคิดของจูชีได้อย่างไร เขาหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก “เจ้าเจ็ด ที่นี่ไม่ใช่ที่บ้าน คนอื่นกลัวผู้อาวุโสสวี แต่ไม่กลัวแม่ของพวกเราหรอกนะ”
“นั่นเป็นเพราะพวกเขายังไม่รู้ความร้ายกาจของท่านแม่” จูชีเชิดคางน้อย ๆ กล่าวอย่างถือดีอยู่บ้าง “ถ้าพวกเขารู้ ต่อไปก็จะกลัวเอง”
จูซานนึกอยากกุมขมับ
ทำไมเจ้าเจ็ดถึงไม่ฟังกันบ้างเลยนะ?
ช่วยไม่ได้ เขาได้แต่หาข้ออ้างที่ฟังขึ้นมาเกลี้ยกล่อม “เจ้าอย่าสร้างปัญหามาเพิ่มให้ท่านแม่เลย ตอนนี้ท่านแม่ยังบาดเจ็บอยู่ ลงจากเตียงไม่ได้…”
จูชีลูบอก “จริงด้วย ทำไมข้าถึงลืมเรื่องนี้ไปได้นะ พี่สาม ท่านอย่าเอาไปบอกท่านแม่เชียวนะ ไม่อย่างนั้นท่านแม่จะต้องเป็นห่วงข้าแน่นอน ความจริงข้าก็แค่ถูกตี เจ็บนิดหน่อยเท่านั้น ไม่ได้เป็นอะไรมาก”
“โชคดีที่เจ้าไม่เป็นไร ถ้าเจ้าเป็นอะไรไป พี่สามของเจ้าไม่โทษข้าแย่หรือ?” เยี่ยนเหออันกล่าว
“ทำไมต้องโทษเจ้าด้วย? เจ้าไม่ได้เป็นคนตีข้าเสียหน่อย ถ้าจะโทษ พี่สามก็ควรจะโทษเจ้าคนแซ่เจียงผู้นั้น” จูชีกล่าวอย่างมีน้ำโห “เจ้าแซ่เจียงคนนั้นนิสัยแย่เกินไปแล้ว ตัวเองไม่ได้เป็นศิษย์ปิดสำนักของผู้อาวุโสสวีก็มาระบายความโกรธใส่ข้า ไม่เป็นลูกผู้ชายเอาเสียเลย”
“ตอนที่เจ้าถูกคนอัดจนร้องหาบิดามารดา ทำไมถึงไม่รู้จักทำตัวให้สมกับเป็นลูกผู้ชายบ้าง? เจ้าโง่จริง ๆ พวกนั้นบอกแล้วว่าขอแค่เจ้าไม่ไปฟ้อง แค่สั่งสอนเจ้าสักยกก็จบแล้ว แต่เจ้ากลับดีนัก แหกปากร้องปาว ๆ ว่าจะฟ้องแบบนั้น พวกนั้นจะไม่กระทืบเจ้าได้อย่างไร? ทำเอาข้าโดนอัดไปด้วย…” น้ำเสียงของอวี๋จิ้งฉีแฝงความไม่พอใจอยู่ไม่มากก็น้อย
เขาออกหน้าช่วยจูชีเพราะเห็นแก่เยี่ยนเหออัน ไม่ใช่เพราะชอบจูชี
“ข้าตั้งใจว่าจะฟ้องอยู่แล้วนี่นา” จูชีไม่เข้าใจ
“เจ้าโง่หรือเปล่า เจ้าตอบรับไปก่อน หลอกพวกนั้นได้แล้วค่อยไปฟ้องก็ได้นี่?”
“แต่ข้าโกหกไม่ได้ แม่ข้าบอกว่าโกหกไม่ใช่เด็กดี”
“แบบนี้เรียกว่าโกหกที่ไหน? นี่เรียกว่าปกป้องตัวเอง ปกป้องตัวเองน่ะเข้าใจไหม?”
“เข้าใจสิ ข้าก็ ‘ปกป้องตัวเอง’ มาตลอด ตอนที่เขาอัดข้า ข้าก็ทำตามคำพูดของท่านแม่ ขดตัวปกป้องส่วนหัวกับลำตัวเอาไว้…” จูชีพูดพลางแสดงท่าทางประกอบเพื่ออธิบายต่ออวี๋จิ้งฉีว่ามารดาเคยสอนเขามาอย่างไร
เดิมทีเขาสมควรวิ่งหนี แต่เจียงจิ่งถงพาคนมามากเกินไป ล้อมเขาเอาไว้ทุกทาง ทำให้เขาไม่อาจหนีไปได้
ในเมื่อวิ่งหนีไม่ได้ เช่นนั้นก็ยอมรับการต่อยแต่โดยดี ปกป้องส่วนที่ควรปกป้องเอาไว้ รอให้ฝ่ายตรงข้ามระบายโทสะเสร็จก็จบแล้ว
“เจ้าโง่หรือเปล่า?” อวี๋จิ้งฉีโพล่งขึ้นมาอย่างโมโห “แค่ป้องกันหัวกับลำตัวเจ้าแล้วมีประโยชน์ตรงไหน? ถ้าเจ้าทำเหมือนที่ข้าพูดเสียแต่แรก รับปากเขาไปดี ๆ ว่าจะไม่ฟ้อง เรื่องก็จบไปนานแล้ว พวกเราก็ไม่ต้องถูกอัด…เจียงจิ่งถงนั่น ข้ายังจะไม่รู้จักเขาอีกงั้นเรอะ? เขาก็แค่โมโห หาเรื่องชวนตีก็เท่านั้น ต่อยเสร็จก็จบแล้ว”