ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 801 ถ้ากล้าฟ้อง ข้าจะอัดเจ้า
บทที่ 801 ถ้ากล้าฟ้อง ข้าจะอัดเจ้า
“ข้าไม่สน ข้าจะฟ้อง” จูชีเถียงกลับคอแข็ง “พวกเจ้าคิดว่าข้าโง่งั้นหรือ แม่ข้าบอกไว้ว่ายิ่งไม่ให้บอกคนอื่นก็ยิ่งต้องพูด นี่แสดงให้เห็นว่าพวกเจ้ากลัว ถ้าข้าไม่พูดต่างหากถึงจะเรียกว่าโง่…”
“มารดามันเถอะ! เจ้าบังคับให้ข้าลงมือเองนะ หากไม่สั่งสอนเจ้าเสียบ้าง เจ้าคงไม่รู้สินะว่ากำลังมีเรื่องกับใคร” เจียงจิ่งถงพลันออกแรงบีบไหล่จูชี
จูชีรู้สึกเจ็บจึงร่ำร้องออกมาอย่างตกใจ “พวกเจ้ากล้า?! ข้าจะฟ้องเหออัน ฟ้องพี่สาม ฟ้องท่านแม่ บอกว่าพวกเจ้ารังแกข้า…พวกเจ้ารอดูได้เลย แม่ข้าจะต้องจัดการพวกเจ้าแน่!”
“แม่ข้าโหดยิ่ง นางชอบใช้มีดฟันคน คอยดูเถอะว่าแม่ข้าจะเชือดพวกเจ้าอย่างไร”
“ถ้าเจ้ากล้าแตะต้องข้าแม้ปลายเส้นขน คนในครอบครัวข้าไม่ปล่อยเจ้าไปแน่!”
……
ท่าทางดุร้ายก็จริง แต่ถ้าไม่น้ำตาไหลเพราะรู้สึกเจ็บอาจได้ผลลัพธ์ที่ดีกว่านี้
เจียงจิ่งถงรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังรังแกเด็กน้อยอยู่อย่างไรอย่างนั้น
แต่ก็ช่วยไม่ได้ เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว ถ้าเขาไม่ปิดปากจูชีเอาไว้ หลังเกิดเรื่องแล้วจูชีเอาความไปฟ้องเยี่ยนเหออัน นั่นมิเท่ากับว่าเขาหาเรื่องเดือดร้อนใส่ตัวหรอกรึ?
วิธีที่ดีที่สุดในการสั่งสอนเด็กน้อยคืออะไร?
ก็คือตีอย่างไรเล่า
อย่างน้อย เจียงจิ่งถงก็คิดเช่นนั้น
เขาจึงกระชากคอเสื้อจูชีแล้วอัดเข้าที่ท้องอีกฝ่ายโดยไม่พูดพร่ำทำเพลง
“เจ็บ…”
คราวนี้จูชีน้ำตาไหลพรากออกมาจริง ๆ แล้ว
“ลองฟ้องดูสิ เจ้าก็ลองฟ้องดู ถ้ากล้าไปฟ้อง ข้าก็จะอัดเจ้าให้ตาย!”
เจียงจิ่งถงทะเลาะวิวาทกับคนอื่นบ่อย ๆ รู้ว่าจุดไหนตีแล้วจะทำให้คนรู้สึกเจ็บ เพื่อข่มขู่ให้จูชีกลัว เวลาเขาลงมือจึงไม่ไว้ไมตรีแม้แต่น้อย
ความเคลื่อนไหวใหญ่โตเช่นนี้ อวี๋จิ้งฉีที่เดินผ่านมาอยากทำเป็นไม่ได้ยินก็ยากแล้ว
เดิมทีเขาไม่อยากเข้ามายุ่ง แต่ได้ยินคนร่ำร้องว่า ‘เยี่ยนเหออัน’ จึงชะโงกหน้าเข้ามาดู
ไม่เห็นยังพอว่า แต่พอเห็นแล้วก็ต้องตกใจ
อะไรกัน ทำไมถึงเป็นหมอนั่น?!
ตอนแรกเขาคิดไว้ว่าจะเอ้อระเหยลอยไปลอยมา แล้วไปจุดนัดพบช้าหน่อย ถึงได้ปลีกตัวมาเดินเตร่อยู่แถวนี้ คิดไม่ถึงว่าจะได้มาเห็นฉากที่จูชีถูกคนรังแกเข้า
ตึกตัก!
ตึกตัก!
หัวใจเต้นกระหน่ำ
ข้าควรเข้าไปช่วยหรือไม่ช่วยดีนะ?
ถ้าไม่ช่วยแล้วเยี่ยนเหออันมารู้เรื่องทีหลังจะต้องเคืองเขาแน่นอน
แต่ถ้าช่วย…
ว่ากันตามตรง เขาอยากให้หมอนั่นไปตายใจจะขาด ไฉนเลยจะอยากเข้าไปยุ่งกับเรื่องของอีกฝ่าย?
ลังเลอยู่หลายตลบ สุดท้ายอวี๋จิ้งฉียังคงกระโจนเข้าไป
“เจียงจิ่งถง เจ้าทำอะไรน่ะ?!”
เสียงร้องดังลั่นทำให้เจียงจิ่งถงชะงักไป
มีคนมาเห็น?!
เจียงจิ่งถงรีบหันกลับไปมอง ครั้นเห็นว่าเป็นอวี๋จิ้งฉีก็พลันผ่อนคลายลง “เจ้าเองหรอกหรือ ทำไม เจ้าจะเข้ามายุ่ง?”
ว่าแล้วก็กวักมือให้พวกน้องชายไปล้อมอวี๋จิ้งฉีเอาไว้
“เจ้าคิดจะทำอะไร?” อวี๋จิ้งฉีเห็นว่าสถานการณ์ไม่ถูกต้องก็ตึงเครียดขึ้นมา “เจียงจิ่งถง ข้าบอกเจ้าไว้เลยนะ อย่าคิดว่าคนอื่นไม่รู้เบื้องลึกเบื้องหลังของเจ้าแล้วข้าจะไม่รู้ ถ้าเจ้ากล้าแตะต้องข้า ข้าก็จะป่าวประกาศเรื่องของเจ้าออกมาเสียตรงนี้”
“เหอะ! เจ้าคิดว่าข้ากลัวเจ้างั้นเรอะ?” เจียงจิ่งถงแค่นหัวเราะด้วยท่าทางไม่ยี่หระ
อวี๋จิ้งฉีมองคนที่ล้อมตนเองอย่างระแวง พลางกล่าวว่า “ญาติของเจ้าผู้นั้นเกิดเรื่องอะไรขึ้น เจ้ารู้แก่ใจดี”
วาจาประโยคเดียวทำให้เจียงจิ่งถงหน้าเปลี่ยนสี ยกมือห้ามพวกลูกน้อง
พวกลูกน้องยืนชะงักอยู่กับที่ เจ้ามองข้า ข้ามองเจ้า ไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น
ไม่จริงน่า นายน้อยเจียงถูกคำพูดของอวี๋จิ้งฉีข่มขู่ได้งั้นหรือ?
“เจ้ารู้ได้อย่างไร?” เจียงจิ่งถงถามขณะจ้องอวี๋จิ้งฉีอย่างมาดร้าย
อวี๋จิ้งฉีกระวนกระวายยิ่งนัก แต่เขาพยายามบังคับให้ตนเองหนักแน่นเข้าไว้ “เจ้าจะสนไปทำไมว่าข้ารู้ได้อย่างไร เอาเป็นว่าข้ารู้ก็แล้วกัน ขอแค่เจ้าไม่แตะต้องข้า ข้าก็จะไม่พูด”
เขากลัวเจียงจิ่งถงจะไม่เชื่อจึงเอ่ยสำทับมาว่า “ข้ารับรอง”
“ชิ! เจ้าคิดว่าข้าจะกลัว?” เจียงจิ่งถงเหน็บแนม
อวี๋จิ้งฉีเคร่งเครียดขึ้นมาอีกครา
หากเจียงจิ่งถงไม่สนใจจริง ๆ ต่อให้เขาพูดออกมาแล้วก็คงหนีการถูกอัดไม่พ้นอยู่ดี
“เห็นแก่หน้าพ่อเจ้า ข้าจะปล่อยเจ้าไปสักครั้ง” เจียงจิ่งถงโบกมือ “เอาล่ะ เจ้าไสหัวไปซะ เรื่องวันนี้อย่าได้พูดออกไป ระวังชีวิตสุนัขของเจ้า”
อวี๋จิ้งฉีถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก เขาไม่สนว่าเจียงจิ่งถงปล่อยเขาไปด้วยสาเหตุใด ขอแค่อีกฝ่ายไม่ตะลุมบอนเข้ามาก็พอแล้ว
“แล้ว…” แต่อวี๋จิ้งฉีไม่ได้จากไปทันที ยังชี้ไปทางจูชีที่อยู่ข้างหลังเจียงจิ่งถง พลางกล่าวว่า “เขาล่ะ?”
จูชีคิดไม่ถึงว่าจะมีคนถามถึงเขาด้วย จึงรีบยกมือขึ้นมา “ข้าอยู่ตรงนี้”
“หุบปาก!” เจียงจิ่งถงตะคอกใส่จูชี
จูชีหดคอกลับไปพิงภูเขาปลอมตามเดิม
“เจ้าจะเอาอย่างไรกันแน่?” เจียงจิ่งถงหันหน้ากลับมา สายตาเปลี่ยนเป็นเย็นเยียบ กล่าวเป็นเชิงตักเตือนว่า “เจ้าคงไม่ได้จะบอกข้าว่า เจ้าคิดจะมายุ่งเรื่องนี้จริง ๆ หรอกใช่ไหม? อวี๋จิ้งฉี พวกลูกน้องข้าก็อยู่ด้วย ข้าไว้หน้าเจ้ามากพอแล้ว เจ้ายังไม่พอใจอีกหรือ”
อวี๋จิ้งฉีกลืนน้ำลายแล้วเอ่ยว่า “ข้าไม่ได้จะยุ่งเสียหน่อย เจียงจิ่งถง แต่…นี่เป็นสหายของสหายเยี่ยน เขากำลังจะแนะนำให้ข้ารู้จัก แต่ถ้ามาถูกเจ้าอัดจนน่วมเสียก่อน แล้วเขามารู้ทีหลังว่าข้าเห็นคนเดือดร้อนแต่ไม่ช่วยเหลือ สหายเยี่ยนจะกล่าวโทษข้าเอาได้…”
“ฟ้ารู้ดินรู้ เจ้าไม่พูดข้าไม่พูด เขาจะรู้ได้อย่างไร?” เจียงจิ่งถงเลิกคิ้วอย่างไม่เห็นด้วย
“เขาพูด” อวี๋จิ้งฉีชี้ไปที่จูชี
จูชีเองก็ตอบตามตรง “ข้าพูดแน่นอน”
มารดามันเถอะ! เจียงจิ่งถงลอบด่าในใจแล้วกระชากตัวจูชี “คิดว่าเจ้าแซ่เยี่ยนคนนั้นมียันต์คุ้มกายงั้นเรอะ? ตระกูลเยี่ยนจะร้ายกาจแค่ไหนก็ไม่อาจยื่นมือเข้ามายุ่งเรื่องในเมืองผู่โซ่ว ข้าแค่ไม่อยากมีปัญหา ไม่ได้กลัวเขาหรอกนะ!”
“นี่ เจ้าจะทำอะไร? เจ้าอย่าตีคนสิ…” อวี๋จิ้งฉีเห็นอย่างนั้นก็ร้อนใจ
เจ้าทึ่มคนนี้ ข้าอุตส่าห์พูดแล้ว เจ้าอย่าพูดแทรกขึ้นมาจะได้ไหม!
ตอนนี้เป็นอย่างไร ทำให้เจียงจิ่งถงโมโหแล้วเนี่ย!
ไม่ต้องพูดถึงเรื่องห้ามไม่ให้เจียงจิ่งถงอัดจูชี กระทั่งอวี๋จิ้งฉีก็พลอยฟ้าพลอยฝนไปด้วยเช่นกัน
“เจ้ากลัวว่าเจ้าหมอนี่จะไปฟ้องแล้วถูกเจ้าแซ่เยี่ยนนั่นตำหนิเอาไม่ใช่รึ? เช่นนั้นข้าอัดเจ้าไปด้วยเลยก็แล้วกัน!”
ตอนที่หมัดนั้นต่อยลงมา อวี๋จิ้งฉีตกใจจนร่ำร้องว่า “เจียงจิ่งถง เจ้าบ้าไปแล้วรึ!”
แน่นอน ตอนที่ร่ำร้องเช่นนั้น อวี๋จิ้งฉีก็ตอบโต้กลับไปด้วยเช่นกัน
เทียบกับจูชีที่อายุยังน้อยต่อยตีไม่เป็น เห็นได้ชัดว่าอวี๋จิ้งฉีมีประสบการณ์ด้านนี้มากกว่า แต่เมื่อเทียบกับเจียงจิ่งถงที่กำลังคลั่งแล้ว กำลังของเขายังด้อยกว่ามาก
อีกฝ่ายยังมีคนมากกว่า เพียงไม่นานก็ถูกฝ่ายตรงข้ามอัดจนไปกองบนพื้นแล้วตามลงมาระดมหมัดใส่อีกยก
สักพัก ใบหน้าของอวี๋จิ้งฉีก็ปรากฏรอยฟกช้ำ
“ฟ้องสิ ไปฟ้องเลย ก็ลองฟ้องดู!”
“ข้าตีไปแล้ว พวกเจ้ายังจะทำอย่างไรได้?”
……
ขณะที่เจียงจิ่งถงตวาดด่าอยู่นั้น จูชีก็ร่ำร้องมาจากข้าง ๆ ว่า “ถึงจะตีแล้วข้าก็จะฟ้อง อย่างไรข้าก็จะฟ้องอยู่ดี เจ้าคอยดูเถอะ!”
อีกคนด่า อีกคนร้อง ยิ่งร้องเสียงดัง คนที่ด่าก็ยิ่งโมโห ลงมือหนักมากขึ้น คนที่ร้องก็ร้องดังกว่าเดิม แทบจะกลายเป็นวงจรอุบาทว์ไปแล้ว
อวี๋จิ้งฉีโมโหแทบบ้า “หยุดร้องได้แล้ว ถ้ายังร้องต่อไปข้าจะถูกอัดตายแล้วนะ!”