ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 807 สตรีแปลกหน้าโผล่มาถึงหน้าประตู
บทที่ 807 สตรีแปลกหน้าโผล่มาถึงหน้าประตู
“ในเมื่อเจ้าเข้ามาในหมู่บ้านแห่งนี้แล้ว เจ้าไม่ได้ถามไถ่ระหว่างทางหรอกหรือ? ท่านแม่ของข้าออกจากบ้านไปตั้งนานแล้วยังไม่ได้กลับมาเสียที”
หญิงสาวแปลกหน้าถึงกับเผยสีหน้าหดหู่ใจ “อะไรนะ? ท่านป้าจูไม่ได้อยู่ที่นี่หรอกหรือ?! นางจะไม่อยู่ที่นี่ได้อย่างไร? แล้วนางไปที่ใด? นางจะกลับเมื่อไหร่? แล้ว… แล้วท่านสามารถเรียกนางกลับมาได้หรือไม่…”
“เจ้ามีสิ่งใดเร่งด่วนหรือ?” จูปาเม่ยไม่ใช่คนโง่เขลา นางระมัดระวังตัวยิ่ง “เจ้าไม่บอกกล่าวด้วยซ้ำว่าตนเองเป็นใคร มาที่นี่เพื่ออะไร… แล้วเหตุใดข้าจึงต้องเรียกท่านแม่ให้มาพบเจ้าด้วย?”
“ข้าแต่งงานเข้าสกุลจูมานานหลายปี แต่กลับไม่เคยเห็นหน้าเจ้าสักครั้ง ผู้ใดจะทราบว่าเจ้ามาจากที่ใด?” หลิวซื่ออุ้มท้องโย้ออกมาพยายามกล่าวผสมโรงด้วย “ในเมื่อเจ้ามาถึงหน้าประตูแล้ว ทั้งยังไม่มีเหตุผลใดแน่ชัด เช่นนั้นต้องบอกกล่าวเรื่องของตนเองเสียก่อนมิใช่หรือ? แล้วหากท่านแม่กล่าวถามพวกข้า จะให้พวกข้าเรียกขานเจ้าว่าอย่างไร? ลูกเป็ดขี้เหร่ดีหรือไม่? แล้วคิดว่าท่านแม่จะเชื่อหรือ?”
ทว่าหญิงสาวที่บุกมาถึงหน้าประตูปฏิเสธอยู่นาน นางยืนกรานว่าจะไม่บอกกล่าวสิ่งใดทั้งสิ้นจนกว่าจะได้พบเย่อวี๋หราน
จูปาเม่ยกลอกตาไปมาหลังจากอีกฝ่ายยืนกรานเช่นนั้น “เอาละ ถ้าอย่างนั้นเจ้าก็ทำได้เพียงรอเท่านั้น อาจจะใช้เวลากว่าครึ่งเดือนกระมังกว่าท่านแม่จะกลับมา ใช่หรือไม่เจ้าคะพี่สะใภ้รอง?”
หลิวซื่อพยักหน้าผสมโรงด้วย “ปกติแล้วหลังจากท่านแม่ออกจากบ้าน นางจะใช้เวลาเดินเล่นอยู่ภายนอกสองสามวัน หรืออาจจะนานกว่านั้นก็ได้ เจ้าไม่ควรรีบร้อน ควรเฝ้ารอ…”
“อะไรกัน… นานปานนั้นเชียว?!” แววตาของหญิงสาวกลายเป็นแดงก่ำด้วยความกังวลใจ “หรือเป็นเพราะสวรรค์ไม่เห็นใจข้าแล้ว ฟ้าคงต้องลงโทษข้าแน่… ฮือฮือฮือ…”
นางหมอบลงกับพื้นพร้อมกับร้องไห้เสียงดัง
หลิวซื่อสะกิดให้จูปาเม่ยดูสถานการณ์ตรงหน้า
จูปาเม่ยรู้สึกทำอะไรไม่ถูกเล็กน้อย เวลานี้นางจึงย่อตัวลงพร้อมกล่าวปลอบโยนอีกฝ่ายด้วยความอดกลั้น “เอาละ อย่าร้องไห้เลย เวลานี้เจ้าเข้ามาร้องไห้ในลานของพวกเราเช่นนี้ หากเพื่อนบ้านซ้ายขวาได้ยินเข้า พวกเขาจะคิดได้ว่าเราทำให้เจ้าเจ็บช้ำใจ”
“หากเจ้ามีสิ่งใดจะพูดก็เพียงพูดออกมาจะดีกว่าหรือไม่?”
“ต่อให้ท่านแม่ไม่อยู่บ้าน แต่สุดท้ายพวกเราทั้งหมดก็เป็นครอบครัวเดียวกับนาง”
……
หญิงสาวร้องไห้อยู่ครู่หนึ่งก่อนที่เสียงจะค่อย ๆ เงียบลง
นางเงยหน้าขึ้นแล้วถามว่า “ท่าน… ตัดสินใจแทนได้จริงหรือ?”
“ข้าไม่อาจทำได้ แต่ก็ยังมีท่านพ่อและพี่ชายของพวกข้าอยู่ที่นี่ด้วย บอกกล่าวกับข้ามาเถิด” จูปาเม่ยกล่าวหว่านล้อมอย่างรวดเร็ว
“สกุลของข้าคือเปี้ยน นามข้าคือเปี้ยนชิวอิ่ง…”
เวลานี้เองที่จูปาเม่ย หลิวซื่อ และคนอื่น ๆ ตระหนักได้ว่าเหตุใดหญิงสาวแปลกหน้าจึงโผล่มาที่บ้านของพวกตน นั่นก็เพราะนางคือบุตรสาวของชาวสวนที่เย่อวี๋หรานไปซื้อพริกก่อนหน้านี้
“นี่… ท่านแม่ไม่เคยกล่าวเรื่องนี้กับพวกเราเลย…” จูปาเม่ยยิ่งกระอักกระอ่วนใจเล็กน้อย นี่ไม่ใช่เรื่องเล็กเลย แม้แต่บิดาของนางก็ไม่อาจตัดสินใจได้ แต่หากเป็นเหล่าพี่ชายที่กล้าพูดคุย พวกเขาอาจจะสามารถตัดสินใจเรื่องนี้ได้
หลังจากที่ชายชราขายต้นพริกให้กับเย่อวี๋หราน ลูกสาวของพวกเขานามเปี้ยนชิวอิ่งก็ถูกครอบครัวขายออกให้สกุลใหญ่เพื่อเป็นอนุภรรยา อีกทั้งมารดาของนางก็ยังป่วยหนักนอนติดเตียง
คราวแรก เปี้ยนชิวอิ่งไม่ต้องการทำเช่นนี้ แต่สุดท้ายแล้วบิดาของนางไม่มีทางเลือกอื่น อีกทั้งมารดายังป่วยหนัก นางจะทำอย่างไรได้อีก?
แม้นางจะพยายามอย่างหนักเพื่อรับความโปรดปรานจากตระกูลใหญ่ แต่บุรุษที่สามารถฉกฉวยบุตรสาวจากผู้อ่อนแอกว่าจะมีจิตใจดีเพียงนั้น?
หลังจากที่นางได้หลับนอนกับเขา คราวแรกนางกลายเป็นที่รักใคร่ของเขาอย่างมากล้น ทว่าไม่นานเขาก็เบื่อหน่ายในตัวนาง
แน่นอนว่าเมื่อชายผู้นั้นเบื่อหน่ายนางแล้ว ภรรยาเอกก็เตรียมตัว ‘จัดการ’ นางทันที
หากว่าบิดาและมารดายังสบายดี นางก็อาจจะอดทนต่อไปได้ แต่ปัญหาก็คือการที่ตนเองถูกเบื่อหน่ายเช่นนี้ นอกจากจะสร้างปัญหาให้นางเองแล้ว ยังเดือดร้อนมาถึงครอบครัวอีกด้วย
ประการแรกคือค่ายาของมารดาหายไป และไม่นานนางก็ต้องตายตกอย่างน่าสมเพช
หลังจากนั้นบิดาของนางออกไปทำงานหนักอีกครั้ง กระทั่งเกิดอุบัติเหตุจนขาหัก
แล้วจึง…
“ฮือฮือฮือ… ท่านบอกว่าท่านสามารถตัดสินใจได้” เปี้ยนชิวอิ่งคว้ามือของปาเม่ยจูไว้แน่น ก่อนจะกล่าวคำทั้งน้ำตา “นี่คือหนทางสุดท้ายที่ข้ามี ช่วยต้อนรับข้าได้หรือไม่? สุดท้ายหากท่านไม่ยอมรับตัวข้าแล้ว ข้าก็ไม่รู้ว่าจะไปหนแห่งใดแล้วจริง ๆ”
“แต่สิ่งที่เจ้าไปยั่วยุไม่ใช่เรื่องเล็กเลย เวลานี้เจ้ากลายเป็น ‘อนุภรรยาที่หลบหนี’ จากตระกูลร่ำรวย” หลิวซื่อเองก็ตื่นตระหนกไม่น้อย แม้นางจะกล่าวกับเปี้ยนชิวอิ่ง แต่นี่เป็นคำบอกกล่าวเน้นย้ำกับจูปาเม่ย “หากมีคนออกตามหาเจ้าและบุกค้นบ้านของเรา พวกเราจะเดือดร้อนไปด้วย”
“ไม่ ไม่เป็นเช่นนั้น” เปี้ยนชิวอิ่งส่ายศีรษะพร้อมรีบอธิบาย “ข้าแสร้งตาย พวกเขาคิดว่าข้าตายแล้ว สุดท้ายแล้วข้าเป็นเพียงอนุที่ถูกเบื่อหน่าย พวกเขาจะไม่ส่งคนออกตามหาอนุที่พวกเขาหน่ายใจเด็ดขาด”
“แล้วเหตุใดเจ้าจึงไม่ไปขอความช่วยเหลือจากญาติพี่น้องของเจ้า?” หลิวซื่อถามตรง ๆ “ข้าไม่เชื่อว่าหลังจากครอบครัวของเจ้าสิ้นไร้หนทางแล้วจะไม่มีญาติให้พึ่งพิง”
“เพราะข้ามาจากที่อื่น…” เปี้ยนชิวอิ่งหลั่งน้ำตาอีกครั้งก่อนจะกล่าวว่า “ข้ามิใช่คนท้องถิ่น และเป็นทาสที่ถูกซื้อมา ยกเว้นทาสด้วยกัน น้อยคนนักที่จะยอมพูดคุยกับข้า และทาสเหล่านั้นก็เป็นคนของตระกูลใหญ่ หากข้ากลับไปพึ่งพาพวกเขา แน่นอนว่าข้าจะถูกส่งกลับไปอีกครั้ง…”
“แล้วเจ้าแน่ใจได้อย่างไรว่าพวกข้าจะไม่ส่งเจ้ากลับไป?”
เปี้ยนชิวอิ่งหยุดชะงักชั่วคราวก่อนจะพูดว่า “เป็นเพราะบิดาของข้าบอกกล่าวกับข้าไว้ว่า ครั้งหนึ่งเขาลอบขายของบางอย่างจากบ้านของนายท่านให้กับครอบครัวของพวกท่าน หากพวกท่านส่งข้ากลับไป ข้าก็จะบอกกล่าวเรื่องนี้ และเวลานั้นจะเป็นพวกท่านที่เดือดร้อน”
หลิวซื่อและจูปาเม่ยเงียบงัน
สุดท้ายแล้วอนุภรรยาผู้นี้จะมีอะไรดี?
สุดท้ายนางก็เปิดเผยใบหน้าที่แท้จริง!
ทั้งสองมองหน้ากันอย่างอับจนหนทาง เวลานี้พวกนางไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากจัดห้องให้กับเปี้ยนชิวอิ่ง ก่อนจะนำชาดี ๆ มาสักถ้วยแล้วบอกหลิวซื่อให้ส่งใครออกไปเรียกคนในครอบครัวเข้ามา
“พี่สะใภ้ใหญ่ ท่านจะกล่าวอันใดให้มากความ ก็เพียงบอกกล่าวว่า… พี่สะใภ้รองปวดท้องและให้พี่รองกลับมาก็เท่านั้น” จูปาเม่ยกัดฟันก่อนจะเลือกหนทางนี้อย่างช่วยไม่ได้
หลิวซื่อจับจ้องจูปาเม่ยก่อนจะตอบไปว่า “เหตุใดจึงกล่าววาจาพล่อย ๆ เช่นนี้? เจ้าจะบอกว่าข้าเจ็บท้องได้อย่างไร? สุดท้ายแล้วข้ากำลังท้องอยู่ และหากมีสิ่งใดเกิดขึ้นกับเด็กคนนี้อย่างที่ปากเจ้าว่า ข้าไม่มีวันปล่อยเจ้าแน่”
เวลานี้ไม่มีผู้ใดสังเกตว่าเมื่อหลิวซื่อกล่าวออกไปเช่นนั้น เปี้ยนชิวอิ่งก็สัมผัสท้องของตนเองด้วยเช่นกัน
เสื้อผ้าที่นางสวมใส่ก็พอดีร่างกาย และยังมีเข็มขัดคาดเอวทำให้ดูงดงามยิ่ง
เวลานี้จูปาเม่ยรู้สึกว่าตนเองพูดแรงเกินไป นางจึงโบกมืออย่างเร่งรีบเพื่อให้อีกฝ่ายลืมเลือน ก่อนจะบ่นว่าเป็นนางเองที่กล่าวไร้สาระไปอย่างนั้น และสวรรค์คงจะไม่ลงโทษนาง อีกทั้งยังกล่าวขอโทษหลิวซื่อด้วย
“พี่สะใภ้รอง อย่าถือโทษข้าเลย ข้าไม่ได้คิดเห็นเช่นนั้นจริง ๆ สุดท้ายแล้วท้องของท่านก็โตปานนี้ หลานชายตัวน้อยของข้าจะต้องแข็งแรงและสมบูรณ์แน่นอน อีกไม่กี่เดือนเขาก็จะลืมตามาดูโลกใบนี้… ถึงตอนนั้นข้าก็จะกลายเป็นอาหญิงด้วย เพียงนึกคิดก็ดีใจยิ่งแล้ว”
สีหน้าของหลิวซื่อผ่อนคลายลงเล็กน้อย “เมื่อถึงเวลานั้น ข้าก็หวังว่าอาหญิงจะรักใคร่หลานทั้งหมดอย่างเท่าเทียม”
“อะไรกัน? ทั้งหมดเป็นหลานชายของข้า และข้าย่อมรักพวกเขาอย่างเท่าเทียม” สุดท้ายมีเพียงจูปาเม่ยเท่านั้นที่ทราบดีแก่ใจว่าตนมีความลำเอียงเพียงใด
แม่ของนางเคยบอกกล่าวไว้ว่า หากต้องการรักษาความสัมพันธ์ที่ดีในครอบครัว นางจะต้อง ‘เกลี้ยกล่อม’ บุตรชายของพี่ชายทั้งหมด… นั่นคือการปฏิบัติต่อหลานชายอย่างดี
อย่างไรก็ตาม เมื่อมารดาของนางแก่เฒ่าและจากไป คนที่จะดูแลนางต่อจากนั้นก็คือพี่ชายและครอบครัวของพวกเขา หรืออาจจะเป็นหลานชายก็ได้
จูปาเม่ยครุ่นคิดอย่างระมัดระวัง และอีกไม่กี่ปีนางคงจะต้องแต่งงาน ซึ่งหมายความว่านางต้อง
‘ดูแล’ คนเหล่านั้นเพียงไม่นาน แต่หลังจากที่เด็กน้อยเหล่านี้แต่งงานแล้ว ก็ยังมีเวลาอีกหลายสิบปีรออยู่ การแลกเปลี่ยนด้านเวลานี้นับว่าคุ้มค่าแล้ว