ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 808 เรื่องยุ่งยากที่มาเยือนถึงที่
บทที่ 808 เรื่องยุ่งยากที่มาเยือนถึงที่
“ถ้าเป็นหลานสาวเล่า?” หลิวซื่อย่อมอยากได้ลูกชายตั้งแต่ครรภ์แรกอยู่แล้ว
ลูกชายจึงจะมีสิทธิ์สืบทอดกิจการของครอบครัว
แต่พอคิดถึงว่าแม่สามีลำเอียงรักเด็กผู้หญิงมากกว่า นางก็จำต้องพิจารณาความเป็นไปได้อีกอย่าง…หรือนางควรเอาใจแม่สามีก่อน?
สะใภ้สี่กุมการค้าของสกุลจูก็เพราะต้องการเอาใจแม่สามี ถ้านางคลอดลูกสาวสักคนมาเอาใจแม่สามีเสียก่อน เช่นนั้น…
“หลานสาวก็ดีเหมือนกัน แม่ข้าชอบเด็กผู้หญิงนี่นา ถ้าท่านคลอดหลานสาว ท่านแม่จะต้องดีใจมากเป็นแน่” จูปาเม่ยกล่าวอย่างมั่นอกมั่นใจ
แม้นางจะไม่เคยคุยเรื่องนี้กับเย่อวี๋หรานมาก่อน แต่นางเชื่อว่า ดูจากที่มารดารักใคร่เอ็นดูตนเอง วันหน้าก็จะต้องเอ็นดูหลานสาวด้วยแน่นอน
จูต้ากับจูเอ้อร์มาดูพริกอยู่ที่ทุ่งนา หลิ่วซื่อพลันวิ่งมาบอกว่าหลิวซื่อจะคลอดแล้ว ทำให้พวกเขาตกใจแทบแย่
“ยังไม่ถึงกำหนดคลอดไม่ใช่รึ?” จูต้ากล่าวขึ้นทันทีว่า “เจ้ารอง เจ้ารีบกลับไปดูก่อนเถอะ”
“ได้ ถ้าอย่างนั้นข้าจะกลับไปก่อน พี่ใหญ่ มีอะไรก็บอกให้คนมาเรียกข้านะ…”
“ยังมีเรื่องอะไรสำคัญเท่าเมียเจ้าอีก? รีบไปเถอะ” จูต้าพูด “เจ้าห้า เจ้าก็ไปด้วย อีกหน่อยข้าค่อยตามไป”
“ได้” จูอู่รับคำแล้ววิ่งตามหลังจูเอ้อร์กลับไปที่เรือน
คนที่อยู่ในทุ่งนาได้ยินว่าภรรยาของจูเอ้อร์จะคลอดแล้ว แต่เวลายังถือว่าเร็วเกินไป ในใจก็อดจะกังวลไม่ได้
“ว่ากันว่าเจ็ดเดือนรอดแปดเดือนลูกผีลูกคน เมียเจ้ารองตั้งท้องกี่เดือนแล้วนะ?”
“ดูเหมือนจะได้เจ็ดแปดเดือนแล้ว ข้าก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน”
“หวังว่าจะเป็นเจ็ดเดือน”
……
จูเอ้อร์กับจูอู่ยังไม่ทันก้าวข้ามประตูเรือนก็พบจูเหล่าโถวที่เพิ่งกลับมาจากไปเดินเล่น
จูเหล่าโถวเห็นพวกเขาเหงื่ออาบเต็มศีรษะก็นึกสงสัย “ทำไมพวกเจ้ามีสภาพนี้?”
“ท่านพ่อ ซุ่ยซุ่ย ซุ่ยซุ่ยจะคลอดแล้วขอรับ!” จูเอ้อร์ละล่ำละลักบอก
“อะไรนะ ยังไม่ถึงเวลานี่?!” จูเหล่าโถวยังจะมีอารมณ์มาเตร็ดเตร่อีกเสียที่ไหน เร่งฝีเท้าผลักประตูเดินเข้าไปในเรือน
ภายในเรือน หลิวซื่อยังนั่งคุยกับจูปาเม่ยอยู่ตรงนั้น แต่ข้างกายมีคนแปลกหน้าเพิ่มมาคนหนึ่ง
“ซุ่ยซุ่ย เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง?” จูเอ้อร์วิ่งหน้าตื่นเข้ามาถาม “จะคลอดแล้วจริงรึ?”
“ข้าไม่ได้จะคลอดลูก แต่เป็นนางต่างหาก…” หลิวซื่อชี้ไปทางเปี้ยนชิวอิ่งพลางเอ่ยว่า “เรื่องยุ่งยากใหญ่เชียวล่ะ”
จากนั้นก็เล่าความเป็นมาให้พวกเขาฟัง
จูเอ้อร์มองไปแล้วค่อยพบว่าสตรีแปลกหน้าผู้นี้หน้าตาสะสวยทีเดียว ริมฝีปากแต้มชาด รูปโฉมงดงามบอบบาง
ไม่เหมือนภรรยาของเขา ตัวบวมขึ้นเป็นเท่าตัวเพราะกำลังตั้งครรภ์
“ท่านคือท่านลุงจูสินะเจ้าคะ?” เปี้ยนชิวอิ่งกำหนดเป้าหมายได้ก็คุกเข่าลงต่อหน้าจูเหล่าโถว พิลาปรำพันออกมาทันที “ท่านลุงจู ได้โปรดช่วยเหลือข้าด้วย เวทนาข้าเถอะเจ้าค่ะ ได้โปรดให้ข้าอยู่ที่นี่ ข้าไม่มีที่ไปแล้วจริง ๆ…”
จูเหล่าโถวตกใจจนถอยหลังไปก้าวหนึ่ง รีบสลัดมือเปี้ยนชิวอิ่งออกจากมือตนเอง “อย่าทำแบบนี้ เจ้าลุกขึ้นมาเถอะ”
“ถ้าเจ้าอยากให้เพื่อนบ้านของพวกข้าได้ยินก็ต้องร้องให้ดังกว่านี้” วาจาประโยคเดียวของจูอู่ทำให้เปี้ยนชิวอิ่งไม่อาจร้องไห้ต่อไปได้
น้ำเสียงของเปี้ยนชิวอิ่งเบาลงมาก สะอึกสะอื้นเสียงแผ่ว “กระซิก…”
ท่าทางน้อยเนื้อต่ำใจราวกับถูกคนอื่นกลั่นแกล้งรังแกก็ไม่ปาน
จูเอ้อร์เห็นอย่างนั้นก็ใจอ่อน “เจ้าห้า เจ้าก็จริง ๆ เล้ย คนเขาเป็นแม่นางผู้หนึ่ง เจ้าจะไปดุเขาทำไม?”
“พี่รอง นางไม่ใช่แม่นางคนหนึ่ง นางเป็นอนุที่หลบหนีมาจากตระกูลใหญ่” จูปาเม่ยไม่ค่อยชอบเปี้ยนชิวอิ่งผู้นี้ นางย้ำว่า “เมียน้อยน่ะ เข้าใจไหม?”
สามารถได้รับการเหลียวแลจากเจ้านาย รูปลักษณ์ของเปี้ยนชิวอิ่งย่อมไม่ใช่ธรรมดา ถือว่าโดดเด่นกว่าสตรีทั่วไป
“เจ้าเด็กคนนี้นี่…” จูเอ้อร์ไม่อาจทำอย่างไรต่อจูปาเม่ย
เมื่อก่อนตอนที่เอาแต่ใจก็มักจะทำให้คนปวดเศียร ตอนนี้ไม่ได้เอาแต่ใจเท่าเดิมแล้วก็ยังคงทำให้คนปวดเศียร
เห็นจูเอ้อร์ปกป้องผู้หญิงแปลกหน้า หลิวซื่อก็รู้สึกไม่ค่อยสบายใจนัก นางกระตุกแขนจูเอ้อร์แล้วถลึงตาใส่เขา
หากเป็นเมื่อก่อนตอนที่หลิวซื่อยังคงผอมบางอาจยังพอน่ามองอยู่หลายส่วน แต่ตอนนี้คนอ้วนท้วนสมบูรณ์ ใบหน้าเต็มไปด้วยเนื้อ พอถลึงตาเช่นนี้กลับแลดูระคายสายตาอยู่บ้าง
จูเอ้อร์เหลือบมองแวบเดียวก็ไม่อยากมองอีก ยังตำหนิหลิวซื่อว่า “เจ้าก็เหมือนกัน เรื่องลูกเป็นเรื่องสำคัญปานนั้นยังเอามาล้อเล่นได้อีก? ถ้าเกิดอะไรขึ้นจริง ๆ เจ้าได้เสียใจแน่…”
“ข้าไม่ได้เป็นคนพูดเสียหน่อย ปาเม่ยต่างหาก” หลิวซื่อถูกตำหนิก็ไม่พอใจอย่างมาก จึง ‘ขาย’ จูปาเม่ยเสียอย่างนั้น
จูปาเม่ย “…”
จูอู่ไม่สนใจคนอื่น เพียงจ้องเปี้ยนชิวอิ่งเขม็ง ถามว่า “เจ้าเล่าความเป็นมาอีกรอบซิ”
เขาอาจเป็นคนเจ้าความคิด แต่มารดาไม่อยู่ที่เรือน จู่ ๆ ก็มีเรื่องยุ่งยากบุกมาหาถึงที่ ทำให้เขาบังเกิดความระแวงอย่างไม่อาจเลี่ยง
ช่วยไม่ได้นี่นา ผู้ใดใช้ให้คนฉลาดในบ้านล้วนไม่อยู่กันเล่า เขาได้แต่ก้าวออกมารับหน้าแล้ว
เปี้ยนชิวอิ่งมีการเตรียมตัวมาแต่แรกจึงเล่าเรื่องซ้ำอีกรอบ
จูอู่ถามเพิ่มเติมอีกหลายอย่าง เป็นต้นว่าตอนนางหนีออกมามีใครพบเห็นหรือไม่ มารดาของนางเสียชีวิตเมื่อไหร่ ฝังไว้ที่ไหน บิดาของนางเสียชีวิตได้อย่างไร ฝังไว้ที่ไหน…
เขาไม่ได้ถามตามลำดับ แต่ถามเรื่องนั้นทีเรื่องนี้ทีเหมือนเพิ่งนึกขึ้นมาได้ ไร้กฎเกณฑ์ตายตัว
เขาทำเช่นนี้ก็เพื่อค้นหาช่องโหว่ของเปี้ยนชิวอิ่ง…ขอเพียงตัดลำดับความสัมพันธ์ออกไป ถ้านางโกหกก็ย่อมต้องเผยช่องโหว่ออกมา
“เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าพวกข้าอาศัยอยู่ที่นี่?”
“ข้าถามมาตลอดทาง” เปี้ยนชิวอิ่งตอบทั้งตาแดงก่ำ “ก่อนที่พ่อข้าจะตายได้กำชับข้าเอาไว้ บอกว่าจูต้าเหนียงพูดกับเขาเองว่า ขอแค่ถามหา ‘จูต้าเหนียง’ แห่งหมู่บ้านสกุลจู ใคร ๆ ล้วนรู้จัก”
จูอู่มีท่าทางครุ่นคิด “หมายความว่าตอนเจ้ามาหาพวกข้าก็ถูกคนเห็นเข้าแล้ว?”
เปี้ยนชิวอิ่งใจหายวาบ หลุดปากพูดออกมาว่า “เปล่า”
“ถ้าไม่มีใครเห็นแล้วเจ้าถามที่อยู่ของพวกข้าจากใคร?” จูอู่เลิกคิ้ว
เปี้ยนชิวอิ่ง “…อันนี้ก็นับด้วย?”
“ทำไมจะไม่นับ? ขอแค่มีคนเห็นเจ้าเข้ามาในเรือนพวกข้าก็เท่ากับว่ามีคนเห็นแล้ว ไม่เกี่ยวกับว่าจะเป็นในตำบลหรือในหมู่บ้าน เจ้าแน่ใจได้อย่างไรว่าเจ้านายของเจ้าจะไม่แปะภาพเหมือนของเจ้าไปทั่ว? เจ้าแน่ใจได้อย่างไรว่าคนที่เจ้าถามทางจะไม่เคยเห็นภาพเหมือนของเจ้ามาก่อน?”
เปี้ยนชิวอิ่งไม่อาจตอบได้ ผ่านไปครู่หนึ่งค่อยกล่าวขึ้นอย่างลังเล “ไม่น่า…กระมัง? ข้าไม่ได้สวมชุดในยามปกติ ทั้งยังเปลี่ยนทรงผม แล้วก็…”
จูอู่จ้องหน้านางนิ่ง ๆ
เปี้ยนชิวอิ่งตึงเครียดขึ้นมา ‘เจ้าหมอนี่ทำไมจัดการยากแบบนี้?’
นางมองไปทางจูเอ้อร์ที่เคยพูดช่วยนางอย่างอดใจไม่ไหว
ถ้าเป็นเขาคงไม่ยุ่งยากปานนี้กระมัง?
จูเหล่าโถวคนนั้นก็ดูจะหลอกง่ายเหมือนกัน
ไม่ได้มีเพียงเปี้ยนชิวอิ่งที่ตึงเครียดขึ้นมา คนสกุลจูคนอื่น ๆ เห็นการกระทำของจูอู่แล้วก็รู้สึกตื่นตัวขึ้นมาเช่นกัน
‘หรือเจ้าห้า / พี่ห้าจะพบพิรุธอะไรเข้าแล้ว?’