ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 809 พี่ชายกับน้องสาวทะเลาะกัน
บทที่ 809 พี่ชายกับน้องสาวทะเลาะกัน
ขณะที่พวกเขาคิดจะเอ่ยปากถาม จูอู่ก็กล่าวขึ้นเนิบช้า “ใบหน้าของเจ้าไม่มีจุดสังเกตที่สะดุดตาจริง ๆ นั่นแหละ ถ้าภาพเหมือนไม่ได้สมจริงมาก คนอื่นก็คงมองไม่ออก…”
จูเอ้อร์หมดคำจะพูด: เจ้าห้ากำลังทำอะไรอยู่?
จูปาเม่ยออกจะผิดหวัง: เห็นทีพี่ห้าคงไม่พบพิรุธอะไร แย่แล้ว ผู้หญิงคนนี้จะอยู่ที่นี่จริง ๆ หรือ? ถ้าท่านแม่กลับมาเห็นเข้าจะตำหนิพวกนางหรือไม่?
เปี้ยนชิวอิ่งนึกโล่งอก เผยสีหน้าขัดเขินออกมา
ในฐานะผู้หญิงคนหนึ่ง ถูกชายอื่นจับจ้องเช่นนี้แล้วไม่หน้าแดงเสียเลยก็ดูไม่ปกติเกินไปแล้ว
นางกล่าวอย่างขัดเขินว่า “นายท่านผู้เฒ่าก็เคยชมว่าข้าผิวพรรณดี ไม่มีตำหนิแม้แต่น้อย…”
ยิ่งพูดเสียงก็ยิ่งเบา ทั้งยังทิ้งหางเสียงไว้อย่างน่าสงสัย
จูปาเม่ยมุ่นคิ้ว เพราะนางไม่ชอบหางเสียงนั้นเลย ฟังดูเปราะบางน่าทะนุถนอม บันดาลให้คนฟังรู้สึกว่าด้อยกว่า
“แต่” จูอู่กลับลำกะทันหัน “เจ้าบอกว่าแม่ข้าซื้อพริกมาจากพ่อเจ้า เจ้ามีหลักฐานไหม?”
เปี้ยนชิวอิ่งตกตะลึง นางเงยหน้าขึ้นกล่าวอย่างไม่อยากเชื่อ “เรื่องแบบนี้ข้าจะไปหาหลักฐานมาจากที่ไหน?”
อย่าว่าแต่นางที่ประหลาดใจ กระทั่งจูเหล่าโถวกับจูเอ้อร์ก็ประหลาดใจเช่นกัน: เรื่องแบบนี้เจ้าห้าก็ถามออกมาได้?
มีเพียงจูปาเม่ยที่อุทานชมเชยในใจ: เยี่ยมมาก พี่ห้า!
“เจ้าไม่มีหลักฐานแล้วเจ้ากล้าพูดได้อย่างไรว่าแม่ข้าซื้อพริกมาจากพ่อเจ้า?” จูอู่มีสีหน้าเฉยเมย กล่าวอย่างแช่มช้า “แม่ข้ามีชื่อเสียงโด่งดังในหมู่บ้านละแวกนี้ แค่สุ่มถามใครสักคนก็ถามเรื่องครอบครัวพวกข้าได้แล้ว ผู้ใดจะรู้ว่าเรื่องที่เจ้าเล่ามาจริงหรือไม่จริง?”
“พ่อข้าไม่มีทางโกหกข้า เขาพูดเรื่องจริง…” เปี้ยนชิวอิ่งพยายามอธิบายด้วยความร้อนใจ
จูอู่เลียนแบบท่าทางของมารดา ยกมือขึ้นมา “เจ้าอย่าเพิ่งรีบร้อนพูด ฟังข้าพูดให้จบก่อน ต่อให้เรื่องที่เจ้าเล่ามาเป็นความจริง ก็เหมือนที่เจ้าพูด เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าพ่อเจ้าไม่ได้โกหกเจ้า? ตอนนั้นเขาจะตายอยู่แล้ว ใครจะบอกได้ว่าเขาได้แต่งเรื่องมาโกหกเจ้าเพื่อหาทางรอดสายหนึ่งให้หรือเปล่า?”
เปี้ยนชิวอิ่งโมโห นางลุกขึ้นมากล่าวว่า “พ่อข้าไม่มีทางโกหกข้า เจ้าไม่เชื่อข้าก็แล้วไปเถอะ ทำไมต้องมาใส่ร้ายพ่อข้าด้วย พ่อข้าเป็นคนซื่อสัตย์ตรงไปตรงมา ไม่มีทางทำเรื่องพรรค์นั้น…”
“ผู้ใดจะไปรู้?” จูปาเม่ยกลอกตาแล้วเอ่ยว่า “พวกข้าไม่เคยเจอพ่อเจ้าเสียหน่อย”
“เจ้า…” สายตาของเปี้ยนชิวอิ่งกวาดผ่านพวกเขาไปทีละคน “พวกเจ้าไม่อยากให้ข้าอยู่ด้วยก็แล้วไปเถอะ แต่กลับมาพูดถึงพ่อข้าแบบนี้ ทำกันเกินไปแล้ว!”
ครั้นกวาดสายตามาถึงจูเอ้อร์ แววตาก็พลันมีความอ่อนแอน่าสงสารเอ่อล้นออกมา
จูเอ้อร์นั้นไฉนเลยจะเคยเห็นคนงามมาร้องไห้ต่อหน้าตนเองเช่นนี้ จิตใจพลันอ่อนยวบ “เจ้าห้า ปาเม่ย พวกเจ้าสองคนเป็นอะไรกันแน่? คนเขาน่าสงสารมากแล้ว พวกเจ้ายังมาว่าเขาอีก นางจะทำใจได้อย่างไร?”
“พี่รอง…” จูปาเม่ยคิดไม่ถึงเลยว่าพี่รองจะพูดจาเช่นนี้ นางพลันร้อนใจ
พี่ห้ารีบจัดการผู้หญิงคนนี้เร็วเข้า พี่รองจะสร้างเรื่องวุ่นแล้วนะ?
ถ้ารู้ว่าจะเป็นแบบนี้ ตอนแรกไม่น่าเรียกพี่รองกลับมาเลย เรียกพี่ห้ากลับมาคนเดียวก็ดีแล้ว
เสียใจทีหลังก็ส่วนเสียใจทีหลัง แต่โลกนี้ไม่มียาแก้อาการเสียใจทีหลัง เวลาก็ไม่มีทางเดินถอยหลัง
“เอาละ หยุดพูดได้แล้ว ถ้าพวกเจ้ายังเรียกข้าว่าพี่รองอยู่ก็ต้องเชื่อฟังข้า” จูเอ้อร์มีท่าทีแข็งกระด้างอย่างหาได้ยาก โดยเฉพาะตอนที่สายตาพึ่งพาและเชื่อมั่นที่เปี้ยนชิวอิ่งมองมาทางเขา ยิ่งทำให้เขารู้สึกเหมือนตนเองเป็นวีรบุรุษปกป้องสาวงาม รู้สึกฮึกเหิมกว่าเดิม
ความภาคภูมิใจผุดขึ้นมากลางอก เขากล่าวต่อไปว่า “ท่านแม่เป็นคนมีน้ำใจกว้างขวาง ถ้าท่านแม่อยู่ด้วยจะต้องไม่ปล่อยให้พวกเจ้ารังแกแม่นางคนหนึ่งแน่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไร นางอุตส่าห์ดั้นด้นมาแต่ไกลเพื่อขอความช่วยเหลือจากพวกเรา แสดงให้เห็นว่าเชื่อถือในตัวพวกเรา พวกเจ้ากลับทำเรื่องที่แม้แต่เดรัจฉานยังไม่ทำแบบนี้ ไม่ห่วงใยคนเขาสักนิด แต่กลับจะไล่คนเขาออกไป?”
“พี่รอง พวกข้าไม่ได้…”
“เจ้าแปด ไม่ต้องพูดแล้ว” จูเอ้อร์ตัดบทจูปาเม่ย เขากล่าวว่า “ตรงนี้เจ้าพูดมากที่สุดแล้ว เจ้าเป็นสาวเป็นนาง พูดมากขนาดนั้นได้อย่างไร? ท่านแม่ไม่อยู่ บ้านนี้ยังไม่ถึงขั้นต้องให้เจ้ามาเจ้ากี้เจ้าการ”
จูปาเม่ยไฉนเลยจะเคยได้รับความน้อยเนื้อต่ำใจเช่นนี้ นางพลันโมโห “พี่รอง ท่านหมายความว่าอย่างไรกันแน่? ท่านแม่ออกไปข้างนอกรอบเดียว ท่านก็ดูถูกผู้หญิงอย่างข้าแล้ว? ท่านกล้าพูดแบบนี้ รอท่านแม่กลับมาข้าจะฟ้องท่านแม่ว่าท่านดูแคลนข้า ยกย่องผู้ชายกดขี่ผู้หญิง…”
“นอกจากฟ้องท่านแม่ เจ้ายังทำอะไรเป็นอีก? ลูกสาวบ้านอื่นซักผ้า ทำกับข้าว ไปทำงานในนา เจ้าดูเจ้าสิ เอาแต่อยู่ในบ้าน วันทั้งวันทำอะไรบ้าง?” จูเอ้อร์คุ้ยอดีตดำมืดของจูปาเม่ยขึ้นมาพูด
แม้จูปาเม่ยจะปรับปรุงตัวแล้ว แต่ก็เป็นเรื่องแค่ไม่กี่ปีมานี้ มิหนำซ้ำนิสัยรักสวยรักงามกับชอบอู้งานของนางก็ยังแก้ไม่หายเสียทีเดียว
แต่สกุลจูมีคนมาก ถึงนางจะไม่ทำงานก็มีคนอื่นทำแทนนาง
มารดาไม่ถือสา พวกเขาที่เป็นพี่ชายก็ไม่สะดวกจะยกขึ้นมาพูด
อย่าคิดว่าพวกเขาไม่พูดแล้วจะไม่รู้ว่านางทำอะไรไปบ้าง
จูปาเม่ยคิดไม่ถึงเลยว่าอดีตดำมืดของตนเองจะถูกคนรื้อขึ้นมาพูดเอาในเวลาแบบนี้ หน้าพลันเปลี่ยนสี ถามอย่างไม่อยากเชื่อว่า “พี่รอง ท่านถึงกับว่าข้าแบบนี้?! ข้าเป็นน้องสาวแท้ ๆ ของท่านนะ ท่านกลับพูดเรื่องไม่ดีของข้าต่อหน้าคนนอก ท่านยังเป็นคนอยู่ไหม?”
จากนั้นก็หันมาถามหลิวซื่อว่านางเอาไปบอกจูเอ้อร์ใช่หรือไม่ ไม่อย่างนั้น เขาที่เป็นผู้ชายคนหนึ่งจะรู้เรื่องในบ้านชัดเจนขนาดนั้นได้อย่างไร?
นางแอบอู้ก็จริง แต่ใช่ว่านางจะไม่ทำอันใดเสียเลย งานที่มารดาสั่งนางล้วนทำจนเสร็จ
อีกอย่าง งานเย็บปัก ทำชาด ย้อมผ้าของที่บ้าน มีอย่างไหนที่นางไม่ได้รับผิดชอบบ้าง?
นางแค่ไม่ได้ทำความสะอาด ซักผ้าก็เท่านั้น แต่งานอย่างอื่นนางยังทำอยู่นะ
เกรงว่าแม้แต่หลิวซื่อกับจูอู่ก็คงคิดไม่ถึงว่า สองพี่น้องจะทะเลาะกันขึ้นมาเพราะเรื่องเปี้ยนชิวอิ่ง
ผู้หญิงคนนี้เพิ่งเข้ามาในเรือนพวกเขาเดี๋ยวนี้นี่เอง ยังไม่ได้เข้ามาอาศัยด้วยซ้ำ แต่ก็ทำให้คนผู้หนึ่งปกป้องนางได้แล้ว ถ้านางเข้ามาอาศัยด้วยกันจริง ๆ นั่นจะไม่…
“ปาเม่ย อย่าโบ้ยมาให้ข้า ข้าไม่ได้เอาเรื่องพวกนี้ไปบอกพี่รองของเจ้าเสียหน่อย” ไม่ว่าจะได้บอกหรือไม่ หลิวซื่อก็ไม่มีทางยอมรับ รีบปฏิเสธไปทันที “อีกอย่าง บ้านพวกเรามีคนมาก เจ้ายังเป็นเด็กสาวคนหนึ่ง ทำไมจะรักสวยรักงามบ้างไม่ได้? ขอแค่ฐานะอำนวย มีเด็กสาวคนไหนบ้างไม่รักสวยรักงาม? พี่รองของเจ้าไม่ชอบก็ให้เขาไปคุยกับท่านแม่”
จูปาเม่ยเห็นหลิวซื่อเข้าข้างตนเองก็หันกลับมาเอาเรื่องจูเอ้อร์ต่อ “ใช่แล้ว พี่รอง ถ้าท่านไม่พอใจ ทนเห็นท่านแม่เอ็นดูลูกสาวอย่างข้าไม่ได้ ท่านก็ไปพูดกับท่านแม่สิ ท่านแม่ชอบลูกสาว เอ็นดูลูกสาว ไม่ใช่เรื่องที่เพิ่งจะเกิดขึ้นเร็ว ๆ นี้เสียหน่อย แน่จริงท่านก็ไปพูดให้ท่านแม่ ‘ยกย่องลูกชายกดขี่ลูกสาว’ สิเจ้าคะ”
“พูดกับเจ้าไม่รู้เรื่องแล้ว” จูเอ้อร์เถียงสู้จูปาเม่ยไม่ได้ก็พลันอารมณ์เสีย พูดออกมาตรง ๆ ว่า “เอาเป็นว่าเรื่องนี้ตกลงกันตามนี้ แม่นางเปี้ยนดั้นด้นมาแต่ไกลเพื่อมาขอพึ่งพาพวกเรา พวกเราก็ควรช่วยเหลือนาง”