ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 811 ข้าไม่ให้ท่านแบกหม้อก้นดำหรอก
บทที่ 811 ข้าไม่ให้ท่านแบกหม้อก้นดำหรอก
คุณหนูตระกูลใหญ่ที่ไม่เคยได้ออกมาพบโลกภายนอก พวกนางไม่เคยเห็นมาก่อน แต่ก็พอจะจินตนาการออกว่า…น่าจะใกล้เคียงกับแม่นางเปี้ยนผู้นี้กระมัง
หลินซื่อแววตาสว่างวาบ คิดเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้
ถ้าสกุลจูรับคนนอกแซ่ผู้นี้เข้ามาอีกคน น้องสาวกับหลานสาวของนางก็คงไม่สะดุดตาเหมือนที่ผ่านมาแล้วน่ะสิ?
เพราะสกุลจูรับคนจากบ้านเดิมของนางมาอยู่ด้วย หลินซื่อกลัวว่าจะถูกคนสกุลจูรังเกียจ ปกติจึงมักแย่งทำงานต่อหน้าแม่สามีและบรรดาพี่สะใภ้ น้องกับหลานสาวของนางก็เช่นกัน
ช่วยไม่ได้ พวกนางรู้สึกไม่มั่นคงนี่นา
คนเรากลัวการเปรียบเทียบ ถ้าเปี้ยนชิวอิ่งที่เป็น ‘คนนอก’ ยังสามารถอยู่ในเรือนสกุลจูได้ การที่คนจากบ้านเดิมของนางมาขอพึ่งพาก็ถือว่าเป็นเรื่องสมเหตุสมผลน่ะสิ?
เมื่อคิดเช่นนี้ หลินซื่อก็อยากให้เปี้ยนชิวอิ่งอยู่ด้วยใจจะขาด จะได้มาช่วยแบ่งเบาภาระนาง
“แม่นางเปี้ยน เจ้าแซ่เปี้ยนกระมัง?” หลินซื่อเผยรอยยิ้มเป็นมิตร เป็นฝ่ายเข้าหาเปี้ยนชิวอิ่งก่อน
“สวัสดี ข้าแซ่เปี้ยน เจ้าเรียกข้าว่าอิ่งเอ๋อร์ก็ได้…” เปี้ยนชิวอิ่งแสดงท่าทางเกรงอกเกรงใจ
“ขอโทษจริง ๆ ที่มาเยือนกะทันหันเช่นนี้ สร้างปัญหาให้พวกเจ้าแล้ว”
“ไม่เป็นไร ถ้าแม่สามีของพวกข้าอยู่ด้วยก็คงรับปากให้เจ้าอยู่ด้วยแน่นอน แม่สามีของพวกข้าเป็นคนดีมาก ชอบช่วยเหลือคนอื่น โดยเฉพาะแม่นางที่โดดเดี่ยวไร้ที่พึ่ง ถ้าได้เห็นเป็นต้องใจอ่อน…” หลินซื่อกล่าวอย่างยิ้มแย้ม
นางต้องทำให้ผู้หญิงนอกแซ่คนนี้อยู่ที่นี่อย่างสบายใจไม่ใช่หรือ?
ถ้าพบว่าคนสกุลจูอยู่ร่วมกันยาก มาได้ไม่กี่วันก็หนีไป นั่นจะทำอย่างไรเล่า?
“จริงหรือ?” เปี้ยนชิวอิ่งเบิกตากว้าง ท่าทางเหมือนเด็กน้อยที่ร้อนใจอยากได้น้ำตาลก้อน “จูต้าเหนียงคุยด้วยง่ายปานนั้น? เมื่อครู่พี่จูเอ้อร์ก็พูดแบบนี้เหมือนกัน แต่…คนอื่นดูเหมือนจะไม่เห็นด้วย”
“ใครไม่เห็นด้วย?” พอคิดถึงว่าตอนนั้นมีใครอยู่ที่เรือนบ้าง หลินซื่อก็คิดออกแล้ว นางยิ้มพลางกล่าวว่า “เจ้าก็ทนหน่อย ปกติท่านแม่เป็นคนตัดสินใจเรื่องน้อยใหญ่ในบ้าน พอท่านแม่ไม่อยู่ ทุกคนก็รู้สึกว่างโหวงแปลก ๆ เหมือนขาดอะไรไป อารมณ์ไม่ดีก็เป็นเรื่องธรรมดา พอเจ้าอยู่ที่นี่นานแล้วก็จะพบเองว่าคนสกุลจูเป็นมิตรยิ่ง ทั้งยังชอบช่วยเหลือคนอื่น”
เปี้ยนชิวอิ่งเห็นแล้วก็รู้สึกว่าผู้หญิงตรงหน้ายิ้มจนดูแฝงเจตนาร้ายอย่างไรชอบกล
แต่ก่อนหน้านี้นางล่วงเกินผู้หญิงในบ้านนี้ไปสองคนแล้ว จำเป็นต้องหาแนวร่วม ไม่อย่างนั้นนางอาจใช้ชีวิตในเรือนสกุลจูได้ลำบาก
“อืม ข้าเชื่อเจ้า” เปี้ยนชิวอิ่งพูดขณะแสดงสีหน้าว่าเชื่อถือ
คนทั้งสองสนทนากันอย่างเบิกบานใจ หลี่ซื่อก็เข้ามาร่วมวงเช่นกัน “พวกเจ้าคุยอะไรกันอยู่ อารมณ์ดีปานนี้?”
“พี่สะใภ้สี่ ข้าจะแนะนำให้ท่านรู้จัก แม่นางผู้นี้คือแม่นางเปี้ยน เป็นคนดียิ่ง เวลายิ้มน่ามองมากเลยเจ้าค่ะ” หลินซื่อวางตัวเป็นคนกลางแนะนำทั้งสองฝ่ายทันที “แม่นางเปี้ยน นี่คือพี่สะใภ้สี่ของข้า ไอ้หยา ลืมแนะนำตัวเองไปสนิทเลย สามีข้าเป็นคนลูกชายคนที่ห้าของสกุลจู เจ้าเรียกข้าว่าพี่สะใภ้ห้าก็ได้…”
เปี้ยนชิวอิ่งแววตาวาววับ ‘ที่แท้ ผู้หญิงคนนี้ก็เป็นเมียของผู้ชายที่รับมือได้ยากคนนั้น เอาละ ดูเหมือนจะเจอทางออกแล้วสิ’
นางคลี่ยิ้ม รอยยิ้มบนใบหน้ามีความจริงใจเพิ่มขึ้นหลายส่วน เรียกเสียงอ่อนเสียงหวาน “พี่สะใภ้สี่ พี่สะใภ้ห้า”
“ไอ้หยา ปากเล็ก ๆ นี่หวานเสียจริง…” หลี่ซื่อหัวเราะแล้วเดินมานั่งลงข้าง ๆ “แค่น้ำเสียงของเจ้าก็น่าฟังแล้ว”
“ฮ่า ๆๆ…นั่นน่ะสิ ตอนนี้พี่สะใภ้สี่รู้แล้วสินะว่าทำไมข้าถึงชอบคุยกับนาง?”
“ถ้าอย่างนั้นข้าขอคุยด้วยคนสิ เสียงไพเราะปานนี้ ราวกับเสียงนกจาบฝนก็ไม่ปาน น่าฟังยิ่ง”
ต่างจากหลินซื่อที่อยากตีสนิทจากใจจริง หลี่ซื่อมีความตื่นตัวมากกว่า ดูเหมือนจะพูดคุยกันอย่างเพลิดเพลิน แต่อาศัยคำพูดไม่กี่ประโยคก็สามารถสอบถามความเป็นมาของเปี้ยนชิวอิ่งออกมาได้แล้ว
แม้คนอื่นบอกนางมาแล้ว แต่นางต้องการจะสืบให้รู้ลึกกว่านั้น
เมื่อได้ประมือ เปี้ยนชิวอิ่งก็ต้องตกตะลึง
ผู้หญิงคนนี้ท่าทางยิ้มแย้ม คิดไม่ถึงว่าจะเป็นคนร้ายกาจคนหนึ่ง!
กลับเป็นผู้หญิงอีกคนที่โง่งม หลอกง่ายยิ่ง หลอกล่อไม่กี่คำก็เชื่อแล้ว
ประหนึ่งมือดีปะทะกัน เจ้าหนึ่งคำข้าหนึ่งคำ ลอบประลองกันในทางลับ
มีก็แต่หลินซื่อที่ไม่รู้เรื่องรู้ราว ยังเข้าใจว่าพวกนางสนทนากันอย่างเพลิดเพลินเสียอีก
ห่างออกไปไม่ไกล จูซื่อเห็นจูอู่กำลังจ้องมองมาทางนี้ก็เดินเข้ามาหา แล้วกระซิบว่า “ข้าบอกพี่ใหญ่แล้ว เขาบอกว่าอีกเดี๋ยวจะไปคุยกับพี่รอง”
“อืม!” จูอู่รับคำ
“เจ้าคิดว่าพี่ใหญ่จะเปลี่ยนใจพี่รองได้ไหม?”
“พูดยาก” จูอู่กล่าวโดยไม่ได้เคลื่อนย้ายสายตาไปไหน “พี่ใหญ่สนิทกับพี่รองกว่าพวกเรา ถ้าเขาเชื่อพี่รองมากกว่าก็เป็นเรื่องธรรมดา”
“เจ้ายังจะให้ข้าไปพูดอีก?” จูซื่อรู้สึกเหมือนตนเองลงแรงเสียเปล่าเสียแล้ว
อีกทั้งเขายังไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่ เปี้ยนชิวอิ่งผู้นี้ดูไปแล้วก็แค่หน้าตางดงาม เป็นอนุหลบหนีของคนอื่น เหตุใดเจ้าห้าจึงทำเหมือนอีกฝ่ายมี ‘เจตนาแอบแฝง’ เช่นนี้?
“ต้องลองดูสักครั้ง ยื้อเวลาได้เพิ่มอีกนิดก็ยังดี” จูอู่พูด
ยังดี จูซื่อรู้สึกเหมือนตนเองได้รับการปลอบโยนแล้ว “อย่างน้อย เจ้าก็ไม่ได้ให้ข้าไปทำเรื่องเสียเปล่า”
เขากระทบไหล่จูอู่ “นี่ เจ้ามองทางนั้นตั้งนานแล้ว ตกลงมองอะไรกันแน่?”
“เมียข้าไม่ค่อยมีสมองสักเท่าไหร่” จูอู่พูด
จูซื่อไม่เข้าใจ “หมายความว่า ที่เจ้ามองตั้งนานก็เพื่อดูว่าเมียเจ้ามีสมองหรือไม่มี? เจ้าห้า เจ้าว่างเกินไปหรือเปล่า?”
ในที่สุดจูอู่ก็ละสายตาหันมามองจูซื่อ “พี่สี่ บางครั้งข้าก็อิจฉาท่านจริง ๆ ท่านบอกว่าท่านไม่ได้ฉลาดเท่าข้า ทำไมเรื่องเลือกเมีย สายตาถึงดีกว่าข้าอีกนะ?”
“เจ้าหมายความว่าอะไร? เจ้าอยากชมว่าพี่สะใภ้สี่ของเจ้าฉลาดก็ชมสิ มาพาดพิงข้าทำไม?” คราวนี้จูซื่อไม่ได้ยอมรับ “ข้าเคยโง่ตอนไหน ข้าแค่ขี้เกียจใช้สมองก็เท่านั้นเอง”
จูอู่กลอกตาขึ้นฟ้า “ประเดี๋ยวฝากท่านถามพี่สะใภ้สี่ด้วยว่านางหยั่งเชิงได้ความว่าอย่างไรบ้าง จำเอาไว้ อย่าให้ใครรู้จนสงสัยมาถึงตัวพี่สะใภ้สี่”
คราวนี้จูซื่องุนงงจริง ๆ แล้ว ‘เมียเขาแค่คุยกับอีกฝ่ายไม่ใช่หรือ ทำไมกลายเป็นการหยั่งเชิงไปเสียอย่างนั้น?’
หันไปมองผู้หญิงทั้งสามที่ยังคุยกันอยู่ เขาครุ่นคิดอยู่นานก็ยังไม่เข้าใจ
คุยอยู่ด้วยกันแท้ ๆ เจ้าห้ากลับคิดว่าเมียเขาไป ‘หยั่งเชิง’ ขณะที่น้องสะใภ้ห้าถึงจะเป็นการ ‘คุยกัน’ จริง ๆ?
เขาดูไม่ออกเลยสักนิด
เหมือนที่จูอู่คาดเดาไว้ หลังจากจูต้าไปคุยกับจูเอ้อร์แล้วก็ไม่ได้โน้มน้าวฝ่ายหลังได้สำเร็จ
แต่ก็ไม่อาจพูดว่าจูต้าย้ายฝั่ง เขาเพียงเชื่อใจจูเอ้อร์มากกว่า เชื่อว่าจูเอ้อร์มีการวินิจฉัยของตัวเอง
“ตกลง ในเมื่อเจ้าพูดแบบนี้ รอท่านแม่กลับมา เจ้าอย่าลืมบอกท่านแม่ให้ชัดเจนด้วยว่านั่นเป็นการตัดสินใจของเจ้า ไม่ใช่ข้า ตอนนั้นข้าอยู่ข้างนอก”
“รู้แล้ว พี่ใหญ่ วางใจเถอะ ข้าไม่ให้ท่านแบกหม้อก้นดำหรอกน่า” จูเอ้อร์ยิ้มออกมาแล้วกล่าวว่า “ตั้งแต่เล็กจนโต ข้าเคยให้ท่านรับผิดแทนข้าด้วยหรือ? ถ้าจะรับผิดก็มีแต่รับผิดแทนน้อง ๆ คนอื่นนั่นแหละ”
จูต้าได้ยินเขาพูดถึงเรื่องสมัยเด็กก็รู้สึกอ่อนใจ “ช่วยไม่ได้นี่นา ใครใช้ให้ข้าเป็นพี่ใหญ่กันเล่า?”