ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 812 รังเกียจ
บทที่ 812 รังเกียจ
ความจริงแล้วตอนเริ่มแรกนั้น พี่น้องสกุลจูยังไม่ได้แบ่งฝักแบ่งฝ่ายกันเหมือนตอนนี้
จูซานยังไม่โต จูซื่อกับจูอู่ก็ยังเด็กมาก พวกเขาจึงทำเรื่องผิดพลาดเป็นบางครั้งบางคราว
เพื่อจะได้ไม่ต้องถูกลงโทษ พวกเขาก็จะ ‘โกหก’ ปัดความรับผิดชอบ
ยามนั้น จูต้ากับจูเอ้อร์รักใคร่เอ็นดูน้องชายของพวกตนจากใจจริง เห็นพวกเขาจะถูกจูเหล่าโถวตี บางครั้งก็จะก้าวออกมาพูดว่าตนเองเป็นคนทำ
เพราะพวกเขารู้สึกว่าตนเองอายุมากกว่า ถูกตีก็ไม่เป็นไร แต่น้องชายไม่เหมือนกัน พวกเขาอายุยังน้อย ร่างกายทนรับไม่ไหว
ขณะที่สองพี่น้องรำลึกถึงเรื่องสมัยเด็กก็ได้ยินเสียงหลิ่วซื่อมาเรียกพวกเขาไปกินข้าว
เย่อวี๋หรานไม่อยู่ แต่สมาชิกสกุลจูก็ยังมีมาก ต้องใช้โต๊ะตัวใหญ่ นั่งเบียดรับประทานอาหารด้วยกัน
ในฐานะที่เป็นแขกผู้มาเยือน เปี้ยนชิวอิ่งจึงถูกเชื้อเชิญมาร่วมโต๊ะ
แต่นางคิดไม่ถึงเลยว่า ‘ความขัดสน’ ของสกุลจูจะเกินกว่าที่นางคาดคิดเอาไว้เสียอีก
อย่าเห็นว่านางเป็นลูกสาวของคนสวนดอกไม้คนหนึ่ง แต่เพราะบิดาของนางมีงานทำจึงได้สวมอาภรณ์ชั้นดีกินอาหารเลิศรสมาตั้งแต่เด็ก ประกอบกับนางยังเป็นสาวใช้คนสนิทของคุณหนูตระกูลใหญ่ จึงถูกประคบประหงมมาราวกับเป็น ‘คุณหนูชั้นรอง’
ตอนเด็กสามารถนอนด้วยกันกับคุณหนู รับประทานอาหารด้วยกัน กฎระเบียบไม่ได้เคร่งครัดมากนัก
แต่เมื่อคุณหนูอายุมากขึ้น กฎระเบียบของสาวใช้ก็ต้องถูกหยิบยกขึ้นมาใช้งาน
เปี้ยนชิวอิ่งจะรับความลำบากเช่นนั้นได้อย่างไร นางไม่กล้าอาละวาดในเรือนเจ้านาย แต่กลับบ้านมาโวยวายใส่บิดามารดา
ภายหลัง คนสวนดอกไม้และภรรยาไร้ทางเลือก ได้แต่หาลู่ทางขอความเมตตาจากเจ้านายให้ปล่อยนางกลับมา
ถึงจะกลับมาแล้ว แต่นิสัยคุณหนูชั้นรองยังคงอยู่ คุณภาพชีวิตที่แตกต่างกันอย่างใหญ่หลวงทำให้นางบังเกิดใจทะเยอทะยานขึ้นมา
คนสวนดอกไม้เข้าใจว่าเปี้ยนชิวอิ่งไปต้องตานายท่านผู้เฒ่าจึงถูกคน ‘แย่งชิง’ ตัวไป แต่กลับไม่รู้ว่าความจริงแล้วนั่นเป็นแผนการของเปี้ยนชิวอิ่ง
นางรู้รสนิยมของนายท่านผู้เฒ่า รู้ว่านายท่านผู้เฒ่ามักจะไปที่ไหนเวลาใด จึงจงใจแต่งกายงดงามไปเดินเตร่บริเวณนั้น
แต่นางฉลาดกว่าแม่นางน้อยทั่วไป…นางไม่ต้องการเป็นเพียงสาวใช้อุ่นเตียงที่ไม่มีเครื่องรับประกันใด ๆ
ทว่านางคิดไม่ถึงเลยว่าตนเองจะสูญเสียความโปรดปรานรวดเร็วเพียงนี้ อีกทั้งภรรยาเอกของนายท่านผู้เฒ่ายังลงมืออำมหิตเหนือความคาดหมาย…
หลินซื่อเห็นเปี้ยนชิวอิ่งไม่ค่อยแตะอาหาร ยังถามอย่างเป็นห่วงว่า “เป็นอะไรไป เจ้าไม่เจริญอาหาร?”
ครั้นมองสิ่งที่ในสายตาของนางคืออาหารชั้นต่ำ มุมปากของเปี้ยนชิวอิ่งพลันแข็งทื่อ “น่าจะ…กระมัง? ข้าเดินทางมาไกล ทั้งยังเกิดเรื่องขึ้นหลายอย่าง ไม่มีความอยากอาหารเลยจริง ๆ…”
“เฮ้อ…ข้าเข้าใจได้” หลินซื่อตบหลังมืออีกฝ่ายเบา ๆ แล้วพูดปลอบ “ตอนที่แม่ข้าเพิ่งเสีย ข้าก็เศร้าใจเหมือนเจ้านี่แหละ แต่คนเราต้องมองไปข้างหน้า ไม่อาจจ้องมองแต่เรื่องในอดีต ชีวิตข้างหน้ายังอีกยาวไกล ถ้ามัวแต่มองอดีต ชีวิตที่เหลือจะทำอย่างไร?”
“ข้ารู้ ข้าแค่…” เปี้ยนชิวอิ่งท่าทางอมทุกข์
ซวยแล้ว! ทำไมบิดานางไม่บอกให้ชัด ๆ ว่าสกุลจูยากจนถึงเพียงนี้?
นางจะกินของพวกนี้ได้อย่างไร?
หลินซื่อเห็นท่าทางเศร้าซึมของเปี้ยนชิวอิ่งก็ไม่ได้สร้างความลำบากใจให้ “เจ้าน่ะไม่เคยต้องทนหิวมาก่อน รอจนหิวแล้วก็จะอยากกินเอง เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน ข้าจะช่วยเก็บอาหารส่วนของเจ้าเอาไว้ให้บนเตา อุ่นเอาไว้ก่อน เจ้าหิวเมื่อไหร่ค่อยมากิน”
“ขอบคุณ ข้าไม่รู้เลยว่าควรขอบคุณอย่างไรดี…” มารดามันเถอะ ใครจะไปอยากกินของพวกนี้กัน? ถึงจะไม่มีโจ๊กรังนกใส่เห็ดหูหนูขาว แต่พวกเจ้าจะทำอาหารที่คนกินได้หน่อยก็ไม่ได้รึ?
ของเหลว ๆ เละ ๆ เต็มชามแบบนี้ ทำให้หมูกินหรือไร?
ท่าทางซาบซึ้งใจของเปี้ยนชิวอิ่งใช้ได้ผลกับหลินซื่ออย่างยิ่ง
จูซื่อลอบกระทุ้งแขนจูอู่อย่างอดไม่ไหว พยักพเยิดให้เขามองทางนี้
‘เมียเจ้าน่ะ เห็นไหม?’
จูอู่ไม่อยากพูดจาสักนิด
โง่งมถึงขั้นนี้ เขาไม่อยากมองด้วยซ้ำ
ปกติยังไม่เคยดีต่อเขาขนาดนี้ แต่กลับเอาใจใส่คนนอกที่น่าสงสัยคนหนึ่ง มันช่าง…
ชวนให้คนอัดอั้นยิ่ง
อาหารมื้อค่ำผ่านไป เปี้ยนชิวอิ่งก็พอจะเข้าใจสถานการณ์ของครอบครัวสกุลจูแล้ว
เพราะได้หลินซื่อแอบเล่าให้นางฟังด้วยกลัวว่าอีกฝ่ายจะแยกแยะไม่ชัดเจน จนไปล่วงเกินใครเข้า
เมื่อเปี้ยนชิวอิ่งได้ยินว่าสกุลจูถึงกับเป็นครอบครัวบัณฑิตชาวนา ทั้งยังมีซิ่วไฉคนหนึ่งก็ประหลาดใจสุดแสน “ซิ่วไฉ?!”
“ใช่แล้ว เจ้าเจ็ดบ้านพวกข้าเป็นซิ่วไฉ” หลินซื่อลอบกระหยิ่มยิ้มย่อง พูดอย่างยิ้มแย้มว่า “ข้าจะบอกให้นะ เขาฉลาดมากเชียวล่ะ เพิ่งเรียนหนังสือได้ไม่ทันไรก็สอบเป็นซิ่วไฉได้แล้ว ทั้งยังได้จดหมายแนะนำจากใต้เท้านายอำเภอให้ไปเรียนที่โจวเสวีย ไม่อย่างนั้น เจ้าคิดว่าจะบังเอิญขนาดนี้เชียวหรือ พอเจ้ามา แม่สามีข้าก็ไม่อยู่เสียอย่างนั้น? นั่นก็เพราะแม่สามีไปส่งเขาไปเรียนหนังสือน่ะสิ…”
เปี้ยนชิวอิ่งลอบอุทานว่าแย่แล้วในใจ
พวกปัญญาชนความคิดคดเคี้ยววกวน คงดูไม่ออกกระมัง?
นางรีบถามทันทีว่า “โจวเสวีย? ไกลไหม?”
แม้นางจะเคยอยู่ในเรือนตระกูลใหญ่มาก่อน แต่นั่นเป็นตระกูลพ่อค้า ไม่มีปัญญาชน นางจึงไม่ค่อยรู้เรื่องเกี่ยวกับปัญญาชนมากนัก
เพียงรู้ว่าแม้แต่นายท่านผู้เฒ่ายามพบกับปัญญาชนที่มีตำแหน่งติดตัวยังต้องเกรงใจสามส่วน
‘อิ่งเอ๋อร์ นายท่านของเจ้าได้กอดขาใหญ่แล้ว รู้ไหม? ฮ่า ๆๆ…’ นายท่านผู้เฒ่ากอดเอวบางของนางแล้วโอ้อวดให้ฟังอย่างอารมณ์ดี
จนถึงตอนนี้ นางยังจำท่าทางหัวเราะอย่างเบิกบานใจของนายท่านผู้เฒ่าได้อยู่เลย
ทว่ายิ่งเป็นคนที่นายท่านผู้เฒ่าให้ความสำคัญ สำหรับสถานการณ์ปัจจุบันของนางแล้วกลับยิ่งเป็นภัยคุกคาม
“ไกลมากเชียวล่ะ ต้องเดินทางหลายวัน ไม่อย่างนั้นแม่สามีก็คงไม่ไปส่งเขาแล้ว” หลินซื่อกล่าว “ไปครานี้กว่าจะกลับมาก็คงช่วงข้ามปีโน่นแหละ ทางโจวเสวียก็น่าจะหยุดปีใหม่กระมัง…”
หลินซื่อไม่ใคร่แน่ใจ เพราะนางเหมือนจะไม่เคยได้ยินใครพูดถึงเรื่องนี้มาก่อน
แต่สำนักศึกษาสกุลเสินก็เป็นสถานศึกษา ที่นี่ยังหยุดปีใหม่ ทางโจวเสวียก็น่าจะหยุดเหมือนกัน?
เปี้ยนชิวอิ่งได้ยินว่ายังมีเวลาอีกหลายเดือนก็ผ่อนลมหายใจออกมา “ที่แท้ก็นานเพียงนี้ เขาเรียนหนักเลยสินะ…” ก่อนที่นางจะไปจากสกุลจู ทางที่ดีก็อย่าเพิ่งกลับมาเลย
เวลาหลายเดือนนี้เพียงพอให้นางวางแผน
“เรียนหนักจริง ๆ นั่นแหละ ฟ้ายังไม่สางก็ต้องลุกขึ้นมารำท่าประสานห้าสัตว์ อ่านตำรา คัดอักษร…นอกจากเวลากินดื่มขับถ่ายแล้วก็ไม่เคยได้พักหรอก”
คิดถึงว่าตอนนี้ต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าก็ใช้ชีวิตแบบเดียวกัน หลินซื่อก็นึกสะท้อนใจ “เมื่อก่อนยังนึกว่าปัญญาชนมีชีวิตสุขสบาย พอในบ้านมีปัญญาชนถึงได้รู้ว่าโลกนี้มีเรื่องง่ายเสียที่ไหน เจ้าไม่ทุ่มเทก็จะไม่ประสบความสำเร็จ เพาะปลูกก็มีความลำบากของการเพาะปลูก เรียนหนังสือก็มีความลำบากของการเรียนหนังสือ พวกเราเพาะปลูกยังรู้ว่าทั้งปีจะได้ผลเก็บเกี่ยวเช่นไร แต่คนเรียนหนังสือเรียนมาหลายปีแล้ว อนาคตจะเป็นอย่างไรก็ยังไม่รู้…”
“บ้านพวกเจ้ามีคนสอบเป็นซิ่วไฉได้แล้วไม่ใช่หรือ?”
“นั่นเป็นเพราะเจ้าเจ็ดโชคดีน่ะสิ แต่คนอื่นเล่า? แผ่นดินนี้มีปัญญาชนมากมาย ทุกครั้งล้วนมีคนสอบผ่านและคนที่สอบไม่ผ่าน ก่อนที่ผลลัพธ์ในตอนท้ายจะปรากฏ ใครเลยจะรู้ว่าจะเป็นเช่นไร? ถ้าโชคไม่ดีมาก ๆ สอบทั้งชีวิตก็ยังสอบไม่ผ่าน นั่นมิเท่ากับกลายเป็น ‘เมล็ดพันธุ์ที่ไร้ผลเก็บเกี่ยว’ เหมือนที่ใครต่อใครพูดกันแล้วหรือ?”
ไม่รู้ว่าเปี้ยนชิวอิ่งคิดไปเองหรือไม่ แต่หญิงชนบทอย่างหลินซื่อบางครั้งอาจพูดจาหยาบกระด้างไปบ้าง แต่กลับแฝงไว้ด้วยหลักการและเหตุผล
รู้สึกราวกับว่า เรื่องที่หญิงชนบทอย่างนางไม่น่าจะเข้าใจ แต่กลับออกมาจากปากของนางเสียได้