ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 814 โอกาส
บทที่ 814 โอกาส
“พรรคใหญ่ทั้งหลายกดดันลงมา พวกพ่อค้าไม่กล้าค้าขายกับพรรคซานไห่อีกแล้ว”
“ถึงจะบอกว่าพรรคซานไห่เป็นค่ายพรรคหนึ่ง แต่ก็พึ่งพาการเก็บค่าคุ้มครอง ตอนนี้พรรคใหญ่ไม่ให้พวกเขาเก็บค่าคุ้มครองอีกแล้ว พวกเขายังจะทำอย่างไรได้?”
“ไม่มีแหล่งรายได้ใหม่ แหล่งรายได้เดิมของพวกเขาก็ถูกตัดไปแล้ว แม้แต่เขตที่ดูแลอยู่ก็ถูกพรรคใกล้เคียงกลืนกิน…ไม่มีเงินแล้วจะสามารถรั้งคนเอาไว้ได้อย่างไร? คนเบื้องล่างเหล่านั้น คนที่พอมีความสามารถก็หนีไปแล้ว เหลือคนตัวใหญ่แค่ไม่กี่คน รวมถึงพวกคนแก่อ่อนแอกับคนป่วย”
“ตอนนี้พวกเขาห่างจากการสลายพรรคอีกแค่ก้าวเดียวแล้ว”
……
คนที่อนาถที่สุดก็คือหัวหน้าพรรคซานไห่ ใครในพรรคซานไห่ล้วนหนีไปได้ มีเพียงหัวหน้าพรรคที่ไม่อาจหนี
เป็นหัวหน้าพรรคมานาน คุ้นเคยกับการมีอำนาจบารมี ไฉนเลยจะทนรับคำสั่งจากคนอื่นได้?
มิหนำซ้ำ พรรคอื่นก็ไม่แน่ว่าจะยินดีต้อนรับเขา
ด้วยเหตุนี้ หัวหน้าพรรคซานไห่จึงวางตัวลำบาก
เย่อวี๋หรานค่อนข้างประหลาดใจ “เจ้าไปต้องตาหัวหน้าพรรคซานไห่ได้อย่างไร?”
“ข้าคิดว่าพวกเราควรเข้าหาขุมอำนาจในพื้นที่ ก็เหมือนกับที่พวกเราร่วมมือกับพี่เป้าในตำบลอันจิ่ว ที่เมืองผู่โซ่วก็สมควรหาคนเช่นนั้นสักคน…” จูซานกล่าว “ใช่ว่าข้าจะไม่เคยพิจารณาพรรคอื่น แต่พวกเขาคงไม่อยากพบพวกเรา”
“ทำไม?” เย่อวี๋หรานถามทั้งที่รู้ดี
“ท่านแม่ ท่านลืมความขัดแย้งระหว่างค่ายพรรคกับโจวเสวียไปแล้วหรือขอรับ? แม้ดูผิวเผินแล้วไม่เกี่ยวอันใดกับพวกเรา แต่คดีของตระกูลเฉินที่เป็นต้นไฟของเรื่องนี้เกิดขึ้นเพราะพวกเรา ข้าไม่คิดว่าในสถานการณ์แบบนี้ ค่ายพรรคเหล่านั้นจะอยากพบพวกเราหรอกนะขอรับ”
“ถ้าเจ้าคิดว่าพวกเขาไม่อยากพบพวกเรา แล้วจะเต็มใจดูพวกเราเข้าไปยุ่งกับพรรคซานไห่อย่างนั้นหรือ?” เย่อวี๋หรานโยนคำถามที่สองมาให้
“ดังนั้น ข้าถึงได้บอกว่านี่คือโอกาสที่มีความเสี่ยงสูงอย่างไรเล่าขอรับ” จูซานจ้องเย่อวี๋หราน แววตาสะท้อนความทะเยอะทะยานบางอย่าง “ถึงจะมีความเสี่ยง แต่ข้าคิดว่าความเสี่ยงนี้คุ้มค่าสำหรับพวกเรา ถ้าพวกเรารับช่วงต่อพรรคซานไห่ ต่อไปไม่ว่าเจ้าเจ็ดหรือคนอื่นในครอบครัวมาที่เมืองผู่โซ่วก็จะไม่ต้องพบเรื่องแบบตระกูลเฉินคราวนี้อีก”
เรื่องของตระกูลเฉินทิ้งเงามืดเอาไว้ในใจจูซานไม่มากก็น้อย
ครั้งนี้ทำให้มารดาของเขากลายเป็นคนพิการ ไม่อาจเดินได้ ใครจะรู้ว่าคราวหน้าจะเป็นเรื่องอะไร?
เย่อวี๋หรานตกตะลึง จ้องมองเขาอยู่ครู่ใหญ่
นางเข้าใจว่าความทะเยอทะยานของเขาเป็นความต้องการสร้างกิจการสร้างเนื้อสร้างตัว ผู้ชายคนไหนก็ต้องการประสบความสำเร็จกันทั้งนั้น แต่สิ่งแรกที่เขาคิดถึงกลับเป็น ‘คนในครอบครัว’
นางควรพูดว่าการสั่งสอนในยามปกติของตนเองได้ผลเกินคาดดีไหม?
“ดี ข้าสนับสนุนเจ้า”
“ขอบคุณขอรับท่านแม่”
……
ถึงอย่างไรพรรคซานไห่ก็เป็นเรื่องระหว่างค่ายพรรค คนสกุลจูต้องการสอดมือเข้าไปหาได้ง่ายดายปานนั้น
โดยเฉพาะยามนี้ที่สถานการณ์ไม่ชัดเจน ไม่ทราบแน่ชัดว่าค่ายพรรคอื่นต้องการทำลายพรรคซานไห่ให้สิ้นซาก หรือเพียงต้องการลงโทษสั่งสอนเท่านั้น
สิ่งที่จูซานต้องทำเป็นอันดับแรกก็คือ สืบเรื่องนี้ให้แน่ชัด
“เป็นเจ้า?!” เสี่ยวเอ่อร์ตัวมองปราดเดียวก็จำได้ทันทีว่าผู้ชายที่มาเป็นใคร
เขาโกรธแค้นยิ่งนัก พุ่งเอาศีรษะเข้ามาชนท้องจูซาน
แต่เสี่ยวเอ่อร์ตัวจะตัวใหญ่สักเท่าไหร่เชียว จูซานจึงคว้าหลังคอเสื้อของเขาเอาไว้
“ปล่อยข้านะ! เจ้าคนชั่ว ปล่อยข้า…” เสี่ยวเอ่อร์ตัวร้องเสียงดังอย่างโมโห
“เสี่ยวเอ่อร์ตัว ข้าเอง พี่จูซาน”
“ข้ารู้ว่าเป็นเจ้า เจ้านั่นแหละที่เป็นต้นตอหายนะ ทำให้พรรคซานไห่ของพวกข้ากลายเป็นแบบนี้”
จูซานได้ยินเช่นนั้นก็ทราบว่าเสี่ยวเอ่อร์ตัวพูดถึงเรื่องอะไร เขารู้สึกหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก “ข้าไปทำอันใดพรรคซานไห่อย่างนั้นรึ? เสี่ยวเอ่อร์ตัว เจ้าเข้าใจอะไรผิดไปหรือเปล่า?”
“เข้าใจผิด? เข้าใจผิดอะไร? เจ้าอย่าคิดนะว่าข้าเป็นเด็กแล้วจะมาหลอกกันได้ ข้าไปถามมาแล้ว อาเฉินหาที่พักให้พวกเจ้าด้วยความหวังดี พวกเจ้ากลับสมคบคิดกับโจวเสวีย ใส่ร้ายเจ้าของบ้าน ทำให้อาเฉินต้องตาย ทำร้ายคนทั้งพรรคซานไห่…”
“เรื่องเหลวไหลอะไรกัน? เสี่ยวเอ่อร์ตัว เจ้าสงบสติอารมณ์ฟังข้าอธิบายก่อน” มีประสบการณ์คลุกคลีกับผู้ใหญ่ตัวน้อยอย่างต้าเป่ากับเอ้อร์เป่ามาแล้ว จูซานมองเสี่ยวเอ่อร์ตัวเป็นเด็กน้อยที่ไม่รู้ประสาด้วยความเคยตัว จึงพยายามอธิบายกับเขา
“ข้าไม่เชื่อ” เสี่ยวเอ่อร์ตัวได้ฟังเรื่องที่เกิดขึ้นแล้วก็ไม่เชื่อเลยสักนิด
“ทำไมถึงไม่เชื่อ? ข้ากับพรรคซานไห่ของพวกเจ้าไม่มีความแค้นต่อกัน แล้วจะไปทำร้ายพรรคซานไห่โดยไร้สาเหตุได้อย่างไร?”
“น้องชายเจ้าถูกผู้อาวุโสสวีรับเป็นศิษย์ปิดสำนักเชียวนะ”
“เจ้าคงไม่คิดว่านี่เป็นข้อแลกเปลี่ยนที่ทางโจวเสวียรับปากพวกข้ากระมัง?” จูซานลูบศีรษะของอีกฝ่าย
เสี่ยวเอ่อร์ตัวสะบัดศีรษะหนีอย่างขุ่นเคือง
จูซานจนปัญญา ได้แต่อธิบายต่อไปว่า “ข้าถามเจ้าหน่อย ก่อนที่ข้าจะมา ค่ายพรรคอย่างพวกเจ้าก็ขัดแย้งกับโจวเสวียอยู่แล้วไม่ใช่หรือ?”
หนนี้ เสี่ยวเอ่อร์ตัวไม่อาจปฏิเสธ
ถึงเขาจะอายุยังน้อย แต่ก็ได้ยินมาจากวงสนทนาของพวกผู้ใหญ่บ้าง จึงทราบว่าโจวเสวียกับค่ายพรรคมีความขัดแย้งกัน แต่นั่นเป็นเรื่องของผู้ใหญ่ เขาที่เป็นเด็กคนหนึ่งไม่ได้เก็บมาใส่ใจมากนัก
“แล้วอย่างไรเล่า? นั่นไม่ใช่เรื่องวันสองวันมานี้เสียหน่อย” เสี่ยวเอ่อร์ตัวพูด
“ก็เพราะไม่ใช่เรื่องที่เกิดวันสองวันมานี้ เรื่องนี้ย่อมจะเกิดขึ้นไม่ช้าก็เร็ว ไม่ว่าจะเป็นพวกข้าหรือว่าคนอื่น ย่อมต้องระเบิดออกมาในสักวัน แต่พวกข้าโชคไม่ดี เพิ่งมาถึงก็ต้องมาพบกับเรื่องแบบนี้” จูซานพูด “อีกอย่างเรื่องนี้ก็ไม่อาจโทษพวกข้าไปเสียทั้งหมด พวกข้าเดินทางไกลเพื่อมาร่ำเรียนหนังสือ อยากหาที่พัก แต่กลับต้องมาโดนใส่ร้ายว่าลักขโมยเงิน ทั้งยังคิดจะฆ่าพวกข้าปิดปากอีกต่างหาก เจ้าว่าพวกข้าจะทำอย่างไรได้?”
“พวกเจ้าเป็นฝ่ายใส่ร้ายคนตระกูลเฉินไม่ใช่รึ?” เสี่ยวเอ่อร์ตัวอึ้งไปแล้วถามขึ้นมา
“ไม่ใช่อยู่แล้ว ตอนนั้นข้าไม่อยู่ที่เรือน แต่ออกไปทำธุระข้างนอก ที่นั่นมีแค่แม่ข้ากับน้องชาย น้องเจ็ดของข้า เจ้าก็เคยเห็นแล้ว เป็นคนดีปานนั้น เขาจะขโมยเงินของคนอื่นได้อย่างไร? นั่นยังเป็นเงินตั้งร้อยตำลึงเชียวนะ ไม่ใช่เงินจำนวนน้อย ๆ ที่บ้านเกิดพวกข้า คนธรรมดาเก็บเล็กผสมน้อยหลายปียังไม่ได้เท่านั้น”
เสี่ยวเอ่อร์ตัวไม่พูดอะไร
เพราะเขาจำจูชีได้ ทราบว่าอีกฝ่ายเป็นพี่ชายที่ดีมากคนหนึ่ง ทั้งยังออกจะซื่อ ๆ
ติดตามตอนล่าสุดได้ที่ novelpdf.xyz
เทียบกับเขาแล้ว พี่ชายคนนี้ยังเหมือนเด็กกว่าเขาเสียอีก
ด้วยเหตุนี้เขาจึงไม่เข้าใจเลยว่าพี่ชายที่ดูแล้วไม่ได้ฉลาดอะไรนัก ทำไมถึงได้ไปเข้าตาผู้อาวุโสสวีที่ทรงบารมีในโจวเสวียท่านนั้น กลายเป็นศิษย์ปิดสำนักของอีกฝ่ายไปเสียได้?
ความไม่ชอบมาพากลในเรื่องนี้ ไม่พูดออกมาก็ยังดูออก
“ครอบครัวพวกข้าเดิมทีก็เป็นชาวนาชนบท เก็บหอมรอมริบมาอย่างยากลำบากค่อยส่งเสียเขาจนสอบเป็นซิ่วไฉได้ จะมีเงินมากมายเช่นนั้นได้อย่างไร คนตระกูลเฉินบังคับให้แม่ข้ากับน้องเจ็ดส่งมอบเงินออกไป เจ้าคิดว่าพวกเขาจะมีเงินให้เช่นนั้นหรือ?” จูซานถามชี้นำต่อไป
“ไม่มี…”
“นั่นก็ถูกแล้ว แม้แต่เจ้ายังรู้ว่าแม่ข้ากับน้องเจ็ดไม่มีเงินมากมายปานนั้น แต่คนตระกูลเฉินไม่เชื่อ พอไม่ได้เงินก็จะใช้กำลัง…” กล่าวถึงตรงนี้ จูซานก็ถอนหายใจออกมา “เฮ้อ…ในเมื่อเจ้าไปถามมาแล้วก็น่าจะรู้ว่าแม่ข้าเป็นอัมพาตต้องนอนอยู่บนเตียงสินะ? ก่อนหน้านี้แม่ข้าสุขภาพแข็งแรงจะตาย สุดท้ายกลับ…”
ครั้นคิดถึงท่านป้าที่ไม่ได้ใช้สายตาแปลก ๆ มองเขาผู้นั้น เสี่ยวเอ่อร์ตัวก็มีท่าทีอ่อนลง ถามอย่างเป็นห่วงว่า “จูต้าเหนียงเป็นอย่างไรบ้าง?”