ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 813 เตือนสติหลินซื่อ
บทที่ 813 เตือนสติหลินซื่อ
หรือจะเป็นเพราะครอบครัวพวกนางมีปัญญาชน?
ถ้าเปี้ยนชิวอิ่งถามออกมา หลินซื่อคงจะบอกนางอย่างภูมิใจว่า ‘ฮ่า ๆๆๆ…ไม่ใช่เพราะครอบครัวพวกข้ามีปัญญาชนหรอก แต่เป็นเพราะแม่สามีข้าต่างหาก นางบังคับให้พวกข้าเรียนรู้ตัวอักษร อ่านตำรา แต่พวกข้ารู้จักอักษรแค่ไม่กี่ตัวเท่านั้นแหละ อ่านหนังสือไม่ออกทุกตัวหรอก เวลาว่างก็จะให้พวกต้าเป่าช่วยอ่านให้ฟัง แต่เรื่องราวจากในตำราพวกนั้นน่าสนใจจริง ๆ…’
เพราะหลินซื่อปากไม่มีหูรูด เรื่องภายในของสกุลจูจึงถูกนางแพร่งพรายออกไปจนเกือบหมด
จูอู่รออยู่ในห้อง ปรากฏว่าภรรยาคนนี้บอกว่าจะไปส่งเปี้ยนชิวอิ่งกลับห้อง ออกไปนานแล้วก็ยังไม่กลับมา
จูอู่ยิ่งรอนานก็ยิ่งไม่พอใจ เมื่อนางกลับมาแล้วจึงระบายโทสะใส่นาง “ทำไมเจ้าเพิ่งกลับมา?”
หลินซื่อสะดุ้งตกใจ “ทำ ทำไมรึ? เจ้าจะล้างเท้าใช่ไหม ข้าจะไปตักน้ำมาให้”
นางนึกว่าตนเองไม่ได้ปรนนิบัติเขา ทำให้เขาโมโห จึงกระวีกระวาดออกไป
“กลับมานี่”
“ข้าจะไปตักน้ำล้างเท้าให้เจ้า” หลินซื่อยืนอยู่ที่เดิมอย่างร้อนตัว
นางรู้ว่าจูอู่ทำงานมาทั้งวัน เหน็ดเหนื่อยยิ่ง แต่วันนี้เป็นวันพิเศษนี่นา
“จัดการเรียบร้อยแล้ว?” เห็นนางมีท่าทางหวาดกลัว จูอู่เกรงว่าประเดี๋ยวจะถามไม่ได้ความ จึงสูดลมหายใจเข้าลึก พยายามอดทนอดกลั้น
“อืม เรียบร้อยแล้ว…” หลินซื่อกล่าว “ข้าจัดการให้นางพักที่ห้องเก็บของท้ายเรือนตามที่พวกเจ้าบอก แต่พวกเจ้าทำเกินไปแล้วนะ แม้แต่ซานเม่ยกับซื่อเม่ยก็ไม่ได้อยู่ที่นั่นแล้ว…”
“ตอนที่ซานเม่ยกับซื่อเม่ยเพิ่งมาก็พักอยู่ห้องนั้นเหมือนกันไม่ใช่รึ?” จูอู่ไม่คิดว่าเรื่องนี้จะมีปัญหาตรงไหน เขาอยากให้ ‘เปี้ยนชิวอิ่ง’ ผู้นี้รังเกียจว่าอยู่ที่นี่ลำบากเกินไปจนออกจากสกุลจูไว ๆ ใจจะขาด “น้องสาวแท้ ๆ ของเจ้ายังอยู่ได้ นางที่เป็นคนนอกคนหนึ่งกลับอยู่ไม่ได้? หรือเจ้าอยากให้น้องสาวเจ้าสลับห้องกับคนแซ่เปี้ยนผู้นั้น?”
ครั้นได้ยินว่าจะให้น้องสาวตนเองสลับห้อง หลินซื่อก็ไม่กล้าพูดแล้ว “โธ่เอ๊ย อะไรของเจ้า ข้าก็แค่พูดไปอย่างนั้น ทำไมต้องจริงจังแบบนี้ด้วย? เจ้าพูดถูก นางเป็นคนนอกคนหนึ่ง ซานเม่ยกับซื่อเม่ยเป็นน้องสาวแท้ ๆ ของข้า ก็ถือว่าเป็นน้องสาวของเจ้าเหมือนกัน จะให้น้องสาวตัวเองไปตกระกำลำบากแบบนั้นได้อย่างไร…”
พูดถึงตรงนี้ยังยิ้มอย่างประจบ กลัวว่าจูอู่จะไม่พอใจ
ช่วยไม่ได้ ใครใช้ให้สามีคนนี้ยามอยู่ต่อหน้าคนอื่นดูเหมือนเอาใจใส่นาง แต่พออยู่ตามลำพังกลับชอบ ‘จัดการ’ นางกันเล่า?
ไม่ง่ายเลยกว่านางจะได้มีชีวิตสงบสุขเหมือนตอนนี้ ย่อมไม่อยากทำให้เขาโมโห
“เจ้าก็รู้ ยังจะพูดแบบนี้อีก?” สีหน้าจูอู่แลดูอ่อนโยนขึ้นบ้าง แต่น้ำเสียงยังไม่ดีนัก “ต่อไปนี้เวลาพูดอะไรก็หัดระวังไว้บ้าง ใครคือคนนอก ใครคือคนกันเอง แยกแยะให้ชัดเจน ไม่รู้ตื้นลึกหนาบางก็หน้าระรื่นเข้าไปหานางแบบนั้น คนที่รู้เรื่องยังเข้าใจว่าเจ้าไปตีสนิทเพื่อล้วงความลับของนาง คนที่ไม่รู้เรื่องคงเข้าใจว่าเจ้าโง่งม ถูกคนขายแล้วยังไปช่วยเขานับเงินอีก…”
หลินซื่อฟังจนใจสะท้าน ที่แท้สามีของนางเข้าใจว่านางไปล้วงความลับ คุณพระคุณเจ้าช่วย นางไปตีสนิทเป็นเรื่องจริง แต่ไม่ได้คิดถึงเรื่อง ‘ล้วงความลับ’ เลยน่ะสิ
จูอู่ยังพูดอะไรอีก ยกยอนางเสียเลิศลอย
หลินซื่อไม่กล้าโต้แย้ง ได้แต่ยิ้มขณะตอบรับ ‘ใช่’ ไปเสียทุกคำ
จูอู่ใช้หางตาสังเกตนางพลางลอบแค่นหัวเราะในใจ ‘โง่เขลาสิ้นดี ข้าคงตาบอดไปแล้วถึงได้ไปต้องตาเจ้า ยังดีที่เชื่อฟังอยู่บ้าง ไม่อย่างนั้นข้าคง…’
ยกยอจบแล้ว จูอู่ก็วกกลับมาถามว่าวันนี้หลินซื่อคุยอะไรกับอีกฝ่ายไปบ้าง
หลินซื่อเคร่งเครียดขึ้นมา เพราะนางเพิ่งตระหนักว่าตนเองไม่ได้ถามเปี้ยนชิวอิ่งเลยสักนิด มีแต่เปี้ยนชิวอิ่งที่ถามนาง
เหงื่อเย็นซึมออกมาเต็มหลัง ทั้งยังต้องพยายามเค้นสมองเพื่อพูดให้ดูเข้าท่า
โชคดีที่พี่สะใภ้สี่ถามคำถามไปบ้าง ไม่อย่างนั้นข้าคงแย่แล้ว!
ไม่ง่ายเลยกว่าจะกลบเกลื่อนจูอู่ได้ (หลินซื่อเข้าใจว่าอย่างนั้น) ขณะที่หลินซื่อหันหลังเดินออกไปตักน้ำสำหรับล้างเท้าให้เขาก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก แต่เรื่องนี้นับว่าได้เคาะเตือนสตินางแล้ว
ต่อไปเวลาตีสนิทเปี้ยนชิวอิ่งจะต้องล้วงข้อมูลมาด้วย อย่าได้ถูกคนอื่น ‘ขาย’ เข้าจริง ๆ
จูอู่หรี่ตาขณะมองหลินซื่อเดินออกไปจากห้อง
เย่อวี๋หรานที่อยู่ไกลออกไปหาได้รู้ไม่ว่าที่บ้านมีเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้น
แม้นางจะจำเรื่องคนสวนดอกไม้ได้ ทั้งยังเคยพูดไว้ว่าหากมีเรื่องอะไรให้มาหานางที่หมู่บ้านสกุลจู แต่คงไม่ได้คาดคิดเอาไว้ว่าจะเป็นเรื่องเช่นนี้
หากรู้แต่แรก เกรงว่าคงไม่พูดเช่นนั้นออกไปแล้ว
เมื่อมีเก้าอี้รถเข็นก็สะดวกขึ้นมาก บางครั้งยังสามารถขอให้คนอื่นช่วยเข็นรถเข็นพานางออกไปชมดูภายในสวน
ถ้าต้องการออกไปข้างนอกก็ต้องนั่งรถม้า
ตอนที่แข้งขายังปกติดีนั้น เย่อวี๋หรานยังไม่รู้สึกอะไร รอจนถึงตอนที่แข้งขาไม่สะดวก นางค่อยตระหนักได้ว่าตนเองประเมินถนนหนทางในยุคโบราณไว้สูงส่งเกินไปแล้ว
ในยุคสมัยที่นางเกิดมีคำกล่าวว่า ‘ความเจริญเริ่มจากการสร้างถนน’
แต่นี่คือยุคโบราณ แม้จะเป็นเมืองเอกของมณฑลอย่างเมืองผู่โซ่ว แต่ถนนในเมืองก็ไม่ได้ดีเท่าที่นางคิด คิดจะเข็นรถเข็นออกไปข้างนอก ย่อมเป็นเรื่องยากอย่างเห็นได้ชัด
ประการแรกพื้นถนนไม่ใช่พื้นดินที่เรียบเสมอกัน แต่ปูด้วยแผ่นหินแผ่นแล้วแผ่นเล่า
ถ้าเป็นแผ่นหินขนาดใหญ่ก็พอจะปูให้เรียบเสมอกันได้บ้าง แต่ถ้าเป็นแผ่นเล็กหรือปูได้ไม่สนิทกันนัก คิดจะเข็นรถเข็นออกไปก็ยากแล้ว
ยิ่งไปกว่านั้น เนื่องจากวิทยาการยังไม่ก้าวหน้า รถเข็นของยุคสมัยนี้ยังไม่มีฟันเฟืองที่ซับซ้อนมากนัก จึงไม่ได้ช่วยทุ่นแรงในการเข็นสักเท่าไหร่
ด้วยเหตุนี้ หากคิดจะเข็นนางออกไป จำเป็นต้องให้ผู้ชายที่มีแรงมากมาช่วยเข็น
ประการรองลงมา นอกจากถนนที่ปูด้วยแผ่นหิน บางช่วงยังเป็นถนนลูกรัง
ถนนลูกรังดังกล่าวก็คือทางที่ไม่ได้ปูด้วยแผ่นหิน เพียงทำหน้าดินให้เรียบจนสามารถสัญจรไปมาได้ เรียกอีกอย่างว่า ‘ถนนแบบปฐมภูมิ’
เพื่ออำนวยความสะดวกให้ตนเอง เย่อวี๋หรานอดจะคิดขึ้นมาไม่ได้ว่า ‘ข้าควรสร้างถนนก่อนหรือเปล่านะ?’
แต่ตอนนี้มีเรื่องสำคัญกว่าที่ต้องรีบจัดการ นั่นก็คือเงินที่พวกตนพกมาด้วยได้ใช้หมดไปแล้ว ถ้าไม่ได้พักในเรือนเยี่ยนเหออัน คงประคองรายจ่ายไม่ไหวไปนานแล้ว
ใบค้างชำระค่ายาของหมอไป๋หลี่น้อยก็เพิ่มมาหลายใบ รวมทั้งหมดนั้นคงนับพันตำลึงได้แล้ว
เย่อวี๋หรานประเมินกิจการของที่บ้านก็พบว่าด้วยการจัดการในปัจจุบัน ถ้าคิดจะชำระหนี้ก้อนนี้ให้หมดจดก็จะเป็นการเพิ่มภาระให้ครอบครัว
ภาระค่าใช้จ่ายของครอบครัวมีมาก นางไม่ปรารถนาจะลดระดับคุณภาพชีวิตในปัจจุบันของตนเอง
ไตร่ตรองไปมา นางก็เรียกจูซานเข้ามาหา “เจ้าสาม เจ้ามาที่เมืองผู่โซ่วได้สักพักแล้ว พอจะเห็นโอกาสเพิ่มรายรับของพวกเราบ้างไหม?”
ติดตามตอนล่าสุดได้ที่ novelpdf.xyz
จูซานไม่ประหลาดใจที่มารดาของตนถามถึงเรื่องนี้ เขาทราบดีว่าช่วงนี้ใช้จ่ายเงินไปมาก
“โอกาสมีขอรับ แต่เสี่ยงค่อนข้างสูง” จูซานลังเลเล็กน้อย จากนั้นก็เล่าเรื่องของพรรคซานไห่ที่เขาสืบทราบมาให้เย่อวี๋หรานฟัง
ที่แท้ เรื่องของตระกูลเฉินส่งผลกระทบใหญ่หลวงต่อค่ายพรรคต่าง ๆ ในเมืองผู่โซ่ว
ไม่ว่าจะเพื่อระบายโทสะ หรือเพื่อชดเชยความเสียหายของฝ่ายตนเอง ค่ายพรรคล้วนไปเอาเรื่องกับพรรคซานไห่
คราวนี้ พรรคซานไห่อนาถทีเดียว…