ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 820 ขอบคุณที่อุดหนุน
บทที่ 820 ขอบคุณที่อุดหนุน
กิจการรถลากของพรรคซานไห่เปิดดำเนินการเป็นวันแรก สิ่งที่ได้รับความนิยมกลับไม่ใช่รถลาก แต่เป็นตั๋ว ‘ขอบคุณที่อุดหนุน’ ทั้งสิบใบนั้น
จูซานไม่รู้เหมือนกันว่าเรื่องนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร ตอนแรกเขาไม่ได้คิดถึงเรื่องจับฉลากด้วยซ้ำ แต่มารดาพูดขึ้นมาว่า “หากกิจกรรมส่งเสริมการขายไม่มีการจับรางวัลสร้างความคึกคักสักหน่อย นั่นจะเรียกว่ากิจกรรมส่งเสริมการขายได้อย่างไร? จัดให้มีการจับรางวัลเถอะ”
จากนั้นมารดาก็เคาะเรื่อง ‘รางวัลปลอบใจ’ และ ‘ตั๋วขอบคุณที่อุดหนุน’ มาให้ ที่เหลือยกให้เขากับอู๋เจียงไปจัดการ
“ท่านแม่ รางวัลปลอบใจมากมายเช่นนี้ ท่านไม่กลัวว่าพวกเราจะขาดทุนหรือขอรับ?” รางวัลปลอบใจเหล่านี้เป็นตั๋วนั่งรถลากหนึ่งเที่ยวโดยไม่คิดเงิน คนในเมืองผู่โซ่วมีมากมาย สารถีลากรถต้องวิ่งนานแค่ไหนกว่าจะไปได้ไกลขนาดนั้น?
เย่อวี๋หรานมองเขาแล้วกล่าวว่า “เรื่องแรกที่พวกเจ้าต้องทำตอนเปิดกิจการรถลากคืออะไร?”
“หาเงิน”
“ไร้สาระ มีใครทำเงินได้ทันทีตั้งแต่เริ่มต้นกิจการกันบ้าง?”
จูซานคลำจมูกป้อย ๆ “ท่านแม่ ท่านบอกมาเถอะขอรับว่าเรื่องแรกที่พวกข้าควรทำคืออะไร?”
“เป็นเจ้าถามข้าหรือข้าถามเจ้ากันแน่?”
“ท่านถาม ท่านถาม…” จูซานรู้สึกว่าแม้มารดาจะเดินไม่ได้ แต่บารมีก็ไม่ได้ลดน้อยลงไปกว่าเดิม
ห่างออกไปไม่ไกล จูชีที่กำลังกอดตำราอยู่ตรงนั้นลอบหัวเราะ: ฮ่า ๆๆๆ…ท่าทางพี่สามถูกท่านแม่ ‘กลั่นแกล้ง’ ช่างตลกจริง ๆ!
ทันใดนั้นก็ไม่อยากให้มารดากลับไปเลย ถ้าหลังจากจัดการเรื่องกิจการรถลากเสร็จแล้ว ท่านแม่รั้งอยู่ที่นี่ก็ดีน่ะสิ
เย่อวี๋หรานถามต่อ “แล้วเจ้าคิดว่า ถ้าอยากทำเงินได้จำเป็นต้องทำสิ่งใดเป็นอันดับแรก?”
“สิ่งของ แล้วก็คน คนอื่นเต็มใจจ่ายเงินขอรับ”
“พูดง่าย ๆ ก็คือมีคนหมุนเวียนมาไม่ขาดสาย ตราบใดที่มีลูกค้า มีคนเต็มใจจ่ายเงิน เจ้าก็จะสามารถหาเงินได้ ถ้าอย่างนั้นข้าถามเจ้าหน่อย คนเหล่านั้นมาได้อย่างไร?”
“การบอกปากต่อปากขอรับ” จูซานตอบ “ก็เหมือนก๋วยเตี๋ยวมันเทศของพวกเรา ขอเพียงทำได้อร่อย ลูกค้าย่อมจะมาหาเอง คนอื่นก็เต็มใจมากินอาหารที่ร้านพวกเรา”
“ตอนเพิ่งเปิดร้าน การบอกปากต่อปากจะเกิดขึ้นได้อย่างไรถ้าไม่มีใครรู้จักร้านของเจ้า” เย่อวี๋หรานกล่าว “ดังนั้นตอนเริ่มแรก สิ่งสำคัญที่สุดไม่ใช่การบอกปากต่อปาก ทั้งไม่ใช่สินค้า แต่เป็นการประชาสัมพันธ์ให้รู้โดยทั่วกัน ทำให้คนทั้งหลายรู้จักว่ามีร้านของเจ้าอยู่ด้วย รู้ว่าเจ้าทำอะไร”
นางถามจูซานว่าพวกเขาเต็มใจใช้เงินเท่าไหร่ในการประชาสัมพันธ์ทำให้คนอื่นรับรู้ว่าพรรคซานไห่ผันตัวมาทำกิจการรถลาก รวมถึงทำให้ทราบว่ารถลากนั้นเป็นอย่างไร?
แทนที่จะล้วงเงินออกมาจากกระเป๋าตนเอง มิสู้ทำการค้าที่ไม่ต้องใช้เงิน
ยกตัวอย่างเช่นตั๋วนั่งรถลากโดยไม่คิดเงิน ถึงอย่างไรเจ้าก็ต้องทำการค้านี้อยู่แล้ว ยอมสิ้นเปลืองแรงสักหน่อย ทำให้คนได้สัมผัสความสะดวกจากการนั่งรถลากของเจ้า บ่มเพาะความเคยชิน ต่อไปเมื่อต้องการ ‘ความสะดวก’ เช่นนี้อีกครั้งก็ย่อมจะคิดถึงรถลากของพวกเจ้าเองไม่ใช่หรือ?
ส่วนตั๋ว ‘ขอบคุณที่อุดหนุน’ เป็นเพราะมารดากลัวว่ามีคนจับไม่ได้รางวัลแล้วจะไม่พอใจ มาก่อความวุ่นวาย จึงคิดวิธีประนีประนอมเช่นนี้ขึ้นมา
อย่างไรเสียเยี่ยนเหออันกับจูชีก็ต้องฝึกคัดพู่กันและวาดภาพอยู่แล้ว เช่นนั้นก็ฝึกฝนโดยใช้แผ่นกระดาษใบเล็ก ๆ เลือกใบที่ดูดีออกมาสิบใบ นำมาใช้สำหรับจับรางวัลเสียเลย
“ต่อให้มีคนพูดอะไร พวกเราก็มีคำอธิบายว่าตั๋ว ‘ขอบคุณที่อุดหนุน’ นี้ไม่ได้ไร้คุณค่า แต่ท่านไม่รู้จักคุณค่าของมันเองต่างหาก”
แต่คิดไม่ถึงว่าคนที่รู้จักคุณค่าของของสิ่งนี้จะมีมากกว่าที่คิดไว้
ตั๋ว ‘ขอบคุณที่อุดหนุน’ ราคาดีดไปถึงสิบตำลึง ถึงขั้นมีคนยอมจ่ายเงินเพื่อซื้อตั๋วทั้งสิบใบให้ครบชุดในราคาสูง
ตอนที่มีคนมาถามกับเยี่ยนเหออัน เยี่ยนเหออันเองก็ยังงุนงง “ขอลายมือข้า?”
“ไม่ได้ขอลายมือ แต่เป็นตั๋ว ‘ขอบคุณที่อุดหนุน’ ต่างหาก ท่านมีอันที่เป็นแบบร่างอยู่หรือไม่ ขอให้ข้าสักใบเถอะ”
เยี่ยนเหออันหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก กล่าวว่า “ท่านหมายถึงอันนั้นเองหรอกหรือ…ของแบบนั้นข้ามีแบบร่างเสียที่ไหน นั่นข้าเขียนทันทีหลังจากที่ตัดกระดาษเสร็จแล้ว”
“หา?” คนผู้นั้นตกใจ “ไม่มีเกินมาสักใบเลยหรือ? ท่านไม่รู้หรือว่ากระดาษใบเล็ก ๆ นั่นราคาดีดไปถึงใบละสิบตำลึงแล้ว…แน่นอน ก็แค่สิบตำลึง ข้าไม่ได้ขาดเงิน แต่ข้าขาดแคลน ‘ของสะสม’ ต่างหาก”
เยี่ยนเหออันจนปัญญา “ตอนนั้นพอเขียนเสร็จ จูต้าเหนียงก็ถือจากไป สุดท้ายนางเลือกไปกี่ใบ ข้าก็ไม่รู้แล้ว”
“หรือก็หมายความว่าจูต้าเหนียงยังมีอยู่? ท่านช่วยไปขอจากนางให้หน่อยได้หรือไม่?” เขาลูบไม้ลูบมือ ยิ้มประจบ “เฮะเฮะ! ไม่ได้ต้องการเยอะ แค่ไม่กี่ใบก็พอแล้ว ข้าจะได้เอาไปอวดคนอื่นเขาบ้าง”
“เรื่องนี้…ข้าต้องไปถามจูต้าเหนียงดูก่อนว่านางยังมีเก็บไว้บ้างหรือไม่” เยี่ยนเหออันไม่กล้ารับประกัน เขากล่าวว่า “ตอนที่ทำเสร็จ ใครก็ไม่ได้เก็บมาใส่ใจ ทั้งยังเป็นสิ่งของเล็ก ๆ แบบนั้น ยังเก็บไว้หรือเปล่าก็ยังไม่รู้”
“นี่เพิ่งผ่านมาเท่าไหร่เอง ต้องเก็บไว้อยู่แล้วสิ” คนผู้นั้นรีบกล่าว “วันนี้ท่านกลับไปแล้วก็ช่วยถามให้ข้าหน่อยเถอะ วันรุ่งขึ้นข้าค่อยมาหาท่านอีกที ท่านค่อยบอกข้า เรื่องนี้ตกลงกันตามนี้”
คนผู้นั้นเพิ่งจากไป อวี๋จิ้งฉีก็เดินเข้ามาหา
เขามีท่าทางตื่นเต้น เดินเข้ามาได้ก็ถามขึ้นว่า “สหายเยี่ยน ตั๋ว ‘ขอบคุณที่อุดหนุน’ …”
ไม่รอให้เขาพูดจบ เยี่ยนเหออันก็กล่าวขึ้นมา “เจ้าอยากได้เหมือนกัน?”
“เจ้ารู้ได้อย่างไร?! สหายเยี่ยน เจ้าสมกับที่เป็นพยาธิในท้องข้าจริง ๆ ข้าคิดอะไรอยู่ก็ยังรู้”
“หยุดเลย อย่าพูดเช่นนั้น เมื่อครู่นี้คนผู้หนึ่งเพิ่งมาหาข้า เขาพูดเรื่องตั๋ว ‘ขอบคุณที่อุดหนุน’ เหมือนเจ้านั่นแหละ”
อวี๋จิ้งฉีตะลึง “ไม่เอาน่า สหายเยี่ยน เจ้ารับปากไปแล้ว?! ไฉนเจ้าไม่รอข้า? ข้ากับเจ้าเป็นสหายกันนะ เจ้าเอาของดีไปให้คนอื่นได้อย่างไรกัน? เจ้ารู้ไหมว่าข้าเพิ่งเดิมพันกับพวกเขาว่าข้าจะต้องได้ของมาแน่นอน ไม่อย่างนั้นข้าก็คือลูกสุนัข…สหายเยี่ยน เจ้าคงไม่อยากให้ข้าแพ้หรอกใช่ไหม?”
“ทำไมเจ้าถึงได้น่าเบื่อเช่นนี้ ถึงกับไปเดิมพันเรื่องพวกนี้กับคนอื่น?”
“นั่นไม่เรียกว่าน่าเบื่อ แต่เรียกว่า ‘ชีวิต’ ต่างหาก ตอนยังมีชีวิตก็ต้องหาเรื่องสนุกทำสักหน่อยสิ” อวี๋จิ้งฉีเดินเข้ามาเอาไหล่กระทบไหล่เขา “ข้าพูดจริงนะ เจ้ายกให้ข้าได้ไหม? ข้าบอกคนอื่นไปแล้วจริง ๆ เจ้าจะปล่อยให้ข้าแพ้ไม่ได้นะ ไม่อย่างนั้นข้าต้องเลียนแบบท่าทางเห่าของสุนัขต่อหน้าทุกคน เจ้าคิดดู ถ้าข้าทำอย่างนั้น หลังจากนั้นพวกเขาจะต้องตั้งฉายาให้ข้าแน่นอน อย่าง ‘อวี๋สามเห่า’ ‘สุนัขอวี๋’ ‘อวี๋โฮ่ง’ อะไรแบบนี้ แค่คิดก็น่ากลัวแล้ว…”
“ในเมื่อเจ้ากลัว แล้วทำไมยังไปเดิมพันกับคนอื่นอีก?”
“ก็ข้าคิดว่าด้วยความสัมพันธ์ของพวกเรา เจ้าจะต้องเก็บเอาไว้ให้ข้าน่ะสิ ไฉนเลยจะรู้ว่าเจ้ารับปากคนอื่นไปแล้ว?” อวี๋จิ้งฉีตีหน้าเศร้า “สหายเยี่ยน ช่วยข้าเถอะ!”
“ข้าก็อยากช่วยเจ้าอยู่หรอก แต่ตั๋ว ‘ขอบคุณที่อุดหนุน’ เอาไปแจกแล้ว หรือจะให้ข้าไปทวงกลับมาให้เจ้า? ข้าไปทวงคืนกับเจ้าไปขอเอาจากคนอื่น แตกต่างกันตรงไหน?”
อวี๋จิ้งฉีย่อมรู้อยู่แล้ว ไปทวงสิ่งของคืนมา เรื่องนี้ไม่ค่อยเหมาะสม
ยังไม่กล่าวถึงว่าเขาจะทวงกลับมาได้หรือไม่ ถ้าเขากล้าอ้างบิดาไปทวงของสิ่งนี้ พอกลับมาบิดาจะต้องตีขาสุนัขของเขาหักแน่
อวี๋จิ้งฉียอมถอยให้ก้าวหนึ่ง เขากล่าวว่า “ไม่มีเหลือเก็บไว้บ้างเลยรึ? แบบร่างก็ได้”
“นี่ต้องถามจูต้าเหนียง ของทั้งหมดอยู่ที่นาง”
อวี๋จิ้งฉีได้ยินเช่นนั้นก็พูดขึ้นทันที “ตกลง ข้าไปกับเจ้าด้วย เจ้าหมอนั่นเลิกเรียนแล้วใช่ไหม? ข้าจะรอเขาอยู่ที่นี่”