ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 821 มาขอถึงที่
บทที่ 821 มาขอถึงที่
เยี่ยนเหออันปรายตามองอวี๋จิ้งฉีอย่างหมดคำจะพูด
แม้แต่ชื่อของจูชีก็ยังไม่เต็มใจเรียก เอาแต่เรียกว่า ‘เจ้าหมอนั่น’ ยังมีหน้าจะไปขอสิ่งของที่เรือนคนเขาอีก?
ไม่รู้ว่าอวี๋จิ้งฉีผู้นี้คิดอันใดอยู่
แต่จูชีดันเป็นคนสมองช้า ไม่รู้เลยสักนิดว่าอวี๋จิ้งฉีไม่ชอบตนเอง เมื่อเรียนกับผู้อาวุโสสวีเสร็จแล้วมาเห็นอวี๋จิ้งฉีอยู่ด้วยกันกับเยี่ยนเหออันก็ยังทักทายอวี๋จิ้งฉีอย่างดีใจ
“สหายอวี๋ ทำไมวันนี้เจ้าถึงมีเวลาว่างมาที่นี่ได้?”
อวี๋จิ้งฉีกลอกตา “มีวันไหนที่ข้าไม่มาด้วยหรือ?”
“หา? เจ้ามาทุกวัน? ทำไมข้าไม่เคยได้เจอเจ้าเลย?” จูชีประหลาดใจ
เนื่องจากเขากราบผู้อาวุโสสวีเป็นอาจารย์ ผู้อาวุโสสวีพบว่าลักษณะการเรียนของเขาต่างจากคนอื่น ถึงจะอยู่ในห้องเรียนต่อไปก็เสียเวลาเปล่า จึงตัดสินใจบอกเขาว่าไม่ต้องมาเรียนร่วมกับคนอื่นแล้ว แต่ให้ไปเรียนเป็นการส่วนตัวกับผู้อาวุโสสวีแทน
วิชาดนตรีกับขี่ม้า ผู้อาวุโสสวียังให้เขาไปเรียนอยู่ แต่วิชาพื้นฐานให้มาเรียนกับผู้อาวุโสสวี
“เฮอะเฮอะ!” อวี๋จิ้งฉีไม่แม้แต่จะตอบ
เขาไม่บอกหรอกว่าเขาไปถามตารางเรียนของจูชีมาแล้ว จึงจงใจมาตอนที่อีกฝ่ายไม่อยู่
เขาต้องการผูกมิตรกับเยี่ยนเหออัน แต่ไม่อยากยุ่งกับเจ้า ‘นกสองหัว’ คนนี้ ถ้าเลี่ยงได้ ดีที่สุดก็อย่าได้มาเจอกันเลย
จูชีไม่ได้คิดอะไรมาก ยังเข้าใจว่าคำพูดตัวเองทำให้อีกฝ่ายไม่พอใจจึงกล่าวขออภัยอย่างจริงใจ “ขอโทษ ข้าไม่ควรพูดอย่างนั้น เจ้ากับเยี่ยนเหออันเป็นสหายกัน อยากมาตอนไหนก็ย่อมได้ทั้งนั้น ข้าก็ดีใจเหมือนกันที่ได้เจอเจ้าที่นี่”
เยี่ยนเหออันไม่ได้สอดมือเข้ามายุ่งเรื่องระหว่างคนทั้งสอง
ก่อนหน้านี้ใช่ว่าเขาจะไม่เคยสอดมือ แต่ยิ่งเขาเข้ามายุ่ง อวี๋จิ้งฉีกลับยิ่งคิดว่าเขาถูกจูชี ‘หลอกลวง’ และยิ่งสะท้อนใจว่าจูชีมีอุบายลึกล้ำ
ภายหลังด้วยความจนปัญญา เยี่ยนเหออันจึงได้แต่ปล่อยเลยตามเลย ไม่เข้ามายุ่งอีก
จูชีเป็นคนเช่นไร เมื่อเวลาผ่านไป อวี๋จิ้งฉีย่อมจะเข้าใจเอง
อวี๋จิ้งฉีตีหน้าเย็นชา แต่จูชีดูไม่ออกเลยสักนิด ควรพูดอันใดก็พูด ควรทำอันใดก็ทำ ไม่ตกหล่นไปแม้แต่อย่างเดียว
เยี่ยนเหออันเห็นท่าทางอัดอั้นของอวี๋จิ้งฉีแล้วก็รู้สึกว่าน่าขำ
“จิ้งฉี ต่อไปถ้าว่าง เจ้าก็มาบ่อย ๆ สิ” เยี่ยนเหออันกล่าว
อวี๋จิ้งฉีกลอกตา “โมโหจะตายอยู่แล้ว ข้าไม่มาหรอก”
“ฮึ ๆๆ…” เยี่ยนเหออันหัวเราะเบา ๆ
จูชีไม่เข้าใจ “ทำไมข้าฟังไม่เห็นเข้าใจเลย? สหายอวี๋ เจ้าโมโหเรื่องอะไร?”
“โมโหเจ้า ไม่รู้เรอะ?”
จูชีส่ายศีรษะอย่างสัตย์ซื่อ “ไม่รู้ เจ้าโมโหข้าทำไม คงไม่…ไม่ได้กำลังโมโหเรื่องเมื่อครู่นี้กระมัง? ข้าก็ขอโทษไปแล้วนี่นา? สหายอวี๋ดูไม่เหมือนคนใจแคบเสียหน่อย…”
คราวนี้ เยี่ยนเหออันหัวเราะเสียงดังลั่น “ฮ่า ๆๆๆ…”
อวี๋จิ้งฉี “…”
ถ้าไม่เห็นแก่ตั๋ว ‘ขอบคุณที่อุดหนุน’ ข้าคงไม่สนใจเจ้าแล้ว
เมื่อรถม้ามาถึงหน้าประตูเรือนหลิ่วหลงจิ้ง อาเย่ผู้เป็นสารถีก็บอกต่อคนเฝ้าประตูว่า “รายงานป้าเฉินด้วยว่าวันนี้ที่เรือนมีแขกมาคนหนึ่ง แซ่อวี๋ จะอยู่กินข้าวด้วยกัน”
“ขอรับ ข้าน้อยจะไปรายงานเดี๋ยวนี้”
คนเฝ้าประตูขานรับ จากนั้นก็บอกต่อคนในเรือน
คนในเรือนส่งต่อข้อความให้คนที่มีหน้าที่จัดการธุระเบ็ดเตล็ด ส่งต่อข้อความให้ป้าเฉินอีกทอดหนึ่ง
อีกด้านหนึ่ง ซุ่ยเอ๋อทราบข่าวแล้วก็มารายงานเย่อวี๋หราน “จูต้าเหนียง คนเฝ้าประตูแจ้งว่าวันนี้ในจวนมีแขกแซ่อวี๋มาท่านหนึ่งเจ้าค่ะ จะอยู่กินข้าวด้วยกัน”
เย่อวี๋หรานถาม “ต้องแยกกันกินข้าวไหม?”
หมายความว่า นางต้องแยกมารับประทานตามลำพังหรือไม่?
“ไม่ทราบเจ้าค่ะ ประเดี๋ยวดูว่ารถม้าหยุดอยู่ตรงไหนก็จะทราบเอง”
ผ่านไปครู่หนึ่งก็มีคนมาแจ้งว่า รถม้าตรงมาทางเรือนรับรอง
ซุ่ยเอ๋อกล่าวว่า “เห็นทีคงต้องตั้งโต๊ะอาหารทางนี้แล้วเจ้าค่ะ”
“ตกลง เจ้าไปจัดการเถอะ”
……
ได้ยินว่าครอบครัวของจูชีพักอยู่กับเยี่ยนเหออัน อวี๋จิ้งฉีก็รู้สึกอิจฉาอยู่บ้าง จงใจพูดว่า “รู้จักแต่เอาเปรียบคนอื่น”
จูชีกำลังคุยกับเยี่ยนเหออันเรื่องตำราใหม่ที่เพิ่งซื้อมาวันนี้อย่างเพลิดเพลินจึงได้ยินไม่ชัด “อะไรนะ? จิ้งฉี เจ้าว่าอะไรนะ?”
“ไม่มีอะไร” อวี๋จิ้งฉีมีสีหน้าไร้อารมณ์ “คนบางคนก็หน้าหนา อยู่ในเรือนคนอื่นมานานปานนี้ กระทั่งค่าเช่าก็ยังไม่จ่าย”
“ใครหรือ?”
“รู้แล้วยังมาถาม”
จูชีไม่เข้าใจ “เหออัน จิ้งฉีหมายถึงใครกัน ข้ารู้จักไหม?”
เยี่ยนเหออันฟังเข้าใจแล้วก็รู้สึกว่าน่าขัน จึงกล่าวว่า “เจ้าไม่ต้องไปสนใจเขา เขาชอบพูดอะไรที่เจ้าฟังไม่เข้าใจ เจ้าก็รู้อยู่แล้วนี่นา?”
“งั้นก็ได้” จูชีถอดใจ กลับไปคุยเรื่องตำรากับเยี่ยนเหออันต่อ
อวี๋จิ้งฉี “…”
พวกเจ้าปล่อยให้ข้าทำสงครามเย็นอยู่ฝ่ายเดียว?!
เกินไป! ทำกันเกินไปแล้ว!
ทันใดนั้นก็รู้สึกว่าสองคนที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ขวางหูขวางตายิ่ง
อวี๋จิ้งฉียังไม่ทันได้ทำอะไร รถม้าก็หยุดลง อาโม่กระโดดลงจากรถม้า หยิบตั่งมาวางเตรียมพร้อมเอาไว้
อวี๋จิ้งฉีไม่อาจทำอะไรได้ ได้แต่ปล่อยวางก่อนชั่วคราว
เมื่อลงมาจากรถม้า อวี๋จิ้งฉีก็ได้พบ ‘จูต้าเหนียง’ ในคำร่ำลือผู้นั้น
บอกว่าเป็นคำร่ำลือ แต่กลับไม่ใช่คำลือทำนองว่า ‘จูต้าเหนียง’ ร้ายกาจปานไหน แต่เป็นเรื่องที่ครอบครัวของนางเป็นผู้เคราะห์ร้ายในคดีตระกูลเฉิน…จนถึงตอนนี้จูต้าเหนียงยังคงต้องนอนอยู่บนเตียง ไม่อาจลงมาเดินได้
คดีตระกูลเฉินเป็นชนวนความขัดแย้งระหว่างค่ายพรรคกับโจวเสวีย เท่ากับว่าคนสกุลจูเป็นชนวนความขัดแย้งระหว่างค่ายพรรคกับโจวเสวียด้วยเช่นกัน
แต่ที่ประหลาดกว่านั้นก็คือ คนสกุลจูมีส่วนทำให้พรรคซานไห่ตกที่นั่งลำบากแท้ ๆ แต่อู๋เจียงหัวหน้าพรรคซานไห่กลับจับมือกับคนสกุลจูเปิดกิจการรถลากด้วยกัน?!
จูต้าเหนียงที่แท้ก็มีหน้าตาเช่นนี้?
ในความคิดของอวี๋จิ้งฉี จูต้าเหนียงที่ทำใครต่อใครเห็นอกเห็นใจผู้นั้นน่าจะหน้าตาอมทุกข์ ท่าทางน่าสงสาร
แต่คนตรงหน้ากลับมีหน้าตาเมตตาปรานี ดูไปแล้วเป็นท่านป้าที่ดูอ่อนวัยผู้หนึ่ง นี่ก็คือ ‘จูต้าเหนียง’ ผู้นั้น?!
นางน่าจะน่าสงสารกว่านี้ไม่ใช่หรือ?
นอกจากนั่งอยู่บนเก้าอี้พิเศษเฉพาะ อวี๋จิ้งฉีก็ดูไม่ออกเลยว่านางเกี่ยวข้องอย่างไรกับ ‘จูต้าเหนียง’ ที่ใครต่อใครกล่าวถึงกัน
“จูต้าเหนียง ขอแนะนำให้ท่านรู้จัก คนผู้นี้คือสหายร่วมสำนักของข้ากับซุ่นเต๋อ” เยี่ยนเหออันแนะนำคนทั้งสองให้รู้จักกัน
“ที่แท้ก็คือคุณชายอวี๋” เย่อวี๋หรานยิ้มกล่าว “สวัสดี ยินดีต้อนรับ รีบเข้ามาเถอะ”
แล้วหันไปบอกให้ซุ่ยเอ๋อยกน้ำชามารับแขก
“เจ้าค่ะ” ซุ่ยเอ๋อขานรับแล้วหมุนกายจากไป
การตกแต่งภายในเรือนค่อนข้างเรียบง่าย อวี๋จิ้งฉีมองออกว่าถึงจะไม่มีของล้ำค่าอันใด แต่เด่นที่ความเรียบง่ายสง่างาม
เขาไม่แน่ใจว่าเป็นการจัดการของเยี่ยนเหออัน หรือเป็นจูต้าเหนียงที่ให้คนตกแต่งเช่นนี้ ถ้าเป็นอย่างหลัง เขาคงต้องประเมินอีกฝ่ายใหม่แล้ว เพราะเขาเข้าใจว่าท่านป้าจากชนบทผู้นี้น่าจะชมชอบความหรูหราอวดรวยเสียอีก
“รบกวนท่านแล้ว จูต้าเหนียง” อวี๋จิ้งฉีกล่าว
“รบกวนอะไรกัน ปกติข้าก็อยู่ในเรือนไม่ได้ทำอะไรอยู่แล้ว อยากให้สหายร่วมสำนักของเจ้าเจ็ดมาจะตายไป จะได้มีชีวิตชีวาขึ้นบ้าง”
……
จูชีเดินเข้าไปในห้อง วางกล่องตำราลงแล้วถามว่า “ท่านแม่ พวกเรายังมีมันเทศตากแห้งกับปลาแดดเดียวเหลืออยู่ไหมขอรับ?”
“คราวก่อนเจ้ากินหมดแล้ว ที่บ้านเพิ่งส่งมาให้อีก อยู่ในตู้โน่นแน่ะ เจ้าไปหยิบมาสิ”
จูชีแนะนำแก่อวี๋จิ้งฉีอย่างกระตือรือร้น บอกว่ามันเทศตากแห้งกับปลาแดดเดียวอร่อยมาก ให้เขาลองชิมดู