ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 828 จำต้องวิตกว่าจะดื่มลมพายัพ
บทที่ 828 จำต้องวิตกว่าจะดื่มลมพายัพ
แม้จะเป็น ‘สิ่งดี’ ทว่าการทำเรื่องเช่นนี้ จูชียังคงกลับไปถามความเห็นจากเย่อวี๋หราน
เพราะเขาคิดว่าหากเทียบกับเยี่ยนเหออันแล้ว มารดาของตนเองให้ ‘คำชี้แนะ’ ได้ดีกว่า
“ท่านแม่ อาจารย์บอกให้ข้าวาดภาพชุดหนึ่ง เดิมทีข้าคิดว่าเป็นบทลงโทษ แต่เหออันบอกว่าไม่ใช่บทลงโทษ นั่นเป็นรางวัลต่างหาก แต่ข้าไม่มั่นใจว่าควรวาดหรือไม่”
“เหออันให้ข้าวาดตามบทกวีและบทเพลง แต่ข้าอ่านบทกวีเหล่านั้นไม่แตกจึงไม่เข้าใจ…”
……
สีหน้าของจูชีดูกลัดกลุ้ม ไม่เข้าใจว่าเหตุใดผู้อาวุโสสวีถึงให้เขาทำสิ่งนี้
ต่อให้จะเป็นไปเพื่อ ‘ประโยชน์’ ของเขา แต่ก็ควรมอบหมายสิ่งที่ ‘เหมาะสม’ ไม่ใช่หรือ
ตัวอย่างเช่นมารดาที่ไม่เคยให้เขาทำในสิ่งที่เขาไร้ความสามารถ
เย่อวี๋หรานเลิกคิ้วขึ้น “หนังสือภาพหรือ?”
ความคิดบรรเจิดผุดขึ้นในหัวนางทันใด
อย่างที่จูชีบอกมาก่อนหน้านี้ เขาแต่งบทกวีและบทเพลงไม่ได้ ให้ทำหนังสือภาพตามสิ่งเหล่านั้นย่อมไม่อาจทำได้อย่างแน่นอน
คาดว่าผู้อาวุโสสวีเองก็ทราบเรื่องนั้น จึงไม่ได้ตั้งชื่อให้เขา แต่ให้กลับมาไตร่ตรองด้วยตนเองแล้วทำในสิ่งที่ ‘พอจะยอมรับได้’
เย่อวี๋หรานกวักมือให้เขาเงี่ยหูเข้ามาหาก่อนบอกบางอย่างสั้น ๆ
จูชีหน้าตาตื่น “ท่านแม่ จะทำได้จริงหรือ?”
“จะไม่ได้ได้อย่างไร ความคิดของข้าเคยไม่ได้ผลด้วยหรือ?” เย่อวี๋หรานเลิกคิ้วใส่
ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน มียุคไหนที่เมินเฉยต่อการศึกษาของลูกหลานบ้าง
ลักษณะของจูชีไม่เหมาะกับบทกวีหรือสิ่งที่เข้าใจกันแค่ในวงจำกัด ในเมื่อทำไม่ได้ก็ปรับให้เรียบง่าย เพียงเปลี่ยนกลุ่มเป้าหมายเป็นเด็กก็ได้ไม่ใช่หรือ
อย่างซานเป่ากับซื่อเป่าซึ่งอยู่ในวัยกำลังโตก็ต้องได้รับความรู้ สามารถใช้สิ่งนี้กับพวกเขาได้เช่นกัน
“ไม่เลย ความคิดของท่านแม่ไม่เคยไม่ได้ผล”
จูชี ‘วางใจเต็มร้อย’ กับความคิดของเย่อวี๋หราน
วันต่อมา เยี่ยนเหออันเห็นจูชีอารมณ์ดีเป็นพิเศษ ราวกับว่า ‘สีหน้าหดหู่’ ของเมื่อวานได้หายวับไป
เขาหัวเราะแล้วพูดว่า “เป็นอย่างไรบ้าง? ข้าบอกแล้วว่าไม่ใช่เรื่องยาก”
“ฮ่า ๆ… เหออัน ถูกของเจ้า” จูชียิ้มกว้าง
เขาไม่ได้เล่าให้เยี่ยนเหออันฟังโดยละเอียด ถึงอย่างไรเรื่องนี้ก็ยังไม่หลุดออกไป และมารดาของเขาคงไม่แพร่งพรายให้ใครรู้
บางครั้งคนเราจำต้องระวังตัวเอาไว้ มีผลประโยชน์กองโตอยู่ตรงหน้า ใครเล่าจะรู้ว่าคนอื่นจะ
‘ละโมบ’ ขึ้นมาหรือไม่
ทว่าเย่อวี๋หรานใช่ว่าจะไม่เคยได้ประโยชน์จากเยี่ยนเหออัน ชุดสิบสองราศีก็เขียนด้วยฝีมือเขา ภาพเขียนพู่กันคราวนี้ นางก็ยังตั้งใจจะไหว้วานเขาอีกครา
นางไม่ใช่คน ‘เนรคุณ’ เมื่อมีผลประโยชน์เช่นนี้ นางจึงไม่อาจ ‘เขี่ย’ เขาทิ้งได้
ใครจะรู้ว่าจูชีได้โอกาสมาคราวนี้เพราะโชคของตนเอง หรือเพราะหยิบยืมโชคของเยี่ยนเหออันมา
บางครั้งคนเราก็ต้องเรียนรู้ที่จะ ‘ยินดีกับโชค’
ไม่กี่วันต่อมา จูชีก็ส่งภาพร่างชุดแรก
“เร็วขนาดนี้เชียวหรือ!” ยามนี้ถึงคราวผู้อาวุโสสวีที่ต้องประหลาดใจ
ก่อนหน้านี้ตอนที่มอบหมายให้จูชีทำเรื่องนี้ เป็นเพียง ‘ความคิดชั่ววูบ’ เท่านั้น
หลังจากได้สติก็นึกเสียใจ เขาแค่ต้องการให้จูชีคว้าโอกาสนี้ไว้เพื่อสร้างชื่อเสียงและรากฐานของตน ทว่ากลับลืมไปว่าเจ้าตัวมีนิสัยใจคอเช่นนั้น จะรับมือกับการ ‘แสวงหาลาภยศ’ ตั้งแต่อายุน้อยได้อย่างไร
เฮ้อ… คนเราแก่ตัวลงเรื่อย ๆ บางครั้งก็ใจร้อนและไม่ค่อยนึกถึงอนาคต
หลังจากบอกไปคราวนั้น ผู้เฒ่าสวีก็ไม่ได้ถามไถ่อีก แต่ยังเกรงว่าจูชีจะไม่กระทำ จึงทำที ‘กดดัน’ เล็กน้อย
ไม่คาดคิดว่าอีกฝ่ายจะเก็บเรื่องนี้กลับไปคิดเป็นจริงเป็นจัง
“ยังไม่เสร็จสมบูรณ์ดีขอรับ ท่านแม่อยากให้ข้าทำโครงร่างให้เสร็จ ก่อนอื่นให้อาจารย์ช่วยดูว่าใช้ได้หรือไม่ หากไม่มีปัญหา ข้าจะได้ไปเติมเต็มให้สมบูรณ์…” จูชีบอกไปตามตรง
อ๋อ เป็นเพียงแค่โครงร่างเท่านั้นนี่เอง!
ผู้เฒ่าสวีตรวจดู ‘ผังความคิด’ ที่จูชีวาดมาทันทีจึงเข้าใจขึ้นมาบ้าง ก่อนอื่นต้องกำหนดประเด็นหลัก จากนั้นค่อยลงรายละเอียด ก่อนจะทบทวนอีกครั้งเพื่อเลี่ยงการเกิดข้อผิดพลาด
แม้ว่าจูชีจะไม่ได้มีความรู้มากพอ ทว่าด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจในการทำสิ่งต่าง ๆ และนิสัยถ่อมตัวก็ทำให้วางใจได้มาก
เมื่อได้ดูอย่างละเอียดแล้ว ผู้อาวุโสสวีก็รู้สึกทึ่ง เขานึกไม่ถึงว่าสิ่งที่จูชีต้องการทำจะเป็นสิ่งนี้
“เยี่ยม! เยี่ยมมาก ถ้าเจ้าทำสิ่งนี้ มันจะเป็นประโยชน์ต่อบ้านเมืองและผู้คน เป็นเรื่องยิ่งใหญ่ที่จะสร้างคุณูปการสืบไปเนิ่นนาน” ผู้อาวุโสสวีตกตะลึงระคนยินดี “ฮ่า ๆๆ… ข้านึกไม่ถึงว่าเจ้าจะมีความคิดบรรเจิดเช่นนี้ ไปได้ความคิดนี้มาจากไหนกัน?”
จูชีกระอักกระอ่วนใจอยู่บ้าง เขาเกาศีรษะพลางเอ่ยว่า “ข้าไม่ได้คิดเรื่องนี้ได้เอง เป็นท่านแม่ที่ให้คำชี้แนะกับข้า นางบอกว่าถึงเวลาที่ซานเป่ากับซื่อเป่าต้องเรียนรู้ ข้ากำลังเล่าเรียนอยู่ข้างนอกก็ควรมีส่วนช่วยบ้าง…”
“แม่ของเจ้าวิสัยทัศน์ดียิ่ง!” ใช่แล้ว การที่สามารถเลี้ยงดูเด็กอย่างจูชีขึ้นมาได้นั้น จูต้าเหนียงจะเป็นหญิงชนบททั่วไปได้อย่างไร มีเพียงสตรีอย่างนางที่มีความคิดบรรเจิดเช่นนี้ได้
ผู้อาวุโสสวีนึกเสียดาย ครุ่นคิดว่าหากอยู่ว่าง ๆ แล้วควรแวะไปพบและพูดคุยกับจูต้าเหนียงให้บ่อย ไม่แน่ว่าอาจได้ความคิดบางอย่างมาจากนาง
ผู้อาวุโสสวีดูโครงร่างของจูชีแล้วช่วยเสนอแนะเนื้อหาบางส่วน ก่อนจะปล่อยให้เขาไปจัดการต่อ
แน่นอนว่าเขาไม่ลืมกำชับให้เก็บผลงานไว้เป็น ‘ความลับ’ เช่นเดียวกับเย่อวี๋หราน
จูชีจะสร้างชื่อให้ตนเองได้หรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับว่าเขียน ‘หนังสือภาพเสริมความรู้เด็ก’ ออกมาได้ยอดเยี่ยมเพียงใด
การเล่าเรียนของจูชีในสำนักศึกษาเริ่มเข้าที่เข้าทาง กิจการรถลากที่จูซานกับอู๋เจียงทำร่วมกันก็ค่อย ๆ มั่นคง จากจุดเริ่มต้นที่ร้อนแรงตอนนี้ก็สงบลง เกือบทุกอย่างเป็นไปตามที่พวกเขาคาดหวังไว้
แม้ว่ารถลากจะเป็นเรื่องแปลกใหม่และมีการแจกจ่าย ‘ตั๋วยกเว้นค่าโดยสาร’ ออกไปมาก แต่ก็ทำให้คนที่มีความคิดว่า ‘ไม่ฉวยโอกาสทั้งที่ไม่เสียเงินคือคนโง่’ อยากจะทดลองใช้หลายคน
คนที่ไม่มีเงินนั่งรถหลั่งไหลกันเข้ามาราวพายุทราย แต่ก็ไม่สามารถนั่งโดยไม่เสียเงินได้อีกครั้ง ไม่นานพวกเขาก็ไม่ได้เฉียดเข้ามาอีก ทว่าก็มีคนที่ไม่มีปัญญาซื้อรถม้าหรือเกี้ยวได้ แต่ก็ต้องการ ‘ความสะดวก’ เพื่อทุ่นแรงอย่างที่ตระกูลเศรษฐีมีกัน
แน่นอนว่า ‘ลูกค้าขาจร’ กลุ่มนี้เป็นเพียงส่วนเล็ก ๆ กลุ่มลูกค้าของกิจการรถลาก ลูกค้ารายใหญ่ยังคงเป็น ‘พรรคผู้มีอิทธิพล’
พรรคเหลยถิงออกโรงสั่งเป็นคนแรก ต่อมาเป็นพรรคต้าเสอที่เป็นพี่น้องกับพรรคซานไห่ ตามมาด้วยคำสั่งซื้อจากพรรคอื่น ๆ
กระทั่งกระแสซาลง กลุ่มลูกค้าก็ค่อย ๆ ชัดเจนขึ้น แม้จะทำเงินไม่ได้ก้อนโต ทว่าปัญหาเรื่องคนไม่รู้จักกิจการรถลากก็แก้ไขได้ไม่ยาก
หนึ่งเดือนให้หลัง อู๋เจียงมองหยดน้ำบนหน้าสมุดบัญชีพลางถอนหายใจ “เฮ้อ… นึกไม่ถึงว่าจะมีวันที่ข้าได้มีความสุขกับการหาเงินได้ไม่กี่ตำลึงเงินแบบนี้”
ไม่ใช่เช่นนั้นเสียทีเดียว เทียบกับการเกือบถูก ‘กวาดล้าง’ จุดจบของพรรคซานไห่ถือว่าดีมากแล้ว
เพียงแค่เสี้ยวหนึ่งในใจก็ยังนึกเสียดายที่ไม่ยิ่งใหญ่อย่างแต่ก่อน
หากวันใดวันหนึ่งไม่มีคำสั่งซื้อจำนวนมากแบบนี้ พวกเขาก็คงจำต้องวิตกว่าจะดื่มลมพายัพ*[1]!
[1] ดื่มลมพายัพ หมายถึง อดอยาก ไม่มีอันจะกิน