ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 827 ภาพวาดสะท้อนจิตใจ
บทที่ 827 ภาพวาดสะท้อนจิตใจ
“ถ้าเขาพูดเรื่องจริงล่ะ?” จูชีถาม
“เขาน่ะหรือพูดความจริง? คนอย่างเขาทำเป็นแค่พูดจากลับกลอกไร้ความรับผิดชอบเท่านั้นแหละ”
“ถึงเจียงจิ่งถงจะนิสัยไม่ดีแค่ไหน แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าเขาไม่เคยพูดความจริงนี่นา? มีใครชอบพูดโกหกไม่พูดความจริงตั้งแต่เกิดด้วยหรือ? บางครั้งอาจเป็นเพราะสถานการณ์บังคับ…”
อวี๋จิ้งฉีถลึงตาใส่ “เจ้าอยู่ฝ่ายไหนกันแน่?”
“เอ่อ…ฝ่ายที่มีเหตุผล!” จูชีที่ถูกถลึงตาใส่ลูบจมูกด้วยท่าทางจืดเจื่อน
อวี๋จิ้งฉีผู้นี้ ทำไมถึงไม่ชอบฟังคำสัตย์จริงของคนอื่นขนาดนี้นะ?
อวี๋จิ้งฉี: ข้าชอบเขาไม่ลงจริง ๆ!
เจอหน้ากันเป็นต้องทะเลาะ เยี่ยนเหออันก็จนปัญญา
แม้เขาจะรู้สึกว่าที่จูชีพูดมามีเหตุผล แต่ก็ไม่ได้พูดออกมาเพราะเกรงว่าอวี๋จิ้งฉีจะกล่าวหาว่าเขาลำเอียงอีก
เมื่อตั๋วขอบคุณที่อุดหนุนและชุดสิบสองราศีได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ เยี่ยนเหออันกับจูชีก็ยิ่งมีชื่อเสียงโด่งดังมากกว่าเดิม
ไม่รู้ว่าคนทั้งหลายชมชอบผลงานของเยี่ยนเหออันกับจูชีจริง ๆ หรือเพราะต้องการเอาใจข้าหลวงฉิน แต่คราวนี้นับว่าพวกเขาสองคนมีชื่อเสียงลือลั่นในมณฑลหลวนโจวอย่างแท้จริง
ถึงขั้นมีบัณฑิตเขียนความเรียงตอนหนึ่งใน ‘บันทึกปกิณกคดี’ เกี่ยวกับเรื่องนี้โดยเฉพาะ ขนานนามไว้ว่าเป็นผลงานชั้นยอดที่บุกเบิกการสร้างสรรค์ภาพวาดแนวใหม่ เปี่ยมเอกลักษณ์ ไม่ถูกจำกัดด้วยกรอบเกณฑ์ใด ๆ
คำยกย่องสรรเสริญเช่นนี้ทำให้จูชีหน้าแดงก่ำ
“เหออัน เจ้าคิดว่าทำไมพวกเขาถึงชมข้าแบบนี้นะ?” จูชีกล่าวอย่างขัดเขิน “ภาพวาดของข้าสู้อาจารย์ไม่ได้ด้วยซ้ำ…”
เยี่ยนเหออันยิ้มบาง ๆ “ใครว่า? เจ้าไม่รู้สึกบ้างหรือว่าภาพวาดของเจ้ามีชีวิตชีวามาก? ก็เหมือนกับเจ้านั่นแหละ น่ารักไร้เดียงสา บริสุทธิ์เรียบง่าย”
จูชีงุนงง “ภาพวาดแบบนั้นแม่ข้าเป็นคนสอน แม่ข้าวาดภาพไม่เป็นด้วยซ้ำ…”
ตอนแรกที่เย่อวี๋หรานให้จูชีวาดภาพแบบนี้ แท้จริงแล้วเป็นเพราะนางคิดว่าภาพที่เจ้าของร่างเดิมวาดนั้นนำมาใช้ไม่ได้ แต่ก็ยังอยากให้จูปาเม่ย หลินซานเม่ย กับหลินซื่อเม่ยฝึกปักผ้าต่อไป
ไร้ทางเลือก ได้แต่เรียกจูชีมาสอนวิธีวาดภาพน่ารักบ้องแบ๊วเช่นนี้
แม้จูชีจะวาดภาพแบบเสมือนจริงไม่เป็น แต่ภาพวาดสิ่งมีชีวิตตัวเล็ก ๆ ที่แลดูน่ารักน่าชังเช่นนี้ เขาสะบัดปลายพู่กันเพียงไม่กี่ครั้งก็สามารถวาดออกมาได้แล้ว
บางที นี่คงเกี่ยวกับลักษณะนิสัยของเขากระมัง…บริสุทธิ์ไร้เดียงสา!
ทั้งที่การลากเส้นอย่างเรียบง่ายแบบเดียวกัน ภาพที่เขาวาดออกมากลับดูพิเศษต่างจากของคนอื่น
นี่เป็นเพียงประการแรก อีกประการคือ ‘ความประจวบเหมาะ’…เจ้าวาดได้ดีแค่ไหน ถ้าไม่มีใครชื่นชม ไม่มีคนสร้างกระแสนิยมให้ สุดท้ายก็คงได้แค่ ‘วาดภาพเก่ง’ ก็เท่านั้นเอง
หากต้องการให้โด่งดัง ไม่เพียงแต่ต้องวาดภาพเก่งเท่านั้น แต่ยังต้องอาศัยโชคอีกด้วย…มีคนเต็มใจชื่นชม
เดิมทีเย่อวี๋หรานเตรียมตั๋วขอบคุณที่อุดหนุนไว้เพื่อป้องกันเหตุที่มีคนจับรางวัลไม่ได้แล้วมาก่อความวุ่นวาย คิดไม่ถึงว่ากลับมีคนที่เห็นค่าของสิ่งนี้ ทำให้เกิดกระแสนิยมขึ้นมา
ถ้าเพียงเท่านี้ก็คงไม่กระไร ภายหลังอวี๋จิ้งฉียังเดิมพันกับคนในโจวเสวีย นำไปโอ้อวดใครต่อใคร ยิ่งทำให้กระแสความนิยมดุเดือดกว่าเดิม จนถึงตอนท้าย ชุดสิบสองราศีตกไปอยู่ในมือข้าหลวงฉิน คนที่ต้องการประจบเอาใจก็ยิ่งชมเชยจนน้ำลายฟุ้ง…
สถานการณ์สร้างวีรบุรุษ บางครั้งก็ให้กำเนิด ‘คนดัง’ ด้วยเช่นกัน
“เอาเป็นว่าทุกคนคิดว่าดีก็พอแล้วนี่ จะคิดมากไปทำไม?” ปัจจัยต่าง ๆ เหล่านั้น เยี่ยนเหออันไม่ได้อธิบายแก่จูชี เกรงว่าถึงจะอธิบายไป อาศัยความคิดอ่านที่เรียบง่ายของจูชีก็คงไม่เข้าใจอยู่ดี จึงยิ้มแล้วกล่าวว่า “ถ้าคิดว่าตัวเองไม่คู่ควรกับชื่อเสียง ต่อไปก็ฝึกฝนให้มาก เจ้าต้องเชื่อมั่นในความสามารถของตัวเอง”
จูชี “…”
แต่ภาพที่ข้าวาดไม่เหมือนกับภาพที่อาจารย์วาดจริง ๆ นี่นา!
จูชีคิดมากไปแล้ว ประการสำคัญไม่ได้อยู่ที่เขาวาดอะไร แต่อยู่ที่…ทุกคนคิดว่าเขาวาดอะไรต่างหาก
ในไม่ช้า ผู้อาวุโสสวีก็ได้ยินเรื่องนี้จากคนอื่น เขาบอกให้จูชีวาดให้ดูต่อหน้าเขา
จูชีรู้สึกประหม่าอยู่บ้าง แต่ก็ฝืนสงบอารมณ์วาดออกมา
วาดเสร็จแล้ว เขายังเอ่ยอย่างระมัดระวัง “อาจารย์ ความจริงแล้วข้าไม่ได้วาดได้ดีเหมือนที่ใคร ๆ พูดกันหรอกขอรับ…”
ผู้อาวุโสสวีดูภาพที่เขาวาด นั่นคือภาพหนูตัวน้อยที่ถูกทำให้ตกใจกลัวจนตัวสั่นตัวหนึ่ง
หนูในภาพวาดต่างจากหนูในร่องน้ำที่ผู้คนเดียดฉันท์ วาดออกมาได้น่ารักน่าเอ็นดู ละม้ายคล้ายเด็กน้อยที่ขโมยน้ำตาลก้อนมาได้ แต่ก็กลัวว่าจะถูกคนจับได้ ใครเห็นเป็นต้องใจอ่อน
ผู้อาวุโสสวียิ้มออกมา “นี่ก็คือหนูที่เจ้าวาดในชุดสิบสองราศีนั่น?”
“ไม่เหมือนกันขอรับ หนูตัวนั้นสวมชุดแดง ดูเป็นมงคลกว่า” จูชีเหลือบมองพลางนึกเสียดาย
จริง ๆ เล้ย ทำไมเขาถึงวาดภาพหนูแบบนี้ออกมาได้นะ?
ถ้าจะวาดก็น่าจะวาดภาพหนูแบบเดียวกับในชุดสิบสองราศี แบบนั้นดูเป็นมงคลยิ่งกว่า!
ผู้อาวุโสสวีเข้าใจสีหน้าของจูชี จึงถามว่า “ข้าน่ากลัวขนาดนั้นเชียว?”
“เปล่าขอรับ” จูชีรีบปฏิเสธ
“ถ้าเปล่า เหตุใดเจ้าจึงวาดหนูออกมาเช่นนี้เล่า?” ผู้อาวุโสสวีชี้ไปที่หนูตัวนั้นพลางเอ่ยว่า “นี่คงเป็นภาพสะท้อนจากจิตใจเจ้าสินะ?”
จูชีตะลึง “…”
อาจารย์รู้ได้อย่างไร?!
“ข้าพอจะเข้าใจแล้วว่าเหตุใดพวกเขาจึงชมเชยภาพสิบสองราศีที่เจ้าวาดนักหนา” ผู้อาวุโสสวีไม่ได้ต้องการคำตอบจากเขาอยู่แล้ว จึงกล่าวต่อไปว่า “วาดออกมาเช่นนี้ก็น่ารักจริง ๆ นั่นแหละ เมื่อก่อนข้าไม่เคยสังเกตเลยว่า ที่แท้เจ้าก็วาดภาพได้ไม่เลวเลย…”
“ไม่…เลว?!” ทำไมเขารู้สึกเหมือนอาจารย์กำลังพูดจาล้อเล่น?
จูชีหันไปมองภาพวาดของผู้อาวุโสสวีที่แขวนอยู่บนผนังอย่างอดใจไม่ไหว
นั่นจึงจะเป็นผลงานของปรมาจารย์ที่แท้จริงกระมัง?
“ในเมื่อเจ้าวาดภาพได้ไม่เลว เช่นนั้นข้ามอบหมายการบ้านให้เจ้าสักชิ้นดีกว่า”
จูชีผวา
‘ไม่เอานะ! อาจารย์…’
น่าเสียดายที่เขาไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธ
เมื่อกลับถึงเรือนในตอนเย็น เยี่ยนเหออันเห็นท่าทางเซื่องซึมของจูชีก็นึกสงสัย
“เจ้าเป็นอะไรไป? วันนี้อาจารย์ดุเจ้า?”
จูชีตอบอย่างไร้เรี่ยวแรง “เปล่า”
“ถ้าเปล่า แล้วทำไมเจ้ามีท่าทางแบบนี้เล่า?”
“อาจารย์ไม่ได้ดุข้า แต่น่ากลัวกว่าดุข้าเสียอีก…”
จากนั้นจูชีก็เล่าเรื่องที่ผู้อาวุโสสวีสั่งให้เขาทำ
เยี่ยนเหออันอึ้งไป แต่ก็ได้สติกลับมาอย่างรวดเร็ว “นี่เป็นเรื่องดีนี่นา ซุ่นเต๋อ เจ้าเข้าใจเจตนาดีของอาจารย์ผิดไปหรือเปล่า?”
“หา เจตนาดี?”
“ใช่แล้ว เป็นเจตนาดี” เยี่ยนเหออันกล่าว “เจ้าคิดดู ถ้าอาจารย์ต้องการจะลงโทษเจ้าจริง ๆ ก็คงจะพูดให้ชัดเจนแต่แรก แต่เขาก็ไม่ได้พูด แต่ให้เจ้ากลับมาวาดภาพชุดหนึ่ง จะประกอบโคลงกลอน บทกวี หรือบันทึกการเดินทางก็ได้ทั้งนั้น แสดงว่าย่อมต้องมีเหตุผล…”
กล่าวถึงตรงนี้ เขาก็หยุดไปเล็กน้อย “ผู้อาวุโสสวีจะต้องมีแผนการอะไรในใจแน่นอน”
ในฐานะ ‘ศิษย์ปิดสำนัก’ ของผู้อาวุโสสวี เยี่ยนเหออันไม่เชื่อหรอกว่าผู้อาวุโสสวีจะทำให้ตนเองต้องมาเสียชื่อเอาตอนนี้
แต่เขายังไม่แน่ใจว่าผู้อาวุโสสวีคิดจะทำอะไร
“จริงหรือ?” จูชีเงยหน้าขึ้นมาถามเขา “เจ้าไม่ได้หลอกข้ากระมัง?”
เยี่ยนเหออันส่ายศีรษะ “ข้าจะหลอกเจ้าทำไม? เจ้าฝากตัวเป็นศิษย์ผู้อาวุโสสวีมานานขนาดนี้แล้ว อาจารย์เคยลงโทษเจ้าด้วยหรือ?”
จูชีตอบกลับด้วยท่าทางจริงจัง “เคย คราวก่อนอาจารย์ลงโทษให้ข้าคัดตำรา”
เยี่ยนเหออัน “…”
นั่นก็ตรงตามความต้องการของเจ้าพอดีไม่ใช่รึ เจ้าจะได้มีตำราดี ๆ ส่งกลับไปให้หลานชายทั้งหลายของเจ้าอย่างไรเล่า