ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 833 ไม่ใช่ว่านังจิ้งจอกนั่นเป็นคนยุยงหรอกหรือ
บทที่ 833 ไม่ใช่ว่านังจิ้งจอกนั่นเป็นคนยุยงหรอกหรือ
“พี่สะใภ้รอง ท่านอยู่ว่าง เหตุใดไม่เย็บเสื้อผ้าให้ลูกในท้องเล่า”
“ข้าทำไปแล้ว ทั้งของฤดูร้อนและฤดูหนาว…” หลิวซื่อกล่าว
ตั้งแต่ตั้งท้อง นางก็เอาแต่ทำสิ่งนี้ เสื้อผ้าเหล่านั้นเพียงพอให้ใส่ได้ถึงสองสามขวบ
หลี่ซื่อเอ่ยว่า “เช่นนั้นท่านก็เย็บเพิ่มอีก ให้มีใส่จนถึงห้าหกขวบไปเลย”
“ข้าเองก็อยากทำอยู่ แต่จะเย็บเสื้อผ้าก็ต้องมีผ้า” หลิวซื่อจนใจกับเงินที่มีอยู่ในมือ ถึงอย่างไรนางก็ท้องโตขึ้นเรื่อย ๆ ทำงานได้น้อยลงทุกวัน เงินที่หาได้ก็น้อยลงตามไปด้วย ทว่านางก็ไม่อาจโวยวายได้ ทำได้เพียงหาข้ออ้าง “อย่าว่าแต่เงินที่ต้องใช้หาซื้อผ้าเลย แต่กว่าจะใส่ได้ก็ต้องอายุห้าหกขวบ เสื้อผ้าทำมาจากผ้า ถ้าเก็บเอาไว้ห้าหกปีคิดว่าจะยังคงสภาพดีอยู่หรือ”
“เช่นนั้นท่านหาซื้อของคุณภาพดีที่ทนทานไม่ได้หรือ?”
“นั่นแพงเกินไป เด็กอายุเพียงเท่าไหร่กันเชียว ทำไมต้องหาซื้อของแพงเพียงนั้นด้วย แค่ใส่ได้ก็พอแล้ว”
……
พูดอ้อมอยู่นาน ในที่สุดหลี่ซื่อก็โพล่งบอก “พี่สะใภ้รอง ท่านไปเสียเถิด ท่านไม่ยุ่งแต่ข้ายุ่ง”
ไม่รอให้นางพูดต่อ หลิวซื่อก็ตบเข่าฉาดราวกับนึกบางอย่างได้ “โธ่เอ๊ย เจ้าพูดอยู่ตั้งนาน ทำเอาข้าลืมเรื่องนังจิ้งจอกนั่นไปเลย”
หลี่ซื่อ “…”
“ไม่ได้การ ข้าต้องไล่นางออกไป จะปล่อยให้นางตามอ้อล้ออยู่รอบตัวสามีข้าไม่ได้ บางทีเขาอาจหวั่นไหวในสักวัน ถึงตอนนั้นข้าคงได้แต่ร่ำไห้”
หลี่ซื่อเห็นอีกฝ่ายสาวเท้าเดินออกไปก็รีบท้วง “พี่สะใภ้รอง ท่านเดินช้าลงหน่อย ตอนนี้ท่านท้องโตแล้ว…”
ส่วนหลิวซื่อจะฟังหรือไม่นั้นมีเพียงสวรรค์เท่านั้นที่รู้
เพียงแต่หลี่ซื่อนึกไม่ถึงว่าแค่หลิวซื่ออยู่ว่างทั้งวันและตามจับตามองเขาก็ยังเกิดเรื่องขึ้นได้
วันนั้นทุกคนไม่ได้เห็นแค่ต้นพริกกลับมา ‘มีชีวิต’ อีกครั้ง แต่ยังเริ่มผลิดอกออกผลอีกด้วย ทำให้พวกเขามีความสุขมาก
“เรื่องน่ายินดีแบบนี้ต้องเฉลิมฉลองแล้วไม่ใช่หรือ” เปี้ยนชิวอิ่งกล่าวพลางแย้มยิ้ม “หมักสุรา ทำอาหารโอชะ ทุกคนเบาใจกันลงได้เสียที ถือโอกาสที่ไม่มีสิ่งใดต้องทำแล้วมาร่วมทานอาหารให้อิ่มหนำ”
นางไม่เพียงแต่ชักชวน แต่ยังเสนอตัวออกเงินค่าสุราอีกด้วย
หลิวซื่อที่หลบอยู่ด้านหลังเอ่ยกับหลี่ซื่อ “เหอะ เสแสร้งเก่งเสียจริง ปกติกินของครอบครัวเราไม่เห็นเคยหยิบยื่นเงิน คราวนี้กลับทำหน้าใหญ่เลี้ยงเฉลิมฉลอง ปากก็พูดง่าย แต่คนยุ่งหัวหมุนคือเราทั้งนั้น ผลประโยชน์ตกเป็นของนาง แต่คนที่ทำงานหนักคือเรา…”
“เอาเถิด อย่าพูดมากนักเลยเจ้าค่ะ การทำให้ทุกคนพึงพอใจไม่ง่ายนัก” หลี่ซื่อเอ่ยขัด “โดยเฉพาะสามีท่าน หากเขามาได้ยินเข้าจะไม่พอใจเอาได้”
หลิวซื่อพลันกล่าวอย่างไม่สบอารมณ์ “เขาเคยพอใจด้วยหรือ หลังจากนังจิ้งจอกนั่นเข้ามาก็เหมือนน้ำมันหมูพอกใจ*[1]เขา ไม่สนใจข้าอีกต่อไป รู้เพียงแต่จะเอาใจใส่นังจิ้งจอกนั่น”
“ข้าคิดว่าท่านเพียงคิดมากไป ท่านก็รู้ไม่ใช่หรือว่าพี่รองเป็นคนอย่างไร เขาไม่ได้มีความคิดร้ายกาจแบบนั้น อย่างมากก็เพียงซื่อและถูกล่อลวงง่ายเท่านั้น อีกอย่างใช่ว่าครอบครัวเราไม่มีกฎที่ท่านแม่กำหนด ผู้ชายสามารถมีภรรยารองได้หากอายุสี่สิบแล้วยังไม่มีลูกชาย ท่านกำลังจะคลอดลูกแล้ว มีสิ่งใดต้องกังวลอีก”
“สามีเจ้าไม่ได้ถูกล่อลวง เจ้าย่อมไม่มีปัญหากับเรื่องนี้” หลิวซื่อแทบจะกลอกตาขณะพูดคำแสลงใจออกมา
หลี่ซื่อ “…”
เจตนาดีของนางกลายเป็นเครื่องในของลา*[2]ไปแล้วหรือ
หากไม่ใช่เพราะแม่สามีไม่อยู่และนางกลัวว่าจะเกิดเรื่องวุ่นวายที่บ้าน นางคงไม่คิดอยากใส่ใจ
อาหารมื้อเที่ยงตั้งเต็มโต๊ะ รวมถึงไหสุรา พี่น้องสกุลจูตรากตรำทำงานหนักมาหลายวัน วันนี้พวกเขาได้กินกันอิ่มหนำสำราญใจ
โดยเฉพาะจูเหล่าโถว เขากล่าวชมเปี้ยนชิวอิ่งหลายครั้ง บอกว่านางเก่งเหมือนภรรยาตนเอง คล้ายภรรยาของเขาในวัยสาว
เปี้ยนชิวอิ่งหน้าแดง “ท่านเลิกเอาแต่ชมข้าเถิด ข้าไม่ได้ทำอะไรเลย เพียงแค่ทำในสิ่งที่สมควรเท่านั้น ท่านทานเยอะ ๆ อาหารพวกนี้อร่อยเข้ากับสุราพวกนี้มาก…”
เอ่ยคล้ายเกรงว่าจูเหล่าโถวจะดื่มหนักเกินไป จึงให้เขากินอาหารและเลิกจดจ่ออยู่แต่กับการดื่ม
จูเหล่าโถวอารมณ์ดี นอกจากกินอาหารแล้วเขายังดื่มสุราอีกหลายจอก “ฮ่า ๆๆ… อาหารพวกนี้ที่เคยกินอยู่ทุกวันกลับอร่อยยิ่งกว่าเดิม ทุกวันกลับต้องกินไปอย่างนั้น หรือว่าเหล้านี้รสชาติดี มีสุราดีกินสิ่งใดก็อร่อย”
“ในเมื่อท่านชอบก็ดื่มอีกหน่อยเถิด”
“เช่นนั้นมาดื่มกันต่อ ถึงอย่างไรช่วงบ่ายก็ไม่ได้มีสิ่งใดต้องทำ แม้เมาก็ล้มตัวนอนลงบนเตียงได้ อย่างนั้นจึงเรียกว่าสุขสบายอย่างแท้จริง”
……
เปี้ยนชิวอิ่ง ‘พูดคุย’ กับจูเหล่าโถวอย่างออกรส ด้านพี่น้องตระกูลจูเองก็อารมณ์ดีเช่นกัน
ระหว่างที่เย่อวี๋หรานไม่อยู่ แม้สะใภ้ทั้งหลายจะไม่ได้หมางเมินพ่อของพวกเขา แต่ก็ไม่ได้เอาใจใส่ให้มีความสุขเป็นพิเศษเช่นกัน
กอปรกับเรื่องมากมายที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ พวกเขาจึงไม่ค่อยได้เห็นจูเหล่าโถวอารมณ์ดีแบบนี้นัก
เห็นอีกฝ่ายมีชีวิตชีวาเพียงนี้ แม้แต่จูอู่ยังอดแคลงใจไม่ได้ ‘หรือว่าเขาจะคิดมากเกินไป ที่จริงแม่นางเปี้ยนอาจไม่มีเจตนาร้ายเลยไม่ใช่หรือ?’
ฤทธิ์สุราทำให้สติสัมปชัญญะค่อย ๆ ตอบสนองเชื่องช้า
จูอู่รู้สึกสมองตื้อและรู้ว่าตนเองดื่มหนักเกินไปแล้ว เมื่อทานอาหารอิ่มจึงเตรียมเข้านอน
อย่างที่บิดาบอกว่าถึงอย่างไรก็ไม่มีสิ่งใดที่ต้องทำในช่วงบ่าย หากเมาก็กลับไปนอนบนเตียง อันที่จริงเมื่ออยู่ว่างและไม่มีภรรยาอยู่คอยคุม พวกเขาก็สามารถแอบอู้ได้
ไม่มีผู้ใดบงการ ผู้ชายสกุลจูต่างเมามายจนสภาพดูไม่ได้กันหมด แต่ละคนกลับไปห้องของตนเอง
พวกผู้หญิงไม่กล้าดื่มมากเพราะยังต้องรับผิดชอบเก็บกวาด เมื่อเห็นสามีตนเองเมาแอ้แบบนี้พวกนางก็ทั้งโกรธทั้งขบขัน
“พอท่านแม่ไม่อยู่ แต่ละคนก็มีสภาพเช่นนี้กันหมด หากท่านแม่กลับมาเห็นเข้า คอยดูเถิดว่านางจะเล่นงานพวกเขาอย่างไร” หลี่ซื่อพร่ำบ่นกลั้วหัวเราะ
หลินซื่อเองก็กล่าวพลางขำ “ท่านคิดมากไปแล้ว หากท่านแม่กลับมา มีหรือที่พวกเขาจะกล้าดื่มกันอย่างนี้ ปกตินางห้ามไม่ให้ดื่มเหล้าเด็ดขาด”
“ไม่ใช่ว่านังจิ้งจอกนั่นเป็นคนยุยงหรอกหรือ” หลิวซื่อที่นั่งอยู่บนเก้าอี้โพล่งขัดอย่างไม่สบอารมณ์
เอาอีกแล้ว… หลี่ซื่อกับหลินซื่อที่กำลังเก็บโต๊ะสบตากันอย่างจนปัญญา
ไม่มีหนทางอื่นนอกจากปล่อยให้นางต่อว่า ‘นังจิ้งจอก’ อย่างนั้นอย่างนี้ไปเรื่อย…
นังจิ้งจอกโน้นนี่ สุดท้ายไม่ว่าคนอย่างเปี้ยนชิวอิ่งจะทำสิ่งใด หลิวซื่อก็ไม่พอใจอยู่ดีไม่ใช่หรือ
แม้ว่าหลี่ซื่อเองก็คิดว่าเปี้ยนชิวอิ่งทำเกินไป แต่นางก็ไม่เข้าใจว่าคุณหนูตระกูลใหญ่ที่มีชีวิตสุขสบายจะชายตามองหนุ่มชนบทได้อย่างไร
ยิ่งไปกว่านั้น หนุ่มชนบทผู้นี้ยังแต่งงานแล้วและกำลังจะเป็นพ่อคนในไม่ช้า
ครุ่นคิดดูแล้วนางก็คิดหาเหตุผลไม่ออก
ในเมื่อไร้เหตุผลก็ยากที่จะเชื่อถือเรื่องนี้ เปล่าประโยชน์ที่จะนึกถึงมันอีกต่อไป!
“ทำไมท่านถึงยังอยู่ที่นี่เล่า พี่สะใภ้รอง พี่รองเองก็เมามากแล้ว ท่านไม่กลับไปดูแลเขาหรือ?” หลินซื่อต้องการสลัดพี่สะใภ้รองออก
ท้องแก่และช่วยงานไม่ได้อย่างนี้จะไม่เกะกะแย่หรือ?
[1] น้ำมันหมูพอกใจ หมายถึง ใจถูกครอบงำจนมืดบอดไร้มโนธรรม
[2] เจตนาดีกลายเป็นเครื่องในของลาไปแล้ว หมายถึง มีเจตนาดีช่วยเหลือผู้อื่น แต่กลับถูกเข้าใจผิดว่าเป็นเจตนาไม่ดี