ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 836 หลบฉากไปหน้าตาเฉย
บทที่ 836 หลบฉากไปหน้าตาเฉย
จูต้ากับจูซื่อที่เข้าใจในท้ายที่สุดพลันตกตะลึง
“จะ.. เป็นไปได้หรือ!” จูซื่อกลืนน้ำลายอย่างเหลือเชื่อ “นางจะชายตามองพี่รองหรือ ไม่ใช่ ข้าไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น ประเด็นคือนางเป็นสาวชาวเมืองที่ถูกพะเน้าพะนอและเอาอกเอาใจ เป็นอี๋เหนียงได้ใช้ชีวิตสุขสบาย เปล่าประโยชน์ที่จะมาหมายตาหนุ่มชนบทที่กำลังจะกลายเป็นพ่อคน นางต้องการทำสิ่งใดกันแน่ ไม่อยากเป็นอี๋เหนียงในตระกูลใหญ่ แต่ต้องการเป็นอี๋เหนียงของครอบครัวในชนบทอย่างเราหรือ? มันฟังไม่ขึ้นแม้แต่น้อย…”
“พี่สี่ ในที่สุดท่านก็คิดได้เสียที!” จูอู่ตบบ่าพี่ชาย
จูซื่องุนงง “แล้วเรื่องที่เมียข้าบอก เจ้าคิดว่านางบอกตามตรงไหม ถ้านางพูดถูก ทำไมเจ้ายังสงสัยว่าแม่นางเปี้ยนหลับนอนกับพี่รองแล้วถูกพี่สะใภ้รองจับได้คาหนังคาเขา?”
“ข้าบอกแล้วไงว่าท่านฉลาดขึ้นแล้ว ถึงได้กังขาในคำของพี่สะใภ้สี่” จูอู่เอ่ยอย่างจนปัญญา “ถ้าเป็นอย่างที่พี่สะใถ้สี่บอกจริง ๆ ข้าก็ไม่ได้พูดอะไรผิดไปอยู่ดี เพียงแค่มันหมายความว่าเราไม่รู้เรื่องราวบางส่วน ขอเพียงเรารู้เรื่องนั้น ทุกอย่างก็จะกระจ่าง”
“แล้วเจ้าไม่รู้เรื่องราวที่ขาดหายไปบางส่วนนั้นหรือ?”
“หากข้ารู้คงไม่สงสัยว่าเหตุใดแม่นางเปี้ยนถึงได้ออกมาจากห้องพี่รองกับพี่สะใภ้รอง”
“งั้นตอนนี้จะทำอย่างไร หาก…” จูซื่อกล่าวด้วยความวิตก “หากจริงอย่างที่เจ้าว่า และพี่สะใภ้รองต้องคลอดก่อนกำหนดเพราะนาง เราจะจัดการเรื่องนางกับพี่รองอย่างไรดี?”
“ตอนนี้จะจัดการอย่างไรได้เล่า” เขาหน้าเสีย “เกิดเรื่องอะไรขึ้นแล้วหรือไงกัน”
ฝ่ายพี่ชายเผยสีหน้างุนงง “เมื่อครู่เจ้าบอกเองว่า…”
“มันก็เป็นเพียงการคาดเดาของเราว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น แต่ยังไม่ได้ฟังคำจากปากพี่สะใภ้รอง หากนางไม่พูด เราเองก็ ‘ทำไขสือไม่รู้เรื่อง’ ตามน้ำ เข้าใจหรือไม่?”
“ข้าไม่เข้าใจ” จูซื่อตอบตามตรง จูอู่ทำให้เขาสับสนไม่น้อย
จูต้าเองก็งุนงงไม่ต่างกัน “เจ้าอย่ามาอมพะนำ พูดมาให้ชัดเจนกว่านี้”
“โธ่เอ๊ย แท้จริงแล้วเรื่องนี้เรียบง่ายยิ่ง ท่านแม่ไม่อยู่ที่นี่ เรื่องใหญ่ล้วนเป็นเรื่องเล็ก เรื่องเล็กก็เป็นเรื่องเล็กเช่นกัน ไม่ว่าคนสกุลเปี้ยนผู้นั้นจะคิดอย่างไร ขอเพียงพี่สะใภ้รองไม่โวยวาย เราก็เพียงแสร้งไม่รู้ไม่เห็น ดูท่าทีของนางกับพี่รอง เรื่องนี้ไม่น่าใหญ่โต… ขอเพียงไม่ให้ความสำคัญมันก็ ‘สูญเปล่า’” จูอู่เอ่ย “ท่านแม่เคยบอกว่าผู้ชายสกุลจูจะมีอนุได้ก็ต่อเมื่ออายุย่างสี่สิบแล้วยังไร้บุตร พี่สะใภ้รองกำลังจะคลอดแล้ว ไม่ว่าจะเป็นลูกสาวหรือลูกชาย ด้วยนิสัยใจของท่านแม่ มีหรือนางจะยอมให้พี่รองมีอนุ”
“จริงของเจ้า ท่านแม่เอ็นดูลูกสาว หากพี่สะใภ้รองคลอดลูกสาว เกรงว่าท่านแม่คงยินดีและยอมยกให้ทุกอย่างที่ต้องการ แล้วจะปล่อยให้พี่รองมีอนุได้อย่างไร” จูซื่อรู้สึกว่าตนเองคิดไม่ผิด
ระหว่างที่พวกเขากำลังพูดคุยกัน เสียงความเคลื่อนไหวก็ดังมาจากด้านในอีกครั้ง ร้องถามหาว่าน้ำร้อนที่ต้มได้ที่หรือยัง เรียกหมอตำแยและหมอมาหรือยัง หลิวซื่อปวดท้องหนักและถี่ขึ้นเรื่อย ๆ น่าจะใกล้คลอดเต็มทีแล้ว
“เรียกมาหมดแล้วเพียงแค่ยังไม่มาถึง เจ้ารออยู่ที่นี่ ข้าจะออกไปตาม…” จูซื่อได้ยินว่าใกล้คลอดก็ร้อนใจ
ให้ตายเถิด คลอดก่อนกำหนดเช่นนี้แต่หมอตำแยและหมอยังมาไม่ถึง จังหวะนรกอะไรกัน!
เขาไม่อาจอยู่เฉย รีบออกจากบ้านไป
จูต้ากับจูอู่กล่าวเร่งเขาไม่ให้ชักช้า
ในจังหวะที่เขาวิ่งออกไปก็เห็นหมอชาวบ้านก้าวฉับ ๆ มายังบ้านตนเอง
“เฮ้อ มาถึงเสียที พี่รองของข้าไปเรียกท่านไม่ใช่หรือ แล้วเขาอยู่ที่ไหน?” จูซื่อชะโงกมองด้านหลังแต่ไม่เห็นจูเอ้อร์
“พี่รองของเจ้าไปตามหมอตำแย นางแก่และเดินเชื่องช้า ข้ากลัวว่าจะไม่ทันการจึงไม่รอแล้วล่วงหน้ามาก่อน” หมอชาวบ้านอธิบาย “แล้วพี่สะใภ้รองของเจ้าอยู่ไหน? นางเป็นอย่างไร ทำไมอยู่ ๆ ถึงได้คลอดก่อนกำหนด นางก็ดูแลตัวเองเป็นอย่างดีไม่ใช่หรือ?”
มีสะใภ้ครอบครัวใดได้รับการ ‘พะเน้าพะนอ’ เช่นนี้ตอนท้องบ้าง นางแทบไม่ต้องทำงานตากแดดตากลมเลยไม่ใช่หรือ
“ข้าไม่รู้ ท่านรีบเข้าไปตรวจเถิด นางเลือดออก เมียข้าบอกว่าไหลออกมาเยอะมาก แล้วก็ปวดท้องมากขึ้นเรื่อย ๆ ดูเหมือนจะใกล้คลอดเต็มทีแล้ว…” จูซื่อลากเขาเข้าบ้าน “แต่เราไม่ใช่หมอจึงไม่เข้าใจและวินิจฉัยไม่ได้ ไม่ใช่หมอจึงไม่รู้ ท่านต้องมาดูด้วยตนเอง”
จูต้าเห็นหมอชาวบ้านมาถึงแล้วก็ดันอีกฝ่ายเข้าบ้าน “หมอมาแล้ว! หมอมาถึงแล้ว!”
“หมอตำแยยังไม่มาถึง ให้หมอตรวจดูก่อนว่าอาการเป็นอย่างไร”
……
พวกเขาตะโกนบอกคนในบ้าน
หลี่ซื่อได้ยินว่าหมอมาถึงแล้วจึงไม่รอช้า รีบ ‘เชิญ’ เขาเข้ามา
ทว่าเมื่อเดินมาถึงประตูแล้วไม่เห็นจูเอ้อร์ก็กังวล “พี่รองเล่า?”
“พาหมอตำแยมาอยู่” เขาตอบ
“อ้าว ได้อย่างไร? ทุกคนต่างรีบ… พี่รองไม่อยู่แล้วหมอผู้นี้มาได้อย่างไร?” หลี่ซื่อยืนขวางประตูเอาไว้ ไม่ยอมให้หมอชาวบ้านเข้าไป “ตอนนี้พี่สะใภ้รองตกอยู่ในสภาพแบบนี้ นางไม่มีสติจะบอกอาการ หากเห็นในเรื่องที่ไม่ควรเข้า ถึงตอนนั้นพี่รองมาถึงแล้วเขาจะไม่โวยวายหรือ?”
“อ่า?” จูซื่อไม่เห็นว่าเป็นปัญหาจึงงุนงง “จะไปเห็นสิ่งใดได้ หมอก็เพียงจับชีพจร…”
ไม่ทันกล่าวจบเขาก็นึกบางอย่างขึ้นได้
หมอไม่ได้ทำเพียงแค่จับชีพรจร ทว่ายังทำ ‘แผล’ อีกด้วย
ทว่าปัญหาตอนนี้คือหลิวซื่ออาการหนัก ใครจะรู้ได้ว่าหมอเห็นที่ใดบ้าง
หากจูเอ้อร์อยู่ด้วย เกิดสิ่งใดขึ้นเขาก็ยังอยู่ด้วย ไม่ต้องกังวลเรื่องคำครหา
ทว่าเจ้าตัวไม่อยู่ หากเกิดสิ่งที่คิดจะไม่ใช่เพียงคำพูดอีกต่อไป ตาเห็นเป็นจริงหูยินเป็นเท็จ อาจไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น แต่หากพากันลือเล่า? ใครจะรู้ได้ว่า ‘จริงหรือเท็จ’
“พี่ใหญ่ ท่านว่าอย่างไร?” จูซื่อทำได้เพียงหันไปถามจูต้า
จูต้าเป็นชายอกสามศอก เขาไม่เคยเผชิญหน้ากับเรื่องทำนองนี้มาก่อน
เมื่อครั้งหลิ่วซื่อคลอดลูก แม้นางจะปวดท้องแต่ก็ไม่ได้คลอดก่อนกำหนด จึงไม่ต้องพึ่งพาหมอแต่อย่างใด
จูต้าตอบ “ข้าไม่รู้…”
“พี่ใหญ่ ท่านกับพี่รองสนิทสนมกัน รู้นิสัยของเขาดีไม่ใช่หรือ เรื่องแบบนี้ท่านน่าจะคิดได้” หลี่ซื่อร้อนใจ คนด้านในรอไม่ได้จึงต้องรีบตัดสินใจแล้ว
หมอชาวบ้านเสนอขึ้น “เอ่อ ข้าเข้าไปดูอาการนางก่อนได้ไหม หากทำไม่ได้จริง ๆ ค่อยออกมาหารือว่าจะทำอย่างไรดี ตอนนี้ข้ายังไม่ได้พบนาง อาการอาจไม่ร้ายแรงเพียงนั้น…”
จูต้าสติหลุดไปชั่วขณะ “งั้นลองตรวจดูก่อนว่าอาการเป็นอย่างไร ให้เมียของเหล่าซื่อคอยดูอยู่ด้วย คงไม่ ‘วุ่นวาย’”
“ยังไม่เรียกว่า ‘วุ่นวาย’ อีกหรือ โถ่ ได้ ข้าเข้าใจแล้ว ต้องรบกวนท่านหมอเข้ามากับข้าด้วย”
เมื่อจูต้าหันไปก็พบจูซื่อกับจูอู่จ้องมาจึงถามว่า “พวกเจ้าจ้องข้าอย่างนั้นทำไมกัน?”
“ข้าจะออกไปดูว่าพี่รองกลับมาหรือยัง” จูซื่อไม่กล้าเอ่ยสิ่งใด จากนั้นเขาก็สาวเท้าเดินออกไป
“ข้าจะไปดูว่าน้ำร้อนเดือดหรือยัง” จูอู่หาข้ออ้างหลบฉากไปหน้าตาเฉยเช่นกัน
จูต้า “…”