ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 838 หมวกบนหัวเป็นสี ‘เขียว’ แล้ว
บทที่ 838 หมวกบนหัวเป็นสี ‘เขียว’ แล้ว
ไม่รู้ว่าหมอตำแยเข้ามาเมื่อไหร่ จูเอ้อร์เองก็ถูกดันเข้ามุมแล้ว
เขานิ่งเงียบมองคนทั้งคู่หารือกันว่าจะ ‘จัดการ’ กับหลิวซื่ออย่างไร
น้ำร้อนถูกยกเข้ามาพร้อมผ้าขนหนู ใครบางคนยกชามน้ำแกง คะยั้นคะยอให้หลิวซื่อดื่ม
ขณะนี้นางหน้าซีดขาวราวกระดาษ จวนจะหมดสติเต็มที
เขาได้ยินเสียงตะโกน “คลอดแล้ว ออกมาแล้ว!”
“สวรรค์! ในที่สุดก็คลอดได้เสียที…”
……
จากนั้นเสียงใครบางคนที่ร้องด้วยความยินดีก็ดังขึ้น “สวรรค์ ข้ากลัวแทบตาย ฮือฮือ… ยังดีที่คลอดออกมาได้ รีบมาดูเร็วเข้า เป็นลูกชายหรือลูกสาว”
“ลูกชาย”
“ได้ยินไหม พี่สะใภ้รอง เป็นลูกชาย ต่อไปนี้ท่านมีผู้สืบสกุลแล้ว”
……
ดูเหมือนว่าจะมีคนอุ้มเด็กคนนี้ลงในอ้อมแขน
จูเอ้อร์ก้มมองใบหน้าแดงยับย่น เขาคิดว่าน่าเกลียดเกินไปที่จะเป็นลูกชายตนเอง ลูกชายเขาจะขี้เหร่แบบนี้ได้อย่างไร!
“ไม่ได้การแล้ว พี่สะใภ้รองเลือดออกไม่หยุดเลย!”
“แย่แล้ว เรียกหมอมาเร็วเข้า!”
……
จูเอ้อร์ไม่ทันได้ตอบสนองก็เห็นหมอชาวบ้านรุดเข้ามาในห้องอีกครั้ง
ครั้งนี้อีกฝ่ายเอื้อมมือคลำหน้าท้องหลิวซื่อ
จูเอ้อร์ “…”
ด้านนอกบ้าน จูต้า จูซื่อ และจูอู่เพิ่งถอนหายใจโล่งอกเมื่อรู้ว่าคลอดลูกแล้วไม่ทันไร พวกเขาก็ได้ยินว่าเกิดเรื่องขึ้นจึงวิตกขึ้นมาอีกครั้ง
“ทำไมเรื่องถึงได้กลับตาลปัตรไปมาเช่นนี้” จูซื่อเอ่ย “คลอดแล้วไม่ใช่หรือ?”
“คลอดแล้วแต่ไม่ได้หมายความว่าแม่จะปลอดภัยเสียหน่อย” จูต้าบอกด้วยความกังวล “มีคำกล่าวแต่โบราณว่าเมื่อหญิงคลอดบุตร เท้าก้าวหนึ่งของนางก็เหยียบเข้าโลงไปแล้วไม่ใช่หรือ เจ้าคิดว่าข้าไม่วิตกเมื่อครั้งที่พี่สะใภ้ใหญ่ของเจ้าคลอดลูกคนโตและลูกคนรองหรือ… ถึงแม้การคลอดจะผ่านไปอย่างราบรื่น ข้าเองก็ยังวิตก… เพียงแค่นึกไม่ถึงว่าสะใภ้รองจะต้องเผชิญกับเรื่องมากมายเช่นนี้”
“หากนังจิ้งจอกไม่ก่อวีรกรรมในห้อง คงไม่เกิดเรื่องแบบนี้” เมื่อนึกถึงความเป็นไปได้ที่อาจเกิดขึ้นกับหลิวซื่อ จูซื่อก็อดรู้สึกรังเกียจหญิงที่ชื่อว่า ‘เปี้ยนชิวอิ่ง’ ไม่ได้
ต่อให้นาง ‘ยื้อชีวิต’ ต้นพริกของสกุลจูเอาไว้ได้ และกลายเป็น ‘ผู้มีพระคุณ’ ของสกุลจู นางก็ไม่อาจมาทำลายครอบครัวของพี่รองได้!
ดูสิ่งที่นางทำกับพี่สะใภ้รองสิ!
ในขณะที่จูซื่อก่นด่านางว่าเป็น ‘นังจิ้งจอก’ จูต้ากับจูอู่กลับเงียบ ทว่าแม้ไม่ได้กล่าวออกมาแต่ในใจก็คิดไม่ต่างกัน
เมื่อเห็นจูเอ้อร์อุ้มเด็กไว้ในอ้อมแขน พวกเขาก็ปรี่มารายล้อม
“เจ้ารอง ทำไมถึงออกมา แล้วเมียเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง?”
“พี่รอง หลานชายใช่ไหม ตายแล้ว ดูจมูกกับปากสิ มีเค้าของสกุลจูเราชัดมาก…”
……
“พี่รอง ทำไมท่านถึงทำหน้าอย่างนั้น ไม่ดีใจหรอกหรือ?”
สิ้นคำจูซื่อ จูต้ากับจูอู่ก็สังเกตเห็นความผิดปกติของจูเอ้อร์ จึงทำหน้างุนงง
จูเอ้อร์ที่เหม่อลอยไปครู่หนึ่งดูเหมือนจะได้สติกลับคืนมา “เปล่า ข้าไม่ได้เป็นอะไร เพียงแค่… ตั้งตัวไม่ทันได้…”
“ฮ่า ๆๆ ข้าเข้าใจ ๆ อยู่ ๆ ก็เป็นพ่อคนเช่นนี้ทำให้รู้สึกเหลือเชื่อใช่ไหมเล่าพี่รอง” จูซื่อกล่าวกลั้วหัวเราะ “ตอนที่ข้าเป็นพ่อคนครั้งแรกก็เป็นแบบนี้เหมือนกัน ไม่อยากจะเชื่อว่าจะได้เป็นพ่อคนแล้ว รู้สึกเหมือนว่าเด็กคนนี้หล่นลงมาจากฟ้า…”
จูเอ้อร์ตอบ “อื้อ”
ทันใดนั้น ทารกในอ้อมแขนเขาก็ร้อง ‘แง ๆ’ ออกมา
“พี่รอง ท่านอุ้มเขาแบบนี้เขาไม่สบายตัว ส่งมาให้ข้า ข้าเคยมีประสบการณ์มาก่อนจึงรู้วิธีอุ้มเขา” จูซื่อเอื้อมแขนไปรับหลานชายมาอุ้มพลางสอนวิธีอุ้มให้พี่ชาย
เขาบอกจูเอ้อร์ว่าทารกเกิดใหม่เหมือนเต้าหู้ จึงต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ
ทว่า ‘เต้าหู้’ ชิ้นนี้ก็เติบโตรวดเร็ว เพียงไม่นานก็คอแข็งและไม่ต้องเป็นห่วงมากนัก ไม่นานผิวจะกลับกลายเป็นขาวผ่องเนียนนุ่มราวกับตุ๊กตาหิมะ
“ลูกหลานสกุลจูไม่มีทางขี้เหร่ พี่รองอย่าได้กังวลไป ท่านกับพี่สะใภ้เองก็หน้าตาไม่อัปลักษณ์ ลูกของพวกท่านย่อมไม่ขี้เหร่แน่นอน”
“พี่สี่ พูดอะไรอย่างนั้น ขี้เหร่อะไรกัน เรียกว่าดูดีต่างหาก” จูอู่ปั้นหน้าแหย่
“ฮ่า ๆๆ!” จูซื่อหัวเราะ “พี่รองมีลูกทั้งทีก็ต้องดีใจเป็นธรรมดา พี่รอง ถูกของเจ้าห้า เขาน่ารักมาก โตขึ้นต้องดูดีแน่นอน”
จูอู่เห็นจูเอ้อร์ไม่ขำด้วยก็เกรงว่าจูซื่อจะล้อเล่นแรงเกินไป จึงรีบกล่าวสนับสนุนจูซื่อ “ดูดีอะไรกัน เด็กผู้ชายก็ต้องหล่อเหลา ต่อไปเขาต้องตามรอยต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าแน่นอน ทั้งฉลาดและหน้าตาดี และยังถนัดศึกษาเล่าเรียนอีกด้วย”
“เรื่องนั้นไม่ต้องบอกก็รู้กัน” จูซื่อรีบบอกโดยไม่พลาดคำดี ๆ ที่ควรกล่าวออกไป
ส่วนอาการ ‘เซื่องซึม’ ของจูเอ้อร์นั้น พวกเขาไม่ได้นำมาใส่ใจ เพียงคิดว่าเป็นเพราะหลิวซื่อยัง
‘ไม่พ้นอันตราย’
พวกเขาถึงกับพูดปลอบใจอยู่หลายครั้ง
ทว่าคล้ายคำปลอบใจเหล่านั้นจะเหยียบย่ำบนหัวจูเอ้อร์ที่ขึ้นสีเขียวจาง ๆ
ใช่ นางยังไม่ ‘ปลอดภัย’ ชายคนนั้นถึงยังแตะต้องตัวนางแบบนี้…
“เลือดหยุดไหลแล้ว”
กว่าเลือดจะหยุดไหลนั้นไม่ง่ายนัก หลังรออยู่ครู่หนึ่งแล้วไม่พบอาการผิดปกติอีก ทุกคนในห้องก็พากันถอนหายใจโล่งอก
หลี่ซื่อปาดเหงื่อบนหน้าผาก “ท่านหมอ รบกวนท่านแล้ว ออกไปพักผ่อนด้านนอกก่อนเถิด สะใภ้ห้า ช่วยยกน้ำชามาให้ท่านหมอที”
“เข้าใจแล้ว!” หลินซื่อไม่รอช้า นางเองก็รู้ว่าเวลาเช่นนี้ไม่เหมาะที่จะให้หมอชาวบ้านอยู่ในห้องจึงพาเขาออกไปด้านนอก
หมอชาวบ้านส่งสีหน้าขอบคุณ
ตอนเกิดเรื่องขึ้น เขายุ่งอยู่ในห้องจึงไม่รู้สึกอะไร ทว่าเมื่อเสร็จสิ้นแล้วถึงได้ ‘กระอักกระอ่วน’ ขึ้นมา
เขาเป็นผู้ชายคนเดียวในห้องที่เต็มไปด้วยหญิงสาว แม้แต่คนที่นอนบนเตียงก็คือภรรยาคนอื่น
เป็นครั้งแรกที่เขา ‘ช่วย’ ภรรยาของผู้อื่น แท้จริงในใจกลับเต้นระรัวอยู่บ้าง
เคราะห์ดีที่จูต้าเหนียงไม่อยู่ที่นี่ ไม่เช่นนั้นเกรงว่าคงเป็นเรื่องใหญ่โตไม่ใช่หรือ?
เขาเองต้องการขอร้องสกุลจูไม่ให้บอกเรื่องนี้กับจูต้าเหนียง ไม่เช่นนั้นถึงยามนั้นนางจะมาโวยวายกับเขาได้
ทว่าเขาคงนึกไม่ถึงว่าเมื่อตกที่นั่งลำบากจริง ๆ เขากลับ ‘รอด’ และคนที่ ‘เดือดร้อน’ น่าจะเป็นจูต้าเหนียงมากกว่า
คนในบ้านรีบเข้ามาถามเมื่อเห็นหมอชาวบ้านเดินออกมา
“ปลอดภัยแล้ว เลือดหยุดไหลแล้ว ท่านหมอรักษาอยู่นาน ตอนนี้ให้เขาได้ไปพักก่อน…” หลินซื่อเดินนำหมอชาวบ้านมายังโถงของบ้านแล้วรินชาให้เขา
นี่เป็นการต้อนรับที่ให้เกียรติ หมอชาวบ้านจึงเอ่ยขอบคุณด้วยท่าทีสุภาพ
ทางด้านจูต้า จูซื่อ และจูอู่โล่งใจเมื่อรู้ว่าหลิวซื่อพ้นขีดอันตรายแล้ว
พวกเขาไม่เห็นหมอชาวบ้าน ‘รักษา’ กับตาตนเอง ย่อมไม่รู้ว่าเขาใช้วิธีการใดและไม่ได้คิดมาก ทว่าจูเอ้อร์ที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ไม่คิดเช่นนั้น ทุกคนไม่พูดสิ่งใดแต่เขารู้สึกทุกถ้อยคำและสายตาที่ ‘พุ่งเป้า’ มายังตนเองผิดแปลกออกไป
หมวกบนศีรษะของเขาเองก็ขึ้นสี ‘เขียว’ มากขึ้น