ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 840 พี่ใหญ่ของเขาทั้งขี้โมโหและซื่อบื้อ!
บทที่ 840 พี่ใหญ่ของเขาทั้งขี้โมโหและซื่อบื้อ!
“ท่านไม่ได้สังเกตบ้างเลยหรือ?” ไฉนเลยหลี่ซื่อจะไม่เข้าใจสามีตนเอง เพียงเห็นสีหน้าของเขานางก็เข้าใจทันที
นางถอนหายใจแล้วพูดว่า “เรื่องนี้วุ่นวายนัก! เกิดเรื่องคับขันเช่นนี้ขึ้น ท่านแม่ก็ไม่อยู่ พี่สะใภ้รองเพิ่งคลอดลูก เด็กยังไม่ถึงเดือนดีด้วยซ้ำ… หากเกิดเรื่องขึ้นจริงจะทำอย่างไร ท่านลองคิดดู ให้พี่ใหญ่ตัดสินใจได้หรือไม่?”
ส่วนจูเหล่าโถวนั้น นางไม่ทันได้นึกถึงก็กีดกันออกไปทันที
หากเขาสามารถตัดสินใจเรื่องต่าง ๆ ได้ สกุลจูจะตกอยู่ในสภาพเช่นนี้หรือ?
“ข้าต้องปรึกษาเรื่องนี้กับเจ้าห้าก่อนจะไปกล่าวกับพี่ใหญ่” สิ่งแรกที่จูซื่อรู้สึกคือเรื่องนี้ควรหารือกับจูอู่ก่อน หลังสองพี่น้องได้คุยกันค่อยไปบอกจูต้า
ส่วนต้องทำอย่างไรนั้นยังต้องหารือกันก่อน
“ก็ได้ พวกท่านพูดคุยกันแล้วมาบอกข้า ข้าจะได้ช่วยคิดหาทาง” หลี่ซื่อพูด
“อืม” เขาขานรับแล้ววิ่งไปหาจูอู่
เมื่อถามจูอู่ อีกฝ่ายก็บอกไม่ได้เต็มปากว่าใส่ใจเรื่องนี้
ถึงอย่างไรหลังเกิดเรื่องใหญ่โตเพียงนั้น เขาก็ย่อมต้องจับตามองความเคลื่อนไหวของจูเอ้อร์ สถานการณ์แบบนี้วุ่นวายมากพอแล้ว เขาไม่ต้องการให้มันยิ่งโกลาหล
“พี่สะใภ้สี่ช่างเอาใจใส่ นางถึงได้สังเกตเห็นสิ่งนี้” จูอู่พูด “ข้าเองไม่ทันได้สังเกตว่าช่วงนี้พี่รองไม่นอนร่วมห้องกับพี่สะใภ้รองจริง ๆ เขาไปนอนห้องข้าง ๆ”
“แน่ใจหรือ? เขาคงไม่ได้ย่องไปเจอนังจิ้งจอกกลางดึกยามคลาดสายตาเราไปใช่ไหม?” จูซื่อจ้องจับผิด
พี่สะใภ้รองเพิ่งคลอดลูกชายให้พี่ชายเขา เจ้าตัวยังไม่ยอมไปเจอหน้าลูกตนเอง จะอยู่เฉยในห้องและไม่ไปเจอเปี้ยนชิวอิ่งจริงหรือ?
จูอู่คงไม่ได้หลอกกันใช่ไหม
“ข้าไม่ได้เกี่ยวข้องแล้วทำไมข้าต้องโกหกท่านด้วย ย่อมพูดจริงอยู่แล้ว” จูอู่พูดไม่ออก เขาดูเหมือนคน ‘พูดจาส่งเดช’ หรอกหรือ?
จูซื่อเผยสีหน้าพิกล
“พี่สี่ ท่านมองข้าแบบนั้นหมายความว่าอย่างไร?”
“ข้าไม่รู้นี่ เจ้าห้า คนอย่างเจ้า… เจ้าเล่ห์แค่ไหนกัน”
“พี่สี่ ฟังแล้วดูท่าจะไม่ค่อยดีเท่าไหร่เลยไม่ใช่หรือ?”
“แหะ ๆ ถึงอย่างไรมันก็หมายความว่าเจ้าฉลาดไงเล่า มัน… หมายความว่าอย่างนั้นแหละ” จูซื่อขำกลบเกลื่อนให้จูอู่ไม่ถือโทษ
อีกฝ่ายกลอกตาแล้วพาเขาไปหาจูต้า
ไม่ว่าอย่างไรเรื่องนี้ก็ต้องถึงหูพี่ใหญ่ หากเกิดเรื่องขึ้นพี่ใหญ่จะได้มาโทษเขาไม่ได้
ด้วยเหตุนี้ หลังจากพูดอ้อมค้อมมาพักหนึ่ง จูต้าก็ได้รับรู้เรื่องนี้
จูต้า “…”
ลูกชายเพิ่งคลอด เหตุใดถึงได้มีผีเสื้อปีศาจ*[1]มากมายเพียงนี้
เขาไม่สบายใจอยู่บ้าง “เจ้าสองคนหมายความว่าอย่างไร สงสัยว่าพี่รองของเจ้าไม่รู้ผิดชอบชั่วดีหรือ? เพียงแค่ไม่กลับไปนอนที่ห้อง เขาไม่กลับแล้วมีสิ่งใดต้องกังวล อาจเพราะเกรงว่าจะรบกวนพี่สะใภ้รองของเจ้ากับลูกชายก็ได้ไม่ใช่หรือ?”
“พี่ใหญ่ เราไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น” จูซื่อหน้าเสียก่อนจะรีบอธิบาย
ทว่าเคราะห์ร้ายที่จูต้าไม่อยากฟังอีกต่อไป ถึงกับต่อว่าพวกเขาว่า “พวกเจ้าอยู่ว่างทั้งวัน ไม่ไปตั้งใจเพาะปลูกให้ดีแต่กลับมาห่วงเรื่องนี้ หากพวกเจ้าสบายนัก พรุ่งนี้ก็ไปรดน้ำต้นไม้เสีย”
จูซื่อและจูอู่ “…”
ไม่มีทาง อากาศร้อนระอุขนาดนี้ ให้พวกเขาลงไร่นาก็ไม่ต่างกับฆ่ากัน
ส่วนจู้ต้ากับจูเอ้อร์นั้นทำงานกลางแดดร้อนเป็นประจำ พวกเขามองข้ามมันไปเสียแล้ว
ถ้อยคำที่บอกไปใช่ว่าไม่ทิ้งร่องรอยในในจูต้า ถึงอย่างไรเรื่องราวก่อนหลิวซื่อจะ ‘คลอดก่อนกำหนด’ พวกเขาทุกคนก็รู้กัน
ท้ายที่สุดเกิดอะไรขึ้นระหว่างจูเอ้อร์กับเปี้ยนชิวอิ่ง เขาเองก็ยังไม่ได้ถามเช่นกัน
เดิมทีเขาต้องการทิ้งระยะสักเดือนให้สองสามีภรรยาปรับความเข้าใจกัน ทว่าจูซื่อกับจูอู่วิตกอย่างนี้ก็พาลทำให้เขากังวลตามไปด้วย จูเอ้อร์กับแม่นางเปี้ยนคนนั้น แท้จริงแล้ว ‘คบชู้’ กันจริงหรือไม่?
“ข้าจะไปมีความสัมพันธ์เช่นนั้นกับแม่นางเปี้ยนได้อย่างไร พี่ใหญ่ ท่านคิดมากไปแล้ว” จูเอ้อร์นั่งยอง ๆ อยู่ชานบันไดบ้านใหม่พลางท้วงเสียงอู้อี้
“แล้ววันนั้น อยู่ ๆ เมียเจ้าคลอดลูกได้อย่างไร?”
จูเอ้อร์ไม่ส่งเสียงสักคำ
จะบอกได้อย่างไรว่าเป็นเขาเองที่ผลักหลิวซื่อจนทำให้คลอดก่อนกำหนด
ส่วนเหตุการณ์ก่อนหน้านี้เป็นอย่างไร เขาก็เองไม่มั่นใจ
หลายวันที่ผ่านมา แม่นางเปี้ยนหลบหน้าเขา ทำให้ดูคล้ายกับว่าพวกเขามีความลับบางอย่างที่ผิดปกติต่อกัน
“พูดมาแต่โดยดี อยู่ ๆ นางคงไม่คลอดก่อนกำหนดเองใช่ไหม?” จูต้าเตะอีกฝ่าย “อย่าได้โกหกสักคำ ถึงเวลาท่านแม่กลับมา นางก็ต้องถามเจ้าแน่ ตอนนี้เจ้าไม่พูดให้ชัดเจน แต่อยากอธิบายต่อหน้าท่านแม่ใช่หรือไม่?”
จูเอ้อร์สะดุ้ง “อย่านะ! ห้ามบอกท่านแม่”
“เรื่องนี้ไม่สำคัญที่ข้าบอกหรือไม่ ลูกชายเจ้าเกิดผิดเวลา ท่านแม่คำนวณดูก็รู้แล้ว ยังต้องถามอีกหรือ ยิ่งไปกว่านั้นวันนั้นยังเรียกหมอชาวบ้านและหมอตำแยมา สักวันเรื่องต้องหลุดจากปากพวกเขา แล้วจะไม่ถึงหูท่านแม่ได้อย่างไร…”
จูต้าเอ่ยต่อ ทว่าจูเอ้อร์ไม่ได้ยินแล้ว เพราะในหัวคิดแต่เพียงว่าหากสักวันพวกเขาหลุดปากไป…
หากหมอชาวบ้านปริปากบอกแล้วโอ้อวดกับผู้คนว่าได้แตะต้องภรรยาของเขา หมวกบนศีรษะที่เขียวอยู่แล้วจะยิ่งไม่ขึ้นสีชัดหรอกหรือ?
เพียงนึกถึง เขาก็ไม่มีหน้าไปที่ไหนแล้ว
จูต้าพร่ำบอกอยู่นานกว่าจะรู้ว่าน้องชายกำลังเดินหนีไป จึงโมโหและตามเตะอีกฝ่าย “ทำอะไรของเจ้า ข้าพูดอยู่ได้ฟังบ้างไหม?”
“ข้าฟังอยู่”
“ได้ยินแล้วก็ตอบมา เจ้าคิดจะทำอย่างไรต่อไป?”
จูเอ้อร์คิดในใจว่า เขาจะรู้ได้อย่างไร สวม ‘หมวกเขียว’ ไปแล้วยังจะถอดได้อีกหรือ?
“เจ้านี่นะ… ไม่ชนกำแพงไม่ยอมหันกลับ*[2] คิดว่าสองปีที่ผ่านมาท่านแม่อารมณ์เย็นขึ้นแล้วนางจะไม่โกรธหรือ? ท่านพ่อเองก็เกือบถูกไล่ออกจากบ้านเพราะเรื่องแม่ม่ายฉินมาแล้ว ลืมแล้วหรือ ถ้าเจ้าทำตามรอย คิดว่านางจะทำอย่างไรกับเจ้า?” จูต้าใจร้อนจึงหลุดปากบอกใบ้การคาดเดาเรื่องระหว่างจูเอ้อร์กับเปี้ยนชิวอิ่ง
จูเอ้อร์งุนงง “เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับเรื่องท่านพ่อกับแม่ม่ายฉินได้อย่างไร ข้าไม่ใช่ท่านพ่อ…”
“เจ้าไม่ใช่แล้วสิ่งที่เจ้าทำเล่า? ก็ยังไม่อธิบายออกมาให้ชัดเจนไม่ใช่หรือ?”
“ข้าทำอะไร?”
“หากไม่ได้ทำแล้วเมียเจ้าจะโกรธจนคลอดก่อนกำหนดได้อย่างไร แม่นางเปี้ยนยังสวมชุดของเมียเจ้าออกมาจากห้องอีก”
จูเอ้อร์เบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง “พี่ใหญ่! ท่านพูดเรื่องอะไรกัน แม่นางเปี้ยนสวมชุดเมียข้าออกมาจากห้องอย่างนั้นหรือ? ต่อให้ข้าไม่มีใจให้นางแต่ท่านจะใส่ร้ายนางแบบนี้ไม่ได้ นางเป็นสาวเป็นแส้ พวกท่านกลับทำให้นาง… อีกอย่างนางก็เป็นผู้มีพระคุณกับครอบครัวเรา หากไม่ได้นาง ป่านนี้ต้นพริกของครอบครัวเราจะเป็นอย่างไรก็ไม่รู้”
ทันทีที่กล่าวถึงต้นพริก จูต้าก็รู้สึกว่าเรื่องนี้ ‘ไม่ชอบมาพากล’ อยู่บ้าง “ผู้มีพระคุณแล้วอย่างไร ต่อให้ต้องตอบแทนแต่ก็ไม่ควรเอาตัวเจ้าไปเกี่ยวข้อง เจ้าเป็นคนดีแต่ดันไม่เอาไหน…”
“ท่านเองก็ไม่เอาไหน ข้าสิเอาไหน ไม่สิ ข้าเองก็ไม่เอาไหน ไม่สิ ข้า… ต้องพูดอย่างไรให้ถูกเล่า?”
“ถูกไม่ถูกก็ประหลาดอยู่ดี ทั้งเจ้าและข้าเป็นพ่อคนแล้ว เจ้าต่อว่าข้าก็ไม่เท่ากับต่อว่าตัวเองหรือ? ข้าไม่เอาไหนแล้วเจ้าเอาไหนอย่างนั้นหรือ?” พูดจบ จูต้าก็สับสนตามเมื่อรู้ตัวว่าเหมือนจะด่าตนเองเข้าแล้ว
จูเอ้อร์ “…”
พี่ใหญ่ของเขาทั้งขี้โมโหและซื่อบื้อ!
[1] ผีเสื้อปีศาจ หมายถึง อุปสรรคหรือสิ่งไม่ดี
[2] ไม่ชนกำแพงไม่ยอมหันกลับ หมายถึง ดื้อรั้นทำตามความคิดตัวเอง ไม่รับฟังผู้อื่น