ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 842 ซื้อคน
บทที่ 842 ซื้อคน
อีกทั้งก่อนหน้านี้เขายังขอให้เยี่ยนเหออันช่วยหา ‘ข้ารับใช้’ ให้ จึงไม่มีทางได้ผู้ที่ไม่เหมาะสมเมื่อพวกเขากลับตำบลอันจิ่ว
พวกเขาย่อมหา ‘ข้ารับใช้’ จากตำบลอันจิ่วได้ ทว่าพวกเขาไม่เคยซื้อคนมาก่อน ทั้งยังไม่รู้กฎเกณฑ์ต่าง ๆ แน่ชัด ไม่รู้ว่าต้องเลือกสรรคนอย่างไร หากปล่อยให้เยี่ยนเหออันช่วย ‘สอดส่อง’ ให้คงวางใจได้มากกว่า
ต้องทราบว่าเมืองผู่โซ่วกว้างขวางกว่าตำบลอันจิ่ว การค้าขายก็มากตามไปด้วย จำนวน ‘ข้ารับใช้’ ที่มีให้คัดสรรจึงมีมากเช่นกัน หากต้องการหาคนที่เหมาะสมย่อมง่ายดายกว่ามาก
จูซานพยายามครุ่นคิดอย่างรอบคอบ งบประมาณของเขามีจำกัด จึงไม่สามารถซื้อคนได้มาก แต่ก็หวังว่าจะสามารถซื้อคนที่สามารถทำทั้งงานบ้านและงานสวนได้ รวมถึงคอยช่วย ‘ดูแล’ มารดา
ด้วยเหตุนี้ ครอบครัวเขาจึงวางแผนจะซื้อที่ดิน เขาออกไปข้างนอกบ่อยครั้ง หากมีแรงงานเพิ่มมาอีกคนคงช่วยแบ่งเบาภาระของพี่น้องได้
นอกจากนี้ ในยามที่งานไม่รัดตัว แรงงานผู้นี้ที่แข็งแรงกว่ายังมาช่วยพามารดาเขาไปเดินเล่นได้
ทำงานบ้านและดูแลมารดาของเขา ดูแลกิจวัตรประจำวันต่าง ๆ ทั้งทำความสะอาด ทำอาหาร ซักผ้า และอาบน้ำให้
ยามที่ไปเลือกข้ารับใช้ที่ร้านนายหน้า เยี่ยนเหออันก็พาป้าเฉินซึ่งเป็นผู้ดูแลเรือนมาด้วย
รูปลักษณ์ของเขาสมกับเป็น ‘คุณชายใหญ่เยี่ยน’ คนที่นั่นรู้ดีแก่ใจจึงไม่กล้าหลอกเขา และยังเลือกคนที่เหมาะสมให้
ป้าเฉินมาพิจารณาดูด้วยตนเอง หวังว่าจะช่วยเลือกคนที่เหมาะสมให้
เมื่อพวกเขามาถึงร้านนายหน้าก็มีผู้คนตั้งแถวเรียงรายกันทั้งชายหญิงเด็กแก่
บ้างแต่งตัวดีน่ามอง บ้างซอมซ่อและดูมีชีวิตแสนลำเค็ญ บ้างมีรอยเฆี่ยนตีอยู่บนตัว
จูซานเคยเห็นเป็นครั้งแรกจึงอึ้งไป “มีเด็กด้วยหรือ?”
เขาจินตนาการไม่ออกว่าครอบครัวแบบใดที่ขายลูกกินอย่างนี้
นายหน้าแปลกใจที่เขาถามเช่นนี้ ทว่าเพราะยังอยู่ต่อหน้าเยี่ยนเหออัน จึงยังรักษารอยยิ้มบนใบหน้า “คุณชายจูซานอย่าได้เข้าใจผิดไป เด็กคนนี้ไม่ได้ถูกเราลักพาตัวมา เขาถูกสกุลของเจ้านายขายมา เดิมทีพ่อแม่ของเขาเป็นลูกหลานของสกุลนั้น แต่เพราะทำผิดจึงได้ถูกขายออกมาด้วยกัน แต่มีเพียงเด็กคนนี้ที่ถูกขายให้เรา”
“แล้วพ่อแม่ของเขาอยู่ที่ไหนเล่า?” ในฐานะคนเป็นพ่อ ลึก ๆ แล้วจูซานก็นึกเห็นใจไม่น้อย
เขาเห็นว่าเด็กคนนั้นอายุมากกว่าต้าเป่าเล็กน้อย ต้าเป่าได้เล่าเรียนแล้วแต่เด็กคนนี้กลับถูกขายราวกับหมูหมากาไก่ ทำเอาเขาอดสงสารไม่ได้
“ถูกขายไปที่อื่นแล้ว หัวหน้าสกุลนี้เป็นคนขอมาเอง ข้าเป็นเพียงคนตัวเล็กตัวน้อย ไม่มีทางตัดสินใจแทนเขาได้ ได้แต่ทำตามเท่านั้น…”
เขายังพูดไม่ทันจบ ป้าเฉินผู้เข้มงวดก็กระแอมขึ้นมา “อะแฮ่ม! เปล่าประโยชน์ที่จะพูดสิ่งใดเพื่อเรียกร้องความเห็นใจ ในเมื่อเขาถูกขายมาที่นี่แล้วมันก็คือชะตาของเขา คนเรานั้นดั่งต้นข้าว มีความอยุติธรรมมากมายในโลกนี้ เราช่วยเหลือทุกสิ่งที่พบเจอไม่ได้ หากเป็นอย่างนั้นคงไม่มีทางที่โลกนี้จะสงบสุข”
นายหน้าถึงกับหน้าเจื่อนและนึกเสียดาย
เขาเห็นจูซานมีท่าที ‘สงสาร’ จึงมีความคิดอยากให้ซื้อเด็กน้อยคนนี้ไป
ช่วยไม่ได้ เด็กเล็กที่มี ‘ตำหนิ’ บนตัวแบบนี้ขายออกยากที่สุดแล้ว
คนที่ซื้อเด็กกลับไปมีจุดประสงค์เพียงสองอย่าง หนึ่งคือไม่มี ‘เพื่อนเล่น’ ที่บ้าน จึงมาเลือกสาวใช้ส่วนตัวหรือเด็กรับใช้ให้กับลูกหลานของตนเอง อีกอย่างคือในครอบครัวมีเด็กไม่พอ จึงต้องมาซื้อคนไปอบรมบ่มเพาะตั้งแต่ยังเล็ก
หากเป็นอย่างหลังก็ยังดี ทว่าหากเป็นอย่างแรก สกุลที่กลัวว่า ‘สิ่งอัปมงคล’ ของเด็กเหล่านี้จะแปดเปื้อนลูกหลานของตนเองย่อมไม่ซื้อไป
ทว่าหากพวกเขาเลี่ยงได้ก็คงไม่เลือกเด็กที่มี ‘ตำหนิ’
คำพูดของป้าเฉินไม่ได้เป็นแค่คำเตือนสำหรับนายหน้า แต่ยังเข้าหูจูซานด้วย สื่อได้ว่าในที่อย่างนี้ห้าม
‘เห็นใจ’ ผู้อื่นหากไม่อยากทำให้ตนเองเดือดร้อน
จูซานใจอ่อนไปชั่วขณะ แต่ก็รู้ว่าในสถานการณ์เช่นนี้เขาไม่ได้เกี่ยวข้องกับเด็กคนนั้น แล้วก็ไม่ได้ทำให้เด็กคนนั้นตกอยู่ในสภาพเช่นนี้
ต่อให้เขาต้องการ ‘ช่วย’ แต่ก็ยังรู้กำลังของตนเอง ถึงอย่างไรเขาก็มีครอบครัว ไม่มีใครสำคัญไปกว่าครอบครัวของเขา
ผู้ดูแลอย่างป้าเฉินแนะนำวิธีเลือกคนให้จูซาน ระหว่างนั้นนางก็คัดกรองคนที่ไม่เหมาะสมออกไป หลังคนกลุ่มสุดท้ายจากไป นางก็รู้สึกว่าไม่มีปัญหาใหญ่แล้ว จึงปล่อยให้จูซานเป็นคนเลือกเอง!
เลือกข้ารับใช้ไม่ใช่เพียงต้องสามารถทำงานได้ บางครั้งยังต้องขึ้นอยู่กับว่าถูกชะตากับครอบครัวเจ้านายหรือไม่
ยิ่งไปกว่านั้น ในกรณีของจูซานยังไม่ได้หาข้ารับใช้มากเท่าสกุลใหญ่ สิ่งสำคัญคือต้องเหมาะสมกับสกุลจู ไม่เช่นนั้นหากตาถั่วซื้อไปจะทำให้สกุลจูลำบาก
สุดท้ายจูซานจึงเลือกครอบครัวหนึ่ง และรับปากว่าขอเพียงตั้งใจทำงาน ทั้งพ่อแม่ลูกก็จะได้รับการปฏิบัติอย่างดี
จูซานเลือกครอบครัวที่มีสามรุ่นเพราะคิดมารอบคอบแล้ว
แม้คนอายุมากจะแก่เกินจะทำงานได้มาก แต่ก็มีประสบการณ์โชกโชน และ ‘ประสบการณ์’ เหล่านี้เป็นประโยชน์ต่อสกุลจู ขอเพียงพวกเขาตั้งใจทำงานก็จะช่วยแบ่งเบางานของสกุลจูทางอ้อมได้มาก
ถึงเวลานั้นถังเหล่าโถวและภรรยาเพียงแค่อยู่ดูแลบ้านก็เพียงพอแล้ว
ส่วนลูกชายสองคนและภรรยา คู่หนึ่งอยู่ดูแลจูชี อีกคู่พากลับไปบ้านเกิด คนเป็นภรรยาให้คอยดูแลเย่อวี๋หราน ส่วนผู้ชายให้ทำงานในเรือนสวนไร่นา
สามีภรรยาคู่นี้มีลูกหนึ่งคน คนหนึ่งอยู่เรียนเป็นเพื่อนต้าเป่ากับเอ้อร์เป่า ส่วนอีกคนอยู่บ้านดูแลซานเป่ากับซื่อเป่า (เขายังไม่รู้ว่าหลิวซื่อคลอดลูกแล้ว)
เมื่อรู้ถึงความตั้งใจของจูซาน เย่อวี๋หรานก็มองคนที่ยืนอยู่ในบ้านแล้วพยักหน้ารับ “อืม ในเมื่อเจ้าเห็นว่าเหมาะสมก็จัดการไป ถ้าไม่ดีเราค่อยเปลี่ยนกัน เพียงแค่ต้องลำบากไปที่ร้านนายหน้าเท่านั้น”
ถือเป็น ‘คำขู่’ กลาย ๆ สำหรับสกุลถังเหล่าโถว หากพวกเขากล้าไม่ตั้งใจทำงาน เช่นนั้นก็จะถูกขายออกไปทันที
การถูกขายบ่อยครั้งไม่ดีสำหรับครอบครัวของถังเหล่าโถว ไม่มีเจ้านายสกุลใดที่อยากเลือกคนที่ถูกขายบ่อย ๆ เพราะนั่นหมายความว่าเกิดปัญหาบางอย่างขึ้น ถังเหล่าโถวจึงรีบพูดขึ้นว่า “จูต้าเหนียง ไม่ต้องกังวล ข้าน้อยจะตั้งใจทำงานให้สุดความสามารถ”
“ดี หากไร้กฎคงไร้ระเบียบ แม้ว่าสกุลจูจะเป็นครอบครัวเล็ก ๆ แต่ก็ยังมีกฎอยู่บ้าง ขอเพียงเจ้าทำตามกฎ เราจะไม่ทำให้เจ้าต้องลำบาก เราต่างมีลูกหลาน เจ้าทำสิ่งใดเทพเซียนย่อมเห็น วันหนึ่งย่อมจะ ‘ตามคิดบัญชี’ กับเจ้าเอง ข้าเองไม่อยากเป็น ‘คนร้ายกาจ’ ตายไปแล้วกรรมจะได้ไม่ตกมาถึงลูกหลาน” เย่อวี๋หราน ‘บอกใบ้’ ให้พวกเขารับรู้
ถึงอย่างไรซื้อตัวมาแล้วก็ต้องทำให้รู้จักยำเกรงกันบ้างไม่ใช่หรือ
หนทางไปยังหมู่บ้านสกุลจูยังอีกไกล หากหนีไประหว่างทางแล้วจะหาคนได้อย่างไร?
สัญญาขายนี้สำคัญก็จริง ทว่าก็ขึ้นอยู่กับสถานการณ์เช่นกัน