ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 841 ไม่ว่าโตแค่ไหนก็ยังเป็นลูกชายท่าน
บทที่ 841 ไม่ว่าโตแค่ไหนก็ยังเป็นลูกชายท่าน
ขัดแย้งกันก็เท่านั้น ทว่าไม่ได้กระทบกับความรู้สึกระหว่างพี่น้อง
หลังใจเย็นลง จูต้าจึงอธิบายว่า “อย่างไรข้าก็แค่อยากบอกเจ้าว่าที่พูดก็เพราะหวังดี หากไม่เป็นห่วงคงไม่บอกเจ้า เราเป็นพี่น้องกัน ข้ามีแต่ต้องการให้เจ้าโชคดีมีอนาคต”
“ข้ารู้ ขอบคุณพี่ใหญ่ ข้าแค่งุนงงกับสิ่งที่ท่านบอก ข้าไม่ได้มีสัมพันธ์กับแม่นางเปี้ยนจริง ๆ ข้าเพียงเอาแต่คิดมากไป เราสองคนบริสุทธิ์ใจ เราเคยพบกันยามฟ้ามืดแล้วบ้างไหม ท่านลืมไปแล้วหรือ ตอนที่เมียข้าเผลอข่วนหน้าข้า ท่านเองก็อยู่ช่วยพิสูจน์ความบริสุทธิ์ใจของข้าเองไม่ใช่หรือ?”
ครั้นได้ยินจูเอ้อร์เอ่ยเช่นนั้น จูต้าก็ชะงัก
ใช่แล้ว จูเอ้อร์เป็นคนอย่างไร เขาจะไม่รู้ได้อย่างไร
ในบรรดาพี่น้องทั้งหมด พวกเขาเป็นเพียงสองคนที่เติบโตมาด้วยกันอย่างแท้จริง สนิทสนมกันจนสามารถใส่กางเกงตัวเดียวกันได้
ในเมื่อจูเอ้อร์บอกว่าไม่ก็แปลว่าไม่จริง ๆ
“เช่นนั้นเหตุใดเจ้าถึงไม่กลับไปนอนที่ห้อง?” จูต้าถามหลังจากผ่านไปครู่หนึ่ง
“จะเพราะอะไรอีกเล่า นางเพิ่งคลอดลูก ข้าวของเต็มห้อง ทั้งยังมีเด็กเล็ก ข้าเกรงว่าจะไปรบกวน…” จูเอ้อร์อ้างเหตุผลตามที่คิดไว้
ห้องของพวกเขาเล็กและมีเพียงเตียงเดียว เขาตัวใหญ่อย่างนี้ไปนอนด้วยย่อมทำให้อึดอัด!
“เช่นนั้นเหตุใดเมื่อคราวที่น้องสะใภ้สี่คลอด เจ้าสี่ก็ไม่ได้ทำเช่นนี้?”
จูเอ้อร์เอ่ยว่า “เป็นเพราะตอนนั้นไม่มีห้องว่างที่บ้าน ทำได้เพียงนอนอยู่ห้องเดิม ตอนนี้ข้ามีห้องมีเตียงให้นอน ทำไมจะไม่นอนให้เสียเปล่ากันเล่า…”
“ก็ได้ ข้าไม่ว่า ขอเพียงไม่เป็นไรก็พอ” จูต้ากล่าวตบท้าย “ข้าบอกไว้ก่อน ข้ามั่นใจว่าไม่ได้มีอะไร เพียงแค่เจ้าสี่กับเจ้าห้าเป็นกังวลไปเท่านั้น”
จูเอ้อร์ได้ยินท้ายประโยคไม่ชัดจึงเอ่ยถาม “อะไรนะ พี่ใหญ่ กังวลอะไรนะ?”
“เปล่า ในเมื่อไม่มีอะไร เช่นนั้นข้ากลับไปทำงานก่อน หากเกิดเรื่องอะไรขึ้นก็เรียกข้า!”
“อืม”
จูเอ้อร์เห็นพี่ชายเดินจากไปก็โล่งอกเล็กน้อย
แท้จริงแล้วเขาเองก็ไม่ต้องการโกหกพี่ชาย เพียงแต่… เรื่องทำนองนี้เขาไม่รู้จะบอกอีกฝ่ายอย่างไร
จะพูดได้อย่างไร พี่ใหญ่ไม่ควรปล่อยให้หมอชาวบ้านเข้าห้องก่อนที่เขาจะกลับมาถึงไม่ใช่หรือ?
ใช่ว่าเขาจะไม่รู้เรื่องที่หลิวซื่อคลอดยาก
เฮ้อ…
ชีวิตคนเราหนอช่างซับซ้อน รู้ก็ส่วนรู้ ทว่าทำได้หรือไม่ก็คืออีกเรื่อง
เย่อวี๋หรานนอนไม่หลับมาหลายวันติด นางสังหรณ์ใจว่าเกิดเรื่องขึ้นอยู่ตลอดเวลา ทว่าไม่รู้ว่ามันคือสิ่งใด
นางเฝ้าถามจูซานและจูชีเป็นระยะ แต่พวกเขาดูเป็นปกติ ไม่ได้มีท่าทีว่าจะผิดแปลกไป
ทว่าหากพวกเขาปกติดี เหตุใดนางถึงได้ไม่สบายใจอยู่อย่างนี้?
หรือว่านางจะคิดมากเกินไป?
“ท่านแม่ อยู่บ้านเบื่อเกินไปหรือไม่? ไม่อย่างนั้นพรุ่งนี้เจ้าเจ็ดเลิกงานแล้วเราจะพาท่านไปเดินเล่น”
เย่อวี๋หรานเหลือบมองจูซานแล้วปล่อยให้เขาเข้าใจอย่างนั้น
เขาหน้าเสียพลางแตะจมูกและส่งสายตาให้จูชี
จูชีงุนงง เขาทำไม่ได้ก็ยังถูกส่งให้ไปทำ จึงรีบเข้าไปทันที
“ท่านแม่ มีเรื่องไม่สบายใจหรือไม่ขอรับ?”
ทันทีที่คำนั้นหลุดออกมา จูซานก็เหงื่อตกแทนจูชี เจ้าบื้อ สรรหาถ้อยคำหน่อยไม่ได้หรือ สอนไปเสียเปล่าจริง ๆ
นึกไม่ถึงว่าเย่อวี๋หรานจะหันมาบอก “ข้ามีเรื่องไม่สบายใจ แต่อธิบายไม่ถูกว่ามันคือเรื่องใดกันแน่ ถึงได้กังวลมาตลอดแบบนี้”
“ท่านแม่ ท่านป่วยหรือไม่ รู้สึกไม่สบายตรงไหนหรือไม่?” จูซานลนลาน
หลังจากหกล้มคราวนั้นก็เห็นได้ชัดว่าร่างกายของนางไม่แข็งแรงดังเดิม ทำเอาเขาเป็นห่วงอยู่บ้าง หากเกิดอะไรขึ้นกับนาง เขาจะทำอย่างไร?
“เปล่า ข้ากินอิ่มนอนหลับดี จะไม่สบายตรงไหนกัน เจ้าเองก็เห็นว่าข้าแข็งแรงไม่ใช่หรือ” เย่อวี๋หรานมองค้อนเขาอย่างไม่สบอารมณ์
จูซานไม่รู้เรื่องรู้ราว เขาเอ่ยอย่างช่วยไม่ได้ “ท่านแม่ ข้าเป็นห่วงท่าน”
“ไม่เห็นต้องเป็นห่วง”
“ไปหาหมอให้สบายใจสักหน่อยดีหรือไม่?”
“ไม่ ๆ ข้าไม่อยากไปหาหมอ ข้ารู้ตัวเองดี เพียงแค่วูบโหวงในใจ อยู่ต่อไม่ได้แล้ว ข้าอยากกลับ…” สิ้นคำนั้น นางก็ชะงัก
ที่แท้นางอยากกลับตำบลอันจิ่วหรอกหรือ?
ก่อนหน้านี้นางตั้งใจจะรอให้หายดีก่อนค่อยกลับไปเพื่อไม่ให้ครอบครัวต้องเป็นห่วงไม่ใช่หรือ?
จูซานรู้สึกว่าในที่สุดก็เข้าใจเสียที “ในเมื่อท่านอยากกลับก็กลับกัน ท่านแม่ ข้าจะกลับไปกับท่านเอง”
“ไม่ ถ้าเจ้าไปกับข้า แล้วเจ้าเจ็ดเล่า?”
นางว่าจบจูชีก็ตบอกพลางพูดว่า “ท่านแม่ไม่ต้องเป็นห่วง ข้าตกลงกับพี่สามไว้แล้ว ข้าดูแลตัวเองได้ หากทำไม่ได้ยังมีเหออันคอยช่วยเหลือข้า”
ครั้นกล่าวถึงเยี่ยนเหออัน จูชีก็เผยรอยยิ้มกว้าง
“เจ้ามีเขาแล้วจึงไม่ต้องการข้าแล้วใช่ไหม?” เย่อวี๋หรานหัวเราะ
ช่วยไม่ได้ ลูกชายคนนี้ของครอบครัวเก่งไม่แพ้พี่น้องคนอื่น แม้แต่นางยังอดทึ่งไม่ได้ เขาคงไม่ถูกเจ้าของร่างเดิมเลี้ยงมาใช่ไหม?
อันที่จริงความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมมีเพียงช่วงก่อนจูชีจะเกิด ต่อให้จริงหรือไม่ก็คงปลอมแปลงไม่ได้
“ฮ่า ๆๆ… ท่านแม่ จะเป็นแบบนั้นได้อย่างไร ข้าชอบท่านแม่ที่สุด ไม่มีใครมาแทนท่านได้” จูชีโผกอดนางพลางพูดจาออดอ้อน
การกระทำของเขาแสดงออกว่าโตเป็นหนุ่มน้อยแล้ว แต่ยังแฝงความใสซื่อไร้เดียงสา
กอปรกับรูปร่างหน้าตาที่โตขึ้น จึงกลายเป็น ‘แก้วตาดวงใจของมารดา’ ได้ง่ายนัก
“ฮ่า ๆๆ… ต่อให้ข้าโตแค่ไหนก็ยังเป็นลูกท่าน! ท่านเป็นคนบอกเอง ข้าอยากจะอ้อนท่านแบบนี้… ไปตลอดชีวิตเลย” จูชีไม่เพียงไม่เก้อเขิน แต่กลับเริงร่ากว่าเดิมเสียอีก
จูซานเห็นแล้วนึกอิจฉาอยู่บ้าง
ไม่มีทาง ใครให้เขาไม่ได้รับการเลี้ยงดูแบบนั้นเมื่อครั้งยังเด็กกันเล่า ไฉนเลยเจ้าของร่างเดิมจะยอมให้ลูกชายออดอ้อน ไม่เงื้อไม้กวาดไล่ฟาดก็บุญหัวแล้ว
จูชีเข้ามาเสริมกำลังโน้มน้าว
ท้ายที่สุดเย่อวี๋หรานจึงยอมแพ้ ไร้ทางเลือกนอกจากตอบตกลงและออกเดินทาง
หลังจากนั้นจูซานก็เริ่มเตรียมของ ‘กลับบ้าน’
โชคดีที่เขาพอคาดเดาได้ จึงเตรียมการไว้ก่อน ไม่เช่นนั้นคงตั้งตัวไม่ติดที่อยู่ ๆ อยากจะกลับก่อนกำหนด
ทันทีที่อู๋เจียงรู้ว่าจูซานจะกลับตำบลอันจิ่ว เขาก็ตัดสินใจไปด้วยกัน เพื่อไปเจรจาเรื่องความร่วมมือกับหมู่บ้านสกุลจู ชาวบ้านมีหน้าที่ผลิต ส่วนพวกเขารับผิดชอบการค้าขาย
ในเวลาเดียวกัน เขาก็อยากเห็นว่าบ้านเกิดของพ่อค้ามือฉมังอย่างจูซานเป็นอย่างไร
“ได้ ท่านอยากไปก็ไปด้วยกัน เพียงแต่ต้องจ้างรถม้า…”
ไม่รอให้จูซานพูดจบ อู๋เจียงก็พูดว่า “เช่าอะไรกัน ซื้อเลยสิ บังเอิญข้าเป็นหัวหน้าพรรคซานไห่และเจ้าของกิจการรถลากพอดี ไม่มีรถเป็นของตนเองแล้วต่อไปจะทำกิจการได้อย่างไร เรื่องนี้แก้ไขง่ายมาก”
จูซานเห็นว่าเป็นเช่นนั้นจริงจึงไม่ได้ทักท้วง