ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 846 นางตั้งท้องแล้ว หากไม่รับจะทำอย่างไร
บทที่ 846 นางตั้งท้องแล้ว หากไม่รับจะทำอย่างไร
จูต้าได้ยินคำของจูอู่จึงโพล่งถาม “เช่นนั้นเจ้าคิดว่าควรจัดการเรื่องนี้อย่างไร เจ้าห้า”
“ข้า…” จูอู่เหลือบมองจูเอ้อร์กับเปี้ยนชิวอิ่งแล้วครุ่นคิดโดยเร็ว “ข้าคิดว่าตอนนี้ควรสนใจว่าแม่นางเปี้ยนท้องจริงหรือไม่ พี่สะใภ้รองอยู่ไฟยังไม่พ้นเดือนดี นางกลับตั้งท้องทั้งที่เกิดเรื่องเพียงครั้งเดียว มันเร็วเกินไป…”
“พี่จูอู่ ท่านหมายความว่าอย่างไร?” เปี้ยนชิวอิ่งท้วงทั้งน้ำตา “ท่านสงสัยว่าลูกในท้องข้าไม่ใช่ลูกของพี่จูเอ้อร์ หรือจะบอกว่าข้าโกหกกันแน่ คิดว่าข้าไม่รู้เรื่องอะไรเลยหรือ ข้าไม่ได้เป็นสาวน้อยที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไร เดือนนี้มีสิ่งใดในตัวเปลี่ยนไปหรือไม่ มีหรือข้าจะไม่รู้ตัวเอง”
นางคว้าเสื้อจูเอ้อร์พร้อมท่าทีตื่นตระหนกระคนหวาดกลัว บ่งบอกว่าตนสะเทือนใจเพียงไหน
หากนางไม่ได้ ‘หวั่นใจ’ จริง ๆ และไม่รู้จะทำอย่างไร คงไม่พูดเรื่องนี้ต่อหน้าคนมากมายเพียงนี้
“ฮือฮือฮือ… ท่านรู้หรือไม่ว่าข้าต้องรวบรวมความกล้ามากมายเพียงไหนเพื่อพูดเรื่องนี้กับพวกท่าน แต่ท่านกลับกังขาในตัวข้า…”
ยิ่งนางร่ำไห้ก็ยิ่งฟูมฟาย แทบจะซบทั้งตัวในอ้อมแขนของจูเอ้อร์
“นี่ ทำไมพวกท่านถึงได้บีบคั้นนางนัก” จูเอ้อร์รีบพูดปกป้องนาง “แม่นางเปี้ยนเป็นคนเช่นนั้นหรือ ลืมไปแล้วหรือว่านางช่วยเหลือครอบครัวเราเรื่องต้นพริก”
จูเหล่าโถวเองก็ออกหน้าช่วยเช่นกัน “ใช่แล้ว เจ้าห้า เจ้านี่เหลือเกินจริง ๆ ท้องจริงหรือไม่นางจะไม่รู้เชียวหรือ อีกอย่างกฎตายแต่คนเป็น แม่เจ้าสร้างกฎนี้ขึ้นเพราะกลัวจะเกิดเรื่องกับครอบครัว เกิดเรื่องขึ้นแล้วจึงทำตามกฎนี้ไม่ได้ เราต้องคิดหาทางใหม่…”
“ท่านพ่อ เจ้าห้าไม่ได้หมายความเช่นนั้น เขาเพียงรอบคอบและต้องการความมั่นใจเท่านั้น” จูซื่อเอ่ย “แล้วที่ท่านบอกว่าไม่อาจทำตามกฎของท่านแม่หมายความว่าอย่างไร ตอนนี้ท่านแม่ไม่อยู่ เมื่อนางกลับมาแล้วท่านยังจะกล้าพูดเรื่องนี้กับนางหรือไม่?”
“เจ้าเด็กนี่ พูดเช่นนี้กับข้าได้อย่างไร?” จูเหล่าโถวมองค้อนใส่
เพราะภรรยาไม่อยู่ เขาจึงกล้าพูดไม่ใช่หรือ หากนางอยู่มีหรือที่เขาจะกล้า
หากพูดเช่นนั้นออกไป นางคงไม่ไว้หน้าเขาและไม่คิดหุงหาอาหารให้กิน
จูซื่อถูจมูกอย่างไม่สบอารมณ์ “ข้าเปล่า เพียงแค่…”
น้ำเสียงเขาแผ่งลงมากจนจูเหล่าโถวไม่ได้ยิน
จูเหล่าโถวแสร้งทำเป็นหงุดหงิดและไม่อยากฟัง ไม่มีทางอื่น เขาแก่ตัวลงและลูกชายก็ไม่อยากฟังเขาอีกต่อไป อีกทั้งเขายังต้องพึ่งพาให้ลูก ๆ เลี้ยงดู แล้วเขาจะทำอะไรได้
“ท่านพ่อ ท่านหมายความว่าต้องการให้พี่รองรับแม่นางเปี้ยนเป็นอนุอย่างนั้นหรือ?” จูซื่อถาม
“นางตั้งท้องแล้ว หากไม่รับนางจะทำอย่างไร จะขับไล่นางไปหรือ หากทำเช่นนั้นแล้วลูกในท้องนางเล่า อีกอย่างนางก็เป็นผู้มีพระคุณที่ช่วยครอบครัวเราเรื่องต้นพริกเอาไว้ จะตอบแทนน้ำใจของนางแบบนั้นได้อย่างไร” ว่าจบเขาก็มองหน้าเปี้ยนชิวอิ่ง “แม่นางเปี้ยน อย่าถือสาครอบครัวเราที่ ‘ปฏิบัติ’ กับท่านไม่ดีเลย เจ้ารองแต่งงานมีลูกชายแล้ว คงให้เขาทอดทิ้งหลิวซื่อเพื่อท่านไม่ได้ และนางก็ยังเป็นสะใภ้ที่ตบแต่งเข้ามา ถึงอย่างไรท่านก็เคยเป็นอนุมาก่อน มาเป็นอนุให้จูเอ้อร์คงไม่ต่างกัน…”
เปี้ยนชิวอิ่งร้องไห้คร่ำครวญบอก “ฮือ… ท่านเองก็ไม่พอใจข้าใช่ไหม ข้าเองไม่ได้เต็มใจ ข้าเป็นเพียงหญิงสาวจากครอบครัวธรรมดา ผู้มีอำนาจและอิทธิพลมาชิงตัวข้าไป แล้วข้าจะทำอะไรได้ ข้าเป็นเพียงหญิงสาวตัวเล็ก ๆ ไร้ทางสู้…”
“แล้วท่านต้องการอย่างไร ให้เจ้ารองเลิกรากับหลิวซื่อหรือ?” จูเหล่าโถวถาม
หลิวซื่อที่เงียบไปนานจ้องเปี้ยนชิวอิ่งเขม็ง ขอเพียงอีกฝ่ายกล้าพูดคำนั้นออกมา นางจะไปเอามีดในครัวมาแทงนังจิ้งจอกผู้นี้เสียให้รู้แล้วรู้รอด
นางเป็นภรรยาโดยชอบธรรม ยังไม่ดีไปกว่านังแพศยาที่แย่งสามีของคนอื่นอีกหรือ?
เปี้ยนชิวอิ่งชะงักก่อนฟูมฟายออกมา “ท่านเข้าใจผิดแล้ว ข้าจะกล้าหวังสูงแบบนั้นได้อย่างไร พี่สะใภ้รองเพียงอารมณ์ร้ายและมักเข้าใจข้ากับพี่จูเอ้อร์ผิด แต่นางก็ยังเป็นภรรยาโดยชอบธรรมของพี่จูเอ้อร์ และข้า ฮึก ฮือ… ข้าเองก็มีมลทินและถูกขืนใจ ต่อให้ไม่เป็นเช่นนั้นก็ยังไม่คู่ควรกับพี่จูเอ้อร์ ขอเพียงเขายังทำดีกับข้าต่อไปและไม่ดูแคลนความรักของข้า พี่จูเอ้อร์ให้ข้าทำสิ่งใดข้าก็ยอม…”
ว่าจบนางก็กุมมือจูเอ้อร์ด้วยท่าทีไม่ยอมถอดใจ
จูเอ้อร์ตื้นตันแล้วจับมือนางตอบ “ไม่ต้องห่วง แม่นางเปี้ยน ต่อไปข้าจะดูแลท่านกับลูกเป็นอย่างดี”
“เช่นนั้นก็ควรเลิกเรียกข้าว่าแม่นางเปี้ยนแล้วเปลี่ยนเป็นอิ่งเอ๋อร์แทนดีไหม?”
“ได้สิ อิ่งเอ๋อร์”
……
ทั้งคู่สบตากันอย่างหวานชื่น
หลิวซื่อเห็นแล้วเดือดดาล คันไม้คันมืออยากกระโจนไปแยกทั้งสองจากกัน
หลี่ซื่อขยิบตาให้หลินซื่อ พวกนางฉวยโอกาสทุกคนเผลอไปยืนขนาบข้างหลิวซื่อเพื่อคอย ‘ดู’ นาง
แม้พวกเขาจะตกใจเรื่องเปี้ยนชิวอิ่งกับจูเอ้อร์ ทว่าก็รู้แก่ใจว่าหากเปี้ยนชิวอิ่งตั้งท้อง พ่อสามีคงไม่ปล่อยให้คนอื่นรู้เรื่องเด็กคนนี้
ตอนนี้สิ่งสำคัญที่สุดคือ ‘การรักษา’ ตำแหน่งของหลิวซื่อเอาไว้ ถึงอย่างไรลูกชายก็ลืมตาดูโลกแล้ว ขอเพียงนางรักษาตัวเองและลูกชายเอาไว้ได้ ชีวิตนี้นางคงกอดตำแหน่งนี้ได้อย่าง ‘มั่นคง’
บางครั้งสตรีก็เป็นเช่นนี้ ไม่สำคัญว่าจะรักษาบุรุษของตนไว้ได้หรือไม่ แต่ต้องรักษาตำแหน่งและลูกชายเอาไว้ หลายสิบปีให้หลังล้วนเป็นลูกชายที่จะเลี้ยงดูยามแก่เฒ่า หาใช่สามีไม่
จูเหล่าโถวว่าเช่นนี้จูเอ้อร์เองก็ ‘ยอมรับ’ ทางด้านจูต้า จูซื่อ และจูอู่ไม่รู้จะปฏิเสธอย่างไร ไม่มีหนทางอื่น เรื่องนี้เกิดขึ้นอย่างไม่ทันตั้งตัว นี่เป็นครั้งแรกที่เผชิญหน้ากับเรื่องพรรค์นี้ พวกเขาจึงไม่รู้จะทำอย่างไร
หากเปี้ยนชิวอิ่งไม่ท้อง พวกเขายัง ‘ขับไล่’ นางออกไปได้ ทว่านางตั้งท้องแล้ว ไฉนเลยจะหมางเมินเด็กในท้องนางได้
ถึงอย่างไรเด็กคนนี้ก็เป็นลูกของจูเอ้อร์ นี่คือความแตกต่างระหว่างชายหญิง
สิ่งที่ชายหญิงต่างกันคือชายนึกเป็นห่วงเด็กในท้องของเปี้ยนชิวอิ่งที่มีสายเลือดของจูเอ้อร์อยู่ครึ่งหนึ่ง ในขณะที่หญิงไม่คิดถึงเรื่องนี้ พวกนางกลับยิ่งโมโห จูเอ้อร์ไปคบชู้กับนังจิ้งจอกทั้งที่หลิวซื่ออุ้มท้องอยู่ลงคอได้อย่างไร
“คราวนี้เชื่อข้าแล้วใช่ไหม ข้าว่าแล้วว่านังจิ้งจอกนี่จ้องจะงาบจูซุ่นเหวย” หลิวซื่อไม่ได้แสร้งทำเป็นเข้มแข็งอีกต่อไป นางทรุดนั่งลงด้วยสีหน้ารวดร้าว
หลิ่วซื่อ หลี่ซื่อ และหลินซื่อที่ยืนอยู่ตรงหน้านางพากันปวดใจตาม พวกนางไม่รู้จะเอ่ยปลอบอย่างไร
เรื่องเกิดขึ้นแล้ว สายเกินกว่าจะพูดถึงเรื่อง ‘เชื่อ’ หรือไม่
“ข้ากลายเป็นผู้หญิงคนแรกของสกุลจูที่ต้องยอมให้สามีมีอนุ ไม่สิ ข้าว่าน่าจะเป็นคนแรกของคนแถวนี้ด้วยซ้ำ” หลิวซื่อหัวเราะเย้ยหยันตนเอง “ข้านึกภาพออกเลยว่าจะกลายเป็นตัวตลกเพียงไหนหากเรื่องนี้หลุดออกไป”
“พี่สะใภ้รอง…” หลินซื่อเปิดปากจะกล่าวปลอบใจ ทว่าก็รู้ว่าในเวลาเช่นนี้คำปลอบใด ๆ ล้วนแล้วแต่เป็น ‘เรื่องน่าขัน’
หลิวซื่อมองมาพลางเอ่ยว่า “เจ้าอยากจะพูดอะไรเล่า สงสารข้าหรือ สงสารอะไรกัน คิดหรือว่าหากพวกเขาหัวเราะเยาะข้าแล้วจะไม่ลามไปถึงเจ้าและทั้งสกุลจู สกุลจูตั้งกฎว่าผู้ชายจะมีอนุได้ก็ต่อเมื่อย่างสี่สิบแล้วยังไร้บุตร แต่กลับแหกกฎนี้เสียเอง…”