ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 847 ช่างน่ารังเกียจ
บทที่ 847 ช่างน่ารังเกียจ
หลิ่วซื่อ หลี่ซื่อ และหลินซื่อสังหรณ์ใจไม่ดี
มีท่านแม่อยู่ด้วยกฎย่อมเป็นกฎ ทว่าเมื่อนางไม่อยู่ สิ่งที่เรียกว่ากฎกลับกลายเป็นเพียงเรื่องล้อเล่น
ด้านจูอู่ที่อยู่ด้านหลังลากจูซื่อไปหาจูต้าเพื่อหารือเรื่อง ‘การรับอนุ’
แม้จูเหล่าโถวจะเอ่ยปากออกมาแล้วว่าต้องการรับอนุ ทว่าพวกเขายังรู้สึกว่าเรื่องหนึ่งยังต้องรอให้มารดากลับมาเสียก่อน
“ยังจัดพิธีรับอนุไม่ได้ตอนนี้ เราควรยื้อเวลาไปให้นานที่สุด เพราะเมื่อจัดขึ้นแล้วย่อมยากที่จะปฏิเสธในภายหลัง” จูอู่เอ่ย “ขอเพียงชะลอออกไปได้ บางทีเมื่อท่านแม่กลับมาแล้วอาจมีหนทางอื่น ทั้งยังฉวยโอกาสนี้หาเบาะแสว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่… ข้ารู้สึกว่าเรื่องที่เปี้ยนชิวอิ่งผู้นั้นตั้งท้องดูไม่ชอบมาพากล”
จูต้ากับจูซื่อพยักหน้าเห็นด้วย
ด้วยเหตุนี้พวกเขาจึงรับหน้าที่กลับไป ‘บอก’ ให้ภรรยาของตนเอง ‘ยื้อ’ พิธีรับอนุออกไป
หลิ่วซื่อ หลี่ซื่อ และหลินซื่อนึกไม่ถึงว่าสามีตนเองนอกจากจะไม่เห็นด้วยกับการรับอนุแล้ว ยังต้องการ ‘ดิ้นรน’ อย่างถึงที่สุด ในเมื่อเป็นเช่นนั้นพวกนางก็ไม่มีปัญหาและทำตามแต่โดยดี
ในเวลาเดียวกัน พวกนางก็ต้องการเอาใจหลิวซื่อด้วย ช่วงนี้ให้นางได้สบายใจเสียหน่อยและอยู่ไฟให้ครบเดือน ดูลัวเองและลูกชายให้ดี บางทีเมื่อท่านแม่กลับมา เรื่องนี้อาจพลิกผันก็เป็นได้
ทว่าหลิวซื่อบอกอย่างไม่คาดหวังนัก “นอกเสียจากนางจะไม่ได้ท้อง ไม่อย่างนั้นต่อให้ท่านแม่กลับมาแล้วจะทำสิ่งใดได้ ไม่มีทางอื่นนอกจากให้นังจิ้งจอกนั่นแท้งลูกไม่ใช่หรือ”
“เอ่อ…. ถึงอย่างไรสถานการณ์ตอนนี้ก็ย่ำแย่ รอให้ท่านแม่กลับมาดีกว่า มันสมองของท่านแม่เหนือกว่าเรามาก หนทางคลี่คลายปัญหาของนางไม่ใช่สิ่งที่เราจะคาดเดาได้” หลี่ซื่อไม่มั่นใจเช่นกัน ทว่าทำได้เพียงปลอบใจอีกฝ่าย
ไม่นานเปี้ยนชิวอิ่งก็รับรู้ได้ถึงความผิดปกติ
แม้จูเหล่าโถวจะรับปากว่าจะให้จูเอ้อร์รับนางเป็นอนุ ทว่าผ่านมานานแล้วก็ยังไร้วี่แววว่าจะจัดพิธีขึ้นไม่ใช่หรือ?
หลังค้นของบางอย่างจากหีบเก็บใส่แขนเสื้อ นางก็ไปหาจูปาเม่ย
ช่วยไม่ได้ สะใภ้สกุลจูปฏิบัติกับนางย่ำแย่ มีเพียงจูปาเม่ยผู้นี้ที่สามารถพูดคุยด้วยได้บ้าง แม้อีกฝ่ายจะไม่ชอบนางเช่นกัน แต่ไม่ว่าอย่างไรก็เป็น ‘อาเล็ก’ ของลูกในท้องนาง เพื่อเห็นแก่เด็กจึงยังพอจะไว้หน้าอยู่บ้าง
“เจ้ามาที่นี่อีกทำไม?” ทันทีที่จูปาเม่ยเห็นเปี้ยนชิวอิ่งก็ขมวดคิ้วแล้วขยับตะกร้าสีแดงมาตรงหน้าคั่นกลางเอาไว้
แม้นางจะสัญญากับพี่ชายเอาไว้ว่าจะคอย ‘คุม’ เปี้ยนชิวอิ่ง ทว่าก็ไม่ได้รับปากว่าจะเป็นมิตรด้วย
ถึงอย่างไรนางก็เป็นน้องสาวของสามีพี่สะใภ้ หากนางไม่พอใจ พวกนางต้อง ‘ปกป้อง’ นางเป็นธรรมดา นางควรเกรงอกเกรงใจพี่สะใภ้ทั้งหลาย แต่ไม่จำเป็นต้องไว้หน้าหญิงสาวที่จิตใจวิปริตเช่นนี้
“ข้าเจอผ้าเนื้อดีจึงอยากเย็บชุดให้ลูกในท้องข้า เพียงแต่เกินฝีมือที่การตัดเย็บของข้าจะทำได้ ข้าจึงอยากให้เจ้าช่วยสอนข้า” เปี้ยนชิวอิ่งยิ้มเอาอกเอาใจพลางยกผ้าในมือขึ้น
หลังฝึกฝนการตัดเย็บมานาน ต่อให้นางไม่อาจเย็บชุดดี ๆ ได้ แต่ก็ยังได้สัมผัสเสื้อผ้าของหัวหน้าพรรคมาตลอด
จูปาเม่ยเห็นแวบแรกแล้วก็รู้ทันทีว่าผ้าในมืออีกฝ่ายเป็นผ้าฝ้ายชั้นดี ทั้งแน่นและนุ่ม ราคาแพงกว่าผ้าฝ้ายทั่วไปเป็นเท่าตัว
“แหม ไม่ยักรู้มาก่อน เจ้าเคยมีชีวิตสุขสบายนี่นะ” จูปาเม่ยเอ่ยถากถาง “ไม่รู้ว่านายท่านคนนั้นให้ ‘รางวัล’ อะไรมาบ้าง แม้แต่ผ้าแบบนี้ก็ยังยอมยกให้เจ้า”
เปี้ยนชิวอิ่งถามท้วงกลับ “เจ้าคิดว่าข้าไม่ควรนำของเก่ามาใช้หรือ? หากใช้ไม่ได้เจ้าจะนำเสื้อผ้าเก่า ๆ มาทำให้เป็นชุดเล็ก ๆ ให้ลิ่วเป่าก็ได้…”
นางไม่ทันได้พูดจบ จูปาเม่ยก็กลอกตาใส่ “นี่! คิดอะไรของเจ้า เป็นอนุแล้วยังจะให้ข้าช่วยเย็บชุดให้อีกหรือ หน้าไม่อายหรืออย่างไร?”
เปี้ยนชิวอิ่งหน้าเสีย ให้ตายเถิด เจ้าก็เป็นเพียงหญิงชนบทที่หน้าตาสะสวยหน่อยไม่ใช่หรือ เห็นว่าข้าไร้ทักษะงานฝีมือต่างกับเจ้าหรอกนะ หากไม่เช่นนั้นแล้ว…
ทว่าเมื่อนางละสายตาไปมองผ้าเช็ดหน้าที่จูปาเม่ยกำลังปักก็ต้องยอมรับว่างดงามมาก ในบรรดาคนที่นางเคยพบเห็นมาไม่มีใครฝีมือดีไปกว่าจูปาเม่ย
“ข้าจะรับผ้าผืนนี้ไว้ เพื่อไม่เป็นการเอาเปรียบเจ้า ข้าจะยกเสื้อผ้าเก่าให้เจ้าไปทำเป็นชุดเล็ก ๆ ให้ลูกเจ้าใส่เอง” จูปาเม่ยรู้ว่าตนเองไม่อาจออกหน้าหาเรื่องได้ ไม่เช่นนั้นคงเป็นการข่มขู่อีกฝ่าย นางจึงปักเข็มแล้วหยิบพุทราแห้งและเสื้อผ้าเก่าของซานเป่าและซื่อเป่าที่ยังไม่ขาดยื่นให้เปี้ยนชิวอิ่ง
ในขณะเดียวกันก็รับผ้ามาจากอีกฝ่าย
นางไม่สนใจว่าผ้าเนื้อดีในมือเปี้ยนชิวอิ่งจะมาจากไหน ถึงอย่างไรเมื่อตกมาอยู่ในมือนางแล้วก็ถือว่าเป็นของนาง
นางยังเอามาทำเป็นชุดชั้นในให้ตนเองใส่สบายตัวได้
ส่วนจะเย็บชุดให้เด็กหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับว่านางพึงพอใจในฐานะ ‘อา’ แค่ไหน อย่างซานเป่ากับซื่อเป่าก็เพราะนางสนิมสนมกับพี่สะใภ้สี่จึงช่วยตัดเย็บชุดให้
ส่วนต้าเป่ากับเอ้อร์เป่า ตอนยังเล็กนางก็ยังไม่ได้เย็บชุดให้ โตขึ้นมาหน่อยแล้วต้องออกไปพบผู้คน ทว่างานฝีมือของพี่สะใภ้ไม่อาจให้ผู้คนภายนอกเห็นได้ นางรู้สึกอับอาย (เพราะตอนนั้นนางเริ่มเอ็นดูต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าแล้ว) จึงช่วยตัดเย็บให้ไม่กี่ชุด
ผ้าที่ยื่นให้เปี้ยนชิวอิ่งมีรูอยู่บ้าง ทำให้เจ้าตัวอยากจะก่นด่าออกมา
หากไม่ใช่เพราะมาขอความช่วยเหลือ นางคงอยากขว้างผ้าใส่หน้าจูปาเม่ยแล้วสะบัดก้นหนีไป
“ข้าขอขอบคุณอาเล็กของเขา เจ้าคิดดูสิ เด็ก ๆ จะสวมเสื้อผ้าดี ๆ ไปทำไม ให้สวมชุดเก่าไปก่อน…” เห็นได้ชัดว่านางโกรธทว่ายังกลั้นใจพูดเอาอกเอาใจต่อ เพราะนางไม่ต้องการเอ่ยวาจาที่ยังไม่รู้ว่าจะทำให้เกิดผลลัพธ์อย่างไรออกมา
“ไม่จำเป็นต้องขอบคุณ เจ้าก็เพียงแค่ได้ตั้งท้องเร็วเกินไปนัก ไม่อย่างนั้นข้าคงไม่อยากเห็นหน้าเจ้าแม้แต่น้อย” จูปาเม่ยเก็บผ้าแล้วหยิบผ้าที่ปักค้างไว้มาทำต่อ ระหว่างนั้นก็พูดต่อ “แต่ว่านะ เจ้ามักน้อยไปหน่อยหรือเปล่า เป็นอนุสกุลใหญ่ไม่เอา ดันมาเป็นอนุของครอบครัวเรา ไม่รู้ว่าคิดอย่างไรอยู่กันแน่…”
เรื่องทำนองนี้ไม่ต้องแสร้งทำ จูปาเม่ยรังเกียจเปี้ยนชิวอิ่งที่อีกฝ่ายมักน้อย ไปเป็นอนุของสกุลใหญ่และมีชีวิตสุขสบายไม่เอา แต่กลับมายุ่งเกี่ยวกับพี่รองของนางแบบนี้ ดูสิ้นคิดไปเสียหน่อย
เปี้ยนชิวอิ่งอยู่ที่บ้านสกุลจูมานาน ย่อมรู้ว่าจูปาเม่ยต้องการเป็นอนุของสกุลใหญ่ เมื่อเห็นนางพูดเช่นนี้ก็ไม่ได้แปลกใจและกลับรู้สึกโล่งอก
นางส่ายหน้าแล้วอธิบายว่า “มันไม่เหมือนกัน ข้าอยากอยู่กับคนที่ข้ารัก ต่อให้ต้องกินแกลบก็ยังดีกว่าต้องอยู่กับคนที่ไม่ได้รัก ได้อยู่ในบ้านหลังใหญ่ มีสาวใช้ปรนนิบัติ และมีอาหารอร่อยกินอิ่มหนำแล้วอย่างไร หากไม่ได้รักคนที่อยู่ด้วยก็มีแต่จะโดดเดี่ยวและเจ็บปวด… ปาเม่ย ข้ารู้ว่าเจ้าไม่ชอบข้าและคิดว่าข้าโง่ แต่ข้ารักพี่รองของเจ้าจริง ๆ ข้ายอมอยู่กับเขา ต่อให้ต้องขมขื่นและทรมานกับความผิดบาป ข้าก็ยินดี”