ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 854 ดิ้นรนหาทางรอดเพื่อตนเอง
บทที่ 854 ดิ้นรนหาทางรอดเพื่อตนเอง
เสียงคร่ำครวญนี้นับว่าเป็นความ ‘โศกเศร้า’ และ ‘เจ็บปวด’ แสนสาหัส
จูเอ้อร์ใช่ว่าไม่รับรู้ ทว่าเปี้ยนชิวอิ่งในอ้อมแขนกอดเขาแน่นมาก ทั้งยังมองเว้าวอนเขาน้ำตาคลอ ทำเอาเท้าเขาเหมือนติดอยู่ในหล่มจนไม่อาจขยับไปไหนได้
“พี่จูเอ้อร์ ข้ากับลูกจะได้อยู่หรือไม่ ทั้งหมดขึ้นอยู่กับท่านแล้ว…”
ด้านหนึ่งคือหลิวซื่อผู้ระทมทุกข์ อีกด้านคือเปี้ยนชิวอิ่งที่ ‘ตกที่นั่งลำบาก’ และอาจถูกไล่ออกไปได้ทุกเมื่อ เขาเลือกผู้ใดย่อมเห็นได้ชัดอยู่แล้ว
“ท่านแม่ อิ่งเอ๋อร์อุ้มท้องลูกข้าอยู่ เขาเป็นหลานของท่าน ท่านคงไม่ปล่อยสายเลือดสกุลจูไปใช่ไหม?” จูเอ๋อร์แข็งใจไม่มองหลิวซื่อ
ยามนี้หลิวซื่อไม่สนใจเขากับเปี้ยนชิวอิ่งอีกต่อไป นางร่ำไห้พลางกอดขาเย่อวี๋หรานแน่นไม่ยอมปล่อย
เฮ้อ… เย่อวี๋หรานถอนหายใจแล้วเอื้อมมือไปลูบศีรษะหลิวซื่อ
ในฐานะผู้หญิงเหมือนกัน นางจะไม่เข้าใจว่าหลิวซื่อเสียใจเพราะอะไรได้อย่างไร
หากเป็นนาง เกรงว่าคงไม่ยอมอยู่เฉยอย่างหลิวซื่อ อย่าว่าแต่ฉีกทึ้งนังจิ้งจอกผู้นั้น แม้แต่ชายผู้สมคบคิด นางก็จะสับเป็นชิ้น ๆ
“ร้องออกมาเถิด ร้องออกมา ไม่ต้องอดกลั้นไว้ในใจ”
“ท่านแม่… ข้าทุ่มเทให้สกุลจูมานานหลายปี ลำบากยากเข็ญกว่านี้ก็อดทนด้วยกันมา ข้าไม่คิดเลยว่าจูเอ้อร์ที่ซื่อตรงมาตลอดจะทำเรื่องเช่นนี้…” หลิวซื่อปล่อยโฮ “ข้าพยายามจับตามองเขา ท้องใหญ่แค่ไหนก็ยังคอยมองว่าเขากับนังจิ้งจอกทำอะไร เพราะกลัวว่าพวกเขาจะคบชู้ ใครจะคิดว่าข้ายิ่งระแวงก็ยิ่งมีมูล ข้าอยากจะเลิกทำแต่ก็หยุดไม่ได้…”
“มันไม่ใช่ความผิดของเจ้า หมากินขี้ แมวขโมยปลา เจ้าจะหักขาเขาไม่ให้วิ่งพล่านไปทั่วได้อย่างไร” เย่อวี๋หรานปลอบใจสะใภ้ว่าไม่ใช่ความผิดของนาง
โดยทั่วไปแล้วเมื่อผู้ชายนอกใจภรรยา คนที่ถูกโยนความผิดให้มักไม่ใช่สามีหรือชู้ กลับเป็นภรรยาเสียได้ ยิ่งในยุคสมัยนี้ที่การมีอนุเป็นเรื่องชอบธรรม บุรุษสามารถมีสามภรรยาสี่อนุได้ ในฐานะ ‘ภรรยาเอก’ นี่เป็นสิ่งที่เลวร้ายที่สุด
นอกจากจะถูกหักหาญน้ำใจและไม่สามารถ ‘ต่อต้าน’ ได้แล้ว ยังต้องดูแลสามี ภรรยารอง รวมถึงบุตรของสามีและภรรยารองอีก
ภรรยาเอก “…”
กินอาหารที่ข้าหุงหา หลับนอนกับข้า ท้ายที่สุดกลับไม่อาจกล่าวสิ่งใดได้
“พูดก็พูด เรื่องพรรค์นี้ไม่อาจโทษเจ้าได้ บางครั้งฝ่ายชายก็เป็นฝ่ายผิด คนผิดคือเขา เจ้าผิดตรงไหนกัน เจ้าไม่คิดว่าเขาผิดหรือ” เย่อวี๋หรานเอ่ยสำทับ “มันไม่ต่างกับข้าขาหัก คนที่เจ็บก็คือข้า คนอื่นจะบอกว่าพ่อเจ้าเดินไม่ได้ได้อย่างไร ขาพ่อเจ้าใช้การไม่ได้หรือ เรื่องนี้ไม่สมเหตุสมผลเลย…”
หลิวซื่อร้องไห้อยู่อย่างนั้นพักใหญ่
จูเอ้อร์ฟังคำมารดาแล้วรู้สึกว่ายิ่งนางพูดก็ยิ่งไม่เข้าท่า
ตั้งแต่อดีตนั้นชายเป็นใหญ่ เหตุใดท่านแม่ถึงได้เอ่ยเหมือนมันเป็นปัญหา
“ท่านแม่ ท่านพูดเช่นนั้นได้อย่างไร ต่อให้ท่านพยายามปลอบใจหลิวซื่อก็เอ่ยเช่นนั้นไม่ได้…” เขาท้วง “ลูกในท้องอิ่งเอ๋อร์ก็เป็นหลานชายท่านเช่นกัน”
เย่อวี๋หรานส่งสายตาบอกให้หลี่ซื่อมาช่วยพยุงหลิวซื่อไปนั่งข้าง ๆ
ร้องไห้มานานเพียงนี้ หลิวซื่อเองก็ขายหน้าเล็กน้อย จึงตามหลี่ซื่อไปทั้งตาแดงก่ำ
เย่อวี๋หรานบอกกับจูเอ้อร์ “น่าเสียดายจริง ๆ ข้าเองก็มีหลานตั้งหลายคน ไม่มีเด็กคนนี้สักคนก็ไม่ได้ขาดแคลน”
จูเอ้อร์หน้าถอดสีเล็กน้อย “ท่านแม่ หมายความว่าอย่างไร ท่านไม่ยอมรับลูกในท้องอิ่งเอ๋อร์หรือ”
นางไม่มองหน้าเขาอีก กลับมองเปี้ยนชิวอิ่งแล้วเอ่ยว่า “แม่นางเปี้ยน เจ้ามาจากสกุลใหญ่ ทั้งยังเป็นอนุอีก คิดว่าเจ้าคงรู้ดีกว่าใครที่นี่ อนุไม่ใช่ภรรยา อนุได้มาจากการซื้อตัว หมายความว่าเจ้าเป็น ‘ขี้ข้า’ ที่สามารถถูกซื้อและขายได้ทุกเมื่อ ข้าพูดเช่นนี้ไม่ผิดใช่หรือไม่”
เปี้ยนชิวอิ่งหน้าเสีย “จู… จูต้าเหนียง ท่านหมายความว่าอย่างไร?”
“ไม่มีอะไร เพียงแค่อยากเตือนเจ้าว่า หากต้องการเป็นอนุของจูเอ้อร์ข้าก็ไม่คัดค้าน ขอเพียงเจ้าลงนามในสัญญาขายตัว เท่านี้ก็เข้ามาในครอบครัวได้ทุกเมื่อตามต้องการ” เย่อวี๋หรานสะบัดฝุ่นที่ไม่มีอยู่จริงออกจากแขนเสื้อ
“สัญญาขายตัวหรือ!” คำนี้แทงใจดำเปี้ยนชิวอิ่ง ทำเอานางแทบทรงตัวไม่อยู่
สัญญาขายตัวเป็นสิ่งที่ลงนามกันเล่น ๆ หรือไร
อย่าว่าแต่ต้องลงนามหรือไม่ หากต้องลงนามจริง ๆ สัญญาขายตัวฉบับเดิมของนางก็ยังอยู่ในมือของสกุลใหญ่นั้น แล้วนางจะลงนามทำสัญญากับสกุลจูได้อย่างไร
ข้ารับใช้ไม่อาจมีนายสองคนได้
หากนางกล้าทำสัญญาทับซ้อน ชีวิตนี้คงไม่ได้อยู่สบาย
“แม้เราจะอยู่ในที่ไกลปืนเที่ยงเช่นนี้ แต่กฎที่ควรเป็นก็ยังต้องมี สัญญาขายตัวต้องลงนามให้ชัดเจน ไม่เช่นนั้นหากต่อใปสะใภ้รองของข้าโกรธจนเกิดอะไรกับเจ้าขึ้นมา ข้าจะอธิบายกับคนภายนอกอย่างไร” เย่อวี๋หรานเอ่ยด้วยท่าทีเฉยชา “แต่สัญญาขายตัวนี้ต่างออกไป ไม่ว่าเจ้าจะเป็นหรือตายก็ยังต้องเป็นทาสที่สามารถถูกซื้อขายได้ และหากเกิดอะไรขึ้นกับเจ้า ผู้อื่นจะมาโทษเราไม่ได้”
คำพูดนั้นไม่ต่างกับบอกว่าขอเพียงเจ้ากล้าลงนาม ข้าก็กล้าให้สะใภ้รองของข้าทุบตีเจ้าจนตาย
เปี้ยนชิวอิ่งสูดปากพลางมองหน้าขอความช่วยเหลือจากจูเอ้อร์ “พี่จูเอ้อร์ ข้ากลัว…”
น้ำตาพลันร่วงเผาะจากหางตา ดูน่าสงสารยิ่งนัก
“ไม่ต้องกลัวไป ท่านแม่เพียงล้อเล่น…” จูเอ้อร์อยากจะปลอบใจนาง ทว่าไม่ทันได้กล่าวจบก็ถูกมารดาเอ่ยขัด
“เจ้ารอง ข้าไม่ได้พูดเล่น กฎของสกุลใหญ่เป็นเช่นนั้นจริง ๆ ไม่ว่าจะรับอนุหรือไม่ และเหล่าอนุจะได้รับการปฏิบัติอย่างไร ทุกอย่างล้วนขึ้นอยู่กับภรรยาเอก”
จูเอ้อร์อึ้งงัน “ท่านแม่… หากหลิวซื่อปฏิบัติกับนางไม่ดีเล่า?”
“ข้าถึงได้บอกให้นางลงนามในสัญญาขายตัว เผื่อเกิดเหตุจะได้มาโทษหลิวซื่อไม่ได้ อนุถูกฆ่าทิ้งเป็นเรื่องเล็กน้อย” น้ำเสียงเยือกเย็นทิ่มแทงให้ใจหายวาบ
เขานึกไม่ถึงว่าถ้อยคำเหล่านี้จะหลุดมาจากปากมารดา
ไม่เห็นคุณค่าความเป็นมนุษย์โดยสิ้นเชิง ทำเช่นนี้ยังเป็นคนอยู่หรือ?
หลิวซื่อนั่งอยู่อีกด้าน นางตะโกนจะโผเข้ามาทำร้ายเปี้ยนชิวอิ่งแบบนั้น หากนางตั้งใจจะฆ่าแกงกันจริง ๆ คงน่ากลัวไม่น้อย
หลิวซื่อหันไปมองหน้าแม่สามีด้วยสีหน้าตกตะลึงเต็มที ท่านแม่ต้องการให้นางฆ่านังจิ้งจอกนั่นจริงหรือ?
“อย่าหาว่าข้าพูดลอย ๆ เลย เจ้ารอง ถ้าเจ้าไม่เชื่อข้าก็ไปถามแม่นางเปี้ยนดูว่ามีกฎเช่นนี้ในสกุลใหญ่หรือไม่ ถามนางดูว่าอนุที่ไม่เป็นที่โปรดปรานของเจ้านายคนก่อนของนางมีจุดจบอย่างไร…”
เปี้ยนชิวอิ่งอึกอักอย่างไม่รู้จะตอบอย่างไร
นางรู้ดีแก่ใจว่าเหตุที่นางหลบหนีมาจากสกุลใหญ่ก็เพราะเลี่ยงจุดจบเช่นนั้น
นางเองก็ต้องการดิ้นรนหาทางรอดเพื่อตนเอง