ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 857 อนุหลบหนี
ห่างออกไป ณ ศาลถู่ตี้เฉินในหมู่บ้านสกุลจู กานอี้เซียนอ้าปากค้างนิ่งอึ้งไปนาน
ให้ตายเถิด เรื่องราวกลับตาลปัตรเช่นนี้ทำเอาตกตะลึงยิ่งนัก!
สิ่งใดมาถึงมือจูต้าเหนียงย่อมไม่อาจคาดการณ์ได้!
แน่นอนว่าเขาย่อมไม่เชื่อว่านางจะกระทำการ ‘โหดเหี้ยม’ นางคงกล่าวเช่นนี้ออกมาเพราะเป็น ‘แผนการ’ แน่
รอดูผลลัพธ์ก็แล้วกัน
เปี้ยนชิวอิ่งน้ำตาไหลพรากพลางคร่ำครวญ “เหลวไหล ข้าไม่ใช่ข้ารับใช้ของสกุลจู ท่านทำเช่นนี้กับข้าไม่ได้…”
เย่อวี๋หรานนิ่งเฉย “ยามนี้เจ้ายังไม่ได้เป็น ทว่าเจ้าบอกเองไม่ใช่หรือว่าเจ้ามีใจให้เจ้ารองบ้านข้า เจ้าตั้งท้องลูกเขาจึงต้องการเข้ามาเป็นอนุ ในเมื่อต้องการเป็นอนุก็ต้องลงนามในสัญญาขายตัว หลังเจ้าทำสัญญาแล้วเจ้าจะไม่ใช่ข้ารับใช้ของครอบครัวเราได้อย่างไร”
“ข้าไม่ทำ” อีกฝ่ายกล่าวลอดไรฟัน
“หากเจ้าไม่ทำก็ไม่อาจเป็นอนุของเจ้ารองได้” นางถามจับผิด “เจ้าพล่ามออกมาเองไม่ใช่หรือว่าต้องการเป็นอนุของเจ้ารอง บอกว่าพวกเจ้ารักกัน ข้าก็ทำตามที่เจ้าต้องการแล้วไม่ใช่หรือ”
“ข้าต้องการอยู่กับพี่จูเอ้อร์ในฐานะภรรยาของเขา หาใช่ข้ารับใช้”
“แล้วอนุไม่ใช่ข้ารับใช้หรือ” เย่อวี๋หรานแสร้งถามด้วยความงุนงง “ในเมื่อเจ้าอยากอยู่กับเขาแต่ไม่ต้องการเป็นอนุ จะเป็นไปได้อย่างไร เจ้าต้องการเป็นนางห้องข้างหรือ”
เปี้ยนชิวอิ่งไม่ยอมรับหรือปฏิเสธ กลับกล่าวย้ำว่า “ข้าเพียงต้องการอยู่กับพี่จูเอ้อร์ ไม่ว่าเขาต้องการให้ข้าเป็นอะไรข้าก็ไม่สนใจ”
เย่อวี๋หรานรู้สึกหมั่นไส้เต็มที “แม่นางเปี้ยนอย่าเพิ่งรีบร้อนกล่าวอะไรเลย เดี๋ยวเจ้าจะเสียหน้าเสียเอง”
นางหันไปแนะจูเอ้อร์ว่าเปี้ยนชิวอิ่งไม่เป็นอนุก็ไม่ได้รับการคุ้มครองแต่อย่างใด มาเป็นอนุดีกว่ามาก ได้ชื่อและอยู่สบายกับสกุลจู ดีปานไหนกัน
จูเอ้อร์ไม่อาจทัดทานคำมารดาได้แม้แต่น้อย
เปี้ยนชิวอิ่งคิดในใจ ‘ให้ตายเถิด! นางตาบอดเลือกผู้ชายกระจอกเช่นนี้ได้อย่างไร!’
นางแทบอดใจฉีกทึ้งเขาไม่ได้
เขาไม่แม้แต่จะรู้ว่าจูต้าเหนียงพยายาม ‘บีบคั้น’ ไม่รู้กระทั่งจะทักท้วงคำใดกับมารดา
นางกัดฟัน ทว่าสิ่งใดที่ควรพูดนางก็ยังต้องกล่าวออกไป
นางจ้องเย่อวี๋หรานเขม็งขณะเอ่ยเสียงแข็ง “ท่านบีบบังคับข้า!”
เย่อวี๋หรานเลิกคิ้ว “บีบบังคับหรือ เจ้าคิดว่าตนเองสูงส่งมาจากไหน ข้าคร้านจะเสียเวลากับเจ้าแล้ว รีบเลือกมา ต้องการเป็นอนุหรือนางห้องข้าง ข้าจะได้จัดการตามที่เจ้าต้องการ”
สองมือผายออกราวกับเมื่อครู่นางไม่ใช่ผู้ที่กล่าวโน้มน้าวจูเอ้อร์
ถูกบีบคั้นเช่นนี้แล้วเปี้ยนชิวอิ่งจะมีทางเลือกใดอีก
นางพยายามหันไปพึ่งพาจูเอ้อร์ จึงบอกเขาทั้งน้ำตา “พี่จูเอ้อร์ ท่านต้องการให้ข้าเป็นนางห้องข้างจริงหรือ เช่นนั้นหลังเป็นนางห้องข้างแล้วท่านแวะเวียนมาหาบ่อย ๆ ได้หรือไม่ ข้ากลัว ข้าเป็นเพียงสตรีอ่อนแอ อยู่เพียงลำพังกับลูกข้างนอกเช่นนั้น ข้าเกรงว่า…”
หลี่ซื่อแทบหลุดขำออกมาก่อนเอ่ยปราม “อะแฮ่ม ข้าขอเตือนเจ้าไว้ก่อน เมื่อครู่พี่รองเพิ่งให้เจ้าเป็นอนุ”
นางย่อมไม่อาจยอมรับได้ ยามนี้รู้สึกว่าเหมือนกำลังรับชม ‘เรื่องน่าขัน’
สมกับเป็นท่านแม่ นางรู้ว่าไม่ว่าเรื่องอะไรตกถึงมือท่านแม่ ปัญหาที่ยืดเยื้อก็ ‘คลี่คลาย’ ได้ทันที
เห็นไหม ตอนนี้พวกเขากลับกลายเป็นฝ่ายได้เปรียบแล้วไม่ใช่หรือ
เปี้ยนชิวอิ่งชะงัก น้ำตายังคงไหลไม่หยุดเคล้าเสียงเว้าวอน “พี่จูเอ้อร์…”
จูเอ้อร์คิดไม่ได้ในทีแรก เมื่อนางทำเช่นนี้จึงไม่รู้สึกสิ่งใดนอกจากอับอายขายหน้า
เขาจึงไม่แม้แต่จะสบตานาง “อิ่งเอ๋อร์ ท่านแม่เป็นคนตัดสินใจทุกอย่างในบ้านเรา หากเจ้าต้องการอยู่สบายในภายภาคหน้าก็จงฟังคำของนางเสีย เชื่อฟังท่านแม่ถือเป็นสิ่งที่เหมาะสมที่สุด…”
หลี่ซื่อคิด ‘ฮ่า ๆๆ … ยามนี้เปี้ยนชิวอิ่งคงพูดไม่ออกแล้วไม่ใช่หรือ เกรงว่านางคงอยากขย้ำหัวใจของพี่รองเต็มที’
เย่อวี๋หรานคิด ‘เหตุใด ‘เจ้ารอง’ ของนางถึงได้ใสซื่อนักนะ’
เช่นนั้นสิ่งที่ทำให้เปี้ยนชิวอิ่งชอบพอเขาก็คงเพราะเขา ‘ซื่อบื้อ’ และดูคนไม่ออกหรอกหรือ
“ได้ยินไหม แม่นางเปี้ยนลูกข้าบอกให้เจ้าเชื่อฟังข้า” น้ำเสียงเย่อวี๋หรานเปี่ยมแววเย้ยหยัน
เมื่อเปี้ยนชิวอิ่งเข้าตาจน นางก็ต้องการให้ผู้อื่นออกหน้าปกป้องตนเอง ทว่ากลับคิดไม่ถี่ถ้วน แผนการนี้จึงขึ้นอยู่กับคนที่นางหลอกใช้ทั้งหมด
ก่อนหน้านี้ได้ผลเพราะไม่มีใครในสกุลจูทำให้จูเอ้อร์ยำเกรงได้ ตอนนี้เย่อวี๋หรานหลับมาแล้ว จูเอ้อร์จึงไม่กล้า ‘โผล่หัว’ ให้ตกเป็นเป้าของนาง
ยิ่งไปกว่านั้น เขายังรู้ตัวว่ามีบางอย่างไม่ชอบมาพากล ไม่ยอมฝังตนเองให้มารดาหมางเมินเขา แต่เปี้ยนชิวอิ่งยังพยายามโน้มน้าวเขา จะไม่ทำให้เขาตกที่นั่งลำบากได้อย่างไร
“เยี่ยม… เยี่ยมมาก…” เปี้ยนชิวอิ่งปั้นหน้าสลดพลางยื้อเวลาเพื่อคิดหาคำตอบโต้ “เยี่ยมเหลือเกิน สกุลจูของท่านทำกับข้าเช่นนี้สินะ พี่จูเอ้อร์ ท่านทำข้าผิดหวังนัก…”
นางนึกว่าเขาจะทักท้วงบ้าง ทว่าอีกฝ่ายกลับนิ่งเงียบพร้อมเบือนหน้าหนี
“พี่จูเอ้อร์!” นางขึ้นเสียง “มองข้าสิ เหตุใดท่านถึงไม่มองข้า ท่านใจอ่อนหรือ ข้ารักท่านเสียจนยอมอุ้มท้องลูกให้ท่าน ท่านกลับบีบคั้นให้ข้ากับลูกไปตาย ท่านยังมีหัวจิตหัวใจอยู่หรือไม่”
“เจ้าพูดผิดแล้ว ครอบครัวข้าบีบคั้นให้เจ้ากับลูกไปตายตั้งแต่เมื่อไหร่” เย่อวี๋หรานไม่ปล่อยให้อีกฝ่ายกล่าวโน้มน้าวลูกชาย จึงตอกกลับทันควัน “อนุเป็นสิ่งที่เจ้าต้องการเป็น และยังมีนางข้างห้องอีก ทั้งหมดเป็นทางเลือกของเจ้า เรื่องนี้กลายเป็นความผิดของครอบครัวข้าได้อย่างไร ฟังไม่ขึ้นเลยแม้แต่น้อย!”
เดิมทีเป็นเย่อวี๋หรานที่ยืนอยู่ตรงข้ามเปี้ยนชิวอิ่งกับจูเอ้อร์ทว่ายามนี้อยู่ ๆ ก็กลายเป็นเปี้ยนชิวอิ่งที่ยืนอยู่ตรงข้ามเย่อวี๋หรานกับจูเอ้อร์
คนเราเมื่อรีบร้อนย่อมทำพลาดได้ง่าย โดยเฉพาะเมื่อเปี้ยนชิวอิ่งจนมุมเพียงนี้ นางจึงยิ่งทำพลาดง่ายดาย
นางชี้หน้าจูเอ้อร์และตวาดออกมา “แต่เขาเป็นคนทำให้ข้าตั้งท้อง! หากไม่ใช่เพราะเขา ‘ขืนใจ’ ข้า ข้าคงไม่ตั้งท้องและคงไม่คิดจะเป็นอนุของเขา เดิมทีข้าเพียงต้องการเก็บงำความในใจแล้วแอบรักเขาเท่านั้น…”
ระหว่างกล่าวเน้นย้ำความจริงใจ นางยังไม่วายพูดถึง ‘ความบริสุทธิ์ใจ’ ของตนเอง
เคราะห์ร้ายที่เย่อวี๋หรานไม่หลงกล “อ้อ เช่นนั้นเดิมทีเจ้าก็อยากเป็นอนุของเหล่าเอ้อร์นี่เอง ได้เลย มาลงลายนิ้วมือเสียสิ”
นางยังจงใจเรียกถังต้าไห่กับถังเสี่ยวไห่มาจับตัวเปี้ยนชิวอิ่งเพื่อบังคับให้ลงลายนิ้วมือรับรอง
เมื่อเปี้ยนชิวอิ่งเห็นอีกฝ่ายเรียกคนมาก็ตกใจแล้วถอยกรูดตั้งท่าจะหนีทันที
ทว่าโชคร้ายนัก มีหรือที่ผู้หญิงอย่างนางจะวิ่งทันชายสองพี่น้องอย่างถังต้าไห่กับถังเสี่ยวไห่ ทำให้ถูกคว้าตัวมาได้ในทันที
จูซานนำหมึกประทับออกมา
ถังเสี่ยวไห่จับนิ้วนางกดลงบนหมึกแดงแล้วประทับลงบน ‘สัญญาขายตัว’
นางกรีดร้องด้วยความหวาดกลัว “หยุดนะ! ทำเช่นนี้ไม่ได้ ท่านกำลังชิงตัวลูกสาวผู้อื่น…”
เย่อวี๋หรานว่าเย้ย “เจ้ายังเป็นลูกสาวผู้อื่นอยู่อีกหรือ เป็นอนุหลบหนีก็ไม่ถือว่าเป็นลูกสาวผู้อื่นแล้ว ยอมรับแต่โดยดีเสียดีกว่า แม้จะเป็นอนุแต่อย่างน้อยเจ้าก็ไม่ได้เป็น ‘อนุหลบหนี’ ในครอบครัวเรา…”
“ใช่แล้ว ข้าเป็นเป็นอนุหลบหนี ข้ามีเจ้านายอยู่แล้ว ข้ารับใช้คนเดียวจะมีนายสองคนไม่ได้ ต่อให้ท่านให้ข้าประทับนิ้วรับรองก็ไม่มีผล หากนายท่านเจี่ยรู้เข้า เขาไม่มีทางปล่อยพวกท่านไปแน่!…” เปี้ยนชิวอิ่งกรีดร้องแทบขาดใจ