ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 856 แย่แล้ว! ท่านแม่โกรธแล้ว!
บทที่ 856 แย่แล้ว! ท่านแม่โกรธแล้ว!
ทว่าในตอนนี้เป็นเย่อวี๋หรานที่กล่าวถึงกฎอีกข้อ “อ้อ ใช่แล้ว ข้าลืมไป ตามกฎของสกุลใหญ่ ลูกของภรรยาเอกต้องอายุได้สามขวบก่อน เมื่อลูกชายคนโตเติบโตได้ระยะหนึ่งแล้วอนุจึงจะมีลูกได้ เจ้ามีลูกตอนนี้… ไม่เหมาะสม ถือว่าผิดมหันต์ อู๋เป่าของข้าเพิ่งลืมตาดูโลกได้ไม่นานเจ้าก็ท้องเสียแล้ว เจ้าลงนามแล้วต้องแท้งลูกคนนี้เสียก่อน และยังต้องดื่มน้ำแกงและยาคุมกำเนิดจนกว่าหลานข้าจะอายุสามขวบ ถึงจะเลิกดื่มยาและตั้งท้องมีลูกได้…”
หลิวซื่อนึกไม่ถึง ดวงตาพลันเป็นประกาย นังจิ้งจอกผู้นี้อาศัยเด็กในท้องเพื่อเข้ามาเป็นอนุในสกุลจู หากไม่มีเด็กคนนี้แล้วยังจะเป็นอนุได้อยู่อีกหรือ
นางไม่ได้เป็นเพียงคนเดียวที่คิดเช่นนี้ คนอื่นก็คิดไม่ต่างกัน
แม้แต่หลี่ซื่อก็ยังคิด
หากไม่มีเด็กคนนี้และมีสัญญาขายตัว ไม่ได้หมายความว่าจะถูกพี่สะใภ้รองกำจัดยามใดก็ได้หรอกหรือ?
อืม ดูเหมือนความพยายามของเปี้ยนชิวอิ่งจะสูญเปล่าเสียแล้ว!
พี่สะใภ้รองกำจัดนางได้ง่าย ๆ เพียงแค่ ‘ขาย’ ทิ้ง
เปี้ยนชิวอิ่งร้องไห้ คราวนี้ไม่ได้ดูงดงามแต่อย่างใด นางลนลานจับมือจูเอ้อร์ไว้ขณะพูดพล่าม “พี่จูเอ้อร์ ข้าอยู่ไม่ได้หากไม่มีลูกคนนี้ กว่าข้าจะท้องได้ยากเย็นนัก ข้าอยู่ไม่ได้หากไม่มีลูก ฮือ… หากไม่มีลูกข้าคงไม่อยากทำให้พี่จูเอ้อร์เดือดร้อน คงไม่อยากเข้ามาเป็นอนุในครอบครัวของพี่จูเอ้อร์ แต่ตอนนี้ข้าเข้ามาแล้วไม่เพียงแต่ต้องทำสัญญาขายตัว ยังต้องถูกทำร้ายอีกด้วย แล้วข้าจะเข้ามาเพื่ออะไรกัน”
ด้านหนึ่งคือ ‘กฎ’ ของเย่อวี๋หราน อีกด้านคือเปี้ยนชิวอิ่งที่ร่ำไห้ ทำเอาจูเอ้อร์ทำอะไรไม่ถูก
หากจะบอกว่าเขารักเปี้ยนชิวอิ่งมากคงพูดได้ไม่เต็มปาก ภาพของนางในใจเขาไม่ชัดเจน การให้เขาขัดคำสั่งมารดาเพื่อผู้หญิงคนนี้จึงเป็นไปไม่ได้
ทว่าเมื่อเขาคิดว่าเด็กคนนี้มีสายเลือดของตนเอง เขาก็ยิ่งไม่อาจยอมแพ้ได้ “ท่านแม่ เด็กคนนี้… ยอมรับเด็กคนนี้ไม่ได้จริงหรือ ไม่ว่าอย่างไรเขาก็เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของข้า…”
เดิมทีเขาต้องการให้เด็กคนนี้มาแทนที่อู๋เป่า ทว่าตอนนี้…
“ไม่มีทาง เหล่าเอ้อร์ ลูกที่เกิดจากขี้ข้า เจ้ายังต้องการให้เป็นลูกเจ้าอีกหรือ?” เย่อวี๋หรานหัวเราะราวกับได้ยินเรื่องขบขัน “คิดอะไรของเจ้า สายเลือดอีกครึ่งหนึ่งก็มาจากนางไม่ใช่หรือ” นางชี้เปี้ยนชิวอิ่งพลางเอ่ยต่อ “นางเป็นอะไรเล่า อนุไง ทั้งยังเป็นอนุที่หลบหนีมาด้วย รู้ไหมว่าชะตากรรมของอนุเช่นนี้เมื่อถูกสกุลของเจ้านายพบตัวเข้าจะเป็นอย่างไร”
ไม่ทันรอให้จูเอ้อร์ตอบ นางก็กล่าวสำทับเอง “ถูกทุบตีจนตายข้อหาไม่เชื่อฟังและบังอาจหลบหนี ไม่ถูกทุบตีจนตายก็ฆ่าทิ้งเพื่อเชือดไก่ให้ลิงดูกลางลานบ้านต่อหน้าข้ารับใช้คนอื่น ยังจะเก็บเอาไว้ทำไมอีก สู้ใช้เป็นเยี่ยงอย่างให้คนอื่นเห็นดีกว่า ทำให้รู้ว่าเจ้านายโหดร้ายกับพวกเขาได้มากเพียงไหน ต่อไปมีหรือพวกเขาจะกล้าหนีไปไหน”
“หากทุกคนทำเช่นนั้นแล้วภายภาคหน้าสกุลใหญ่จะควบคุมคนได้อย่างไร”
“อาศัยเพียงคำพูดอย่างนั้นหรือ ไร้กฎเกณฑ์กีดกันแล้วสกุลใหญ่จะควบคุมคนได้อย่างไร ในเมื่อมีกฎก็ต้องทำตาม หากไม่ทำตาม ต่อให้สกุลยิ่งใหญ่เพียงไหน ไม่ช้าไม่นานก็ต้องล่มสลาย”
ประโยคนี้หลุดออกมาให้จูเอ้อร์สะดุ้งหวาดกลัว
“พวกเจ้าที่เหลือก็ฟังข้าเอาไว้ด้วย” เย่อวี๋หรานปั้นหน้านิ่ง “ข้ากำหนดกฎขึ้นมา ไม่ได้มีไว้เพื่อให้พวกเจ้าแหกกฎ ใครที่กล้าทำลาย ‘กฎ’ ของข้าเพื่อเปี้ยนชิวอิ่งผู้นี้ได้เดือดร้อนแน่”
สมาชิกสกุลจู “…”
แย่แล้ว! ท่านแม่โกรธแบบนี้น่ากลัวยิ่งนัก!
แน่นอน เรื่องใหญ่โตเช่นนี้นางจะไม่โกรธได้อย่างไร เห็นไหม? ลามมาถึงเราทั้งหมดนี่แล้ว
สกุลถัง “…”
ดูท่าว่า ‘ลิง’ ที่จูต้าเหนียงกล่าวถึงคงเป็นพวกเขา…
การประกาศศักดานี้ช่าง… น่ากลัวนัก!
ไม่มีใครกล้าเงยหน้าสบตาเย่อวี๋หราน
เปี้ยนชิวอิ่งงุนงงเต็มที เกิดอะไรขึ้นกัน? ก่อนหน้านี้นางเป็นฝ่ายมาตามคิดบัญชี แต่ตอนนี้กลับกลายเป็นไก่ให้อีกฝ่าย ‘เชือดให้ลิงดู’ ไปได้อย่างไร!
“จู.. ต้าเหนียง…” นางลูบท้องตนเองพลางจ้องตาเย่อวี๋หรานเขม็ง “พูดอ้อมค้อมมาเสียนาน ที่แท้ท่านเพียงไม่ต้องการยอมรับลูกในท้องข้า ต้องการไล่ต้อนข้าให้จนมุมใช่หรือไม่?”
เย่อวี๋หรานเชิดหน้าเย่อหยิ่งแล้วบอกเสียงแข็ง “เป็นเพียงอนุหลบหนี คู่ควรมาพูดจากับข้าหรือ?”
“ท่าน!…” อีกฝ่ายโกรธเสียจนหายใจไม่ทัน ก่อนจะชี้หน้าถาม “ข้าช่วยเหลือครอบครัวท่านเรื่องต้นพริกเอาไว้ ข้าเป็นผู้มีพระคุณของครอบครัวท่าน ท่านทำกับผู้มีพระคุณเช่นนี้หรือ?”
“เหอะ! ขี้ข้าก็คือขี้ข้า เจ้าทำสิ่งที่ขี้ข้าสมควรทำแล้ว เมื่อเจ้านายพอใจก็เพียงชมเชยเจ้า เจ้ากลับถือตนเป็นใหญ่ อยากจะชุบตัวแล้วเสวยสุขอย่างนั้นหรือ”
สมาชิกสกุลถังทรุดเข่าลง “ข้าน้อยไม่กล้า”
เหตุที่พวกเขาไม่ได้ขยับก่อนหน้านี้เพราะไม่ได้ถูกเย่อวี๋หรานกล่าวถึง ทว่าตอนนี้ต่อว่ามาถึงข้ารับใช้ ปลาในข้องเดียวกัน ไฉนเลยจะไม่มีท่าทีตอบสนอง พวกเขากลัวว่าตนเองจะถูก ‘คิดบัญชีย้อนหลัง’
“เห็นไหม นี่คือท่าทีที่ข้ารับใช้ควรเป็น” เย่อวี๋หรานกล่าวชม “นายไม่พอใจขี้ข้าขายหน้า นายขายหน้าขี้ข้าตายตก นายโมโหขี้ข้ารับผิด นี่คือ ‘กฎ’ ที่ต้องจำให้ขึ้นใจไม่ใช่หรือ”
“สิ่งที่ข้ารับใช้ทำล้วนเป็นหน้าที่ ไม่คู่ควรกับคำชมของเจ้านาย” ถังเหล่าโถวดูสั่นกลัวขณะรีบโขกหัวคำนับให้นาง
เขาโพล่งมาคราวนี้พุ่งเป้าไปยัง ‘สายเลือด’ ของเปี้ยนชิวอิ่ง
“ดูเจ้าสิ แตกต่างจากพวกเขาอย่างไร คิดดูเอาเถิด ‘อนุหลบหนี’ อย่างเจ้ายังมีหน้ามาเถียงข้าฉอด ๆ เช่นนี้หรือ ขี้ข้าที่ไม่รู้จักทำตาม ‘กฎ’ สมควรถูกทุบตีจนตายให้เป็นเยี่ยงอย่างกับพวกเขา มีลูกในท้องแล้วอย่างไร หากขี้ข้าคนอื่นพากันทำตามเจ้าหมด ต่อไปสกุลจูจะควบคุมคนได้อย่างไร” เย่อวี๋หรานกล่าว
สมาชิกสกุลถังกล่าวขออภัยในความผิดพลาด “ข้าไม่กล้า ข้าจะเป็นข้ารับใช้ที่ดี จะไม่ทำเรื่องเสื่อมเสียให้เจ้านายแปดเปื้อน”
เพียงเท่านั้นสมาชิกสกุลจูที่เหลือก็ตระหนักได้ขึ้นมา
เรื่องนี้ก็ยังมองอย่างนี้ได้หรือ!
‘ผู้มีพระคุณ’ อะไรกัน เปี้ยนชิวอิ่งเป็นอนุหลบหนี เป็นข้ารับใช้ นางเพียงทำหน้าที่ของข้ารับใช้เท่านั้น!
หากไม่มีเด็กคนนี้ นางคงไม่มาข้องเกี่ยวกับจูเอ้อร์ นาง ‘ทำลาย’ กฎแบบนี้ต้องถูกฆ่าทิ้ง
……
มันไม่ต่างกับการ ‘พลิกสามทัศน์’ ไปโดยสิ้นเชิง
โดยเฉพาะจูเอ้อร์ที่ก้มหน้าลงจนไม่เห็นสีหน้าของเขา
ก่อนหน้านี้เขาเพียงคิดว่าตนเอง ‘ขืนใจ’ เปี้ยนชิวอิ่งจึงรู้สึกผิดกับนาง ทว่าเมื่อได้ฟังคำของมารดาที่ว่าแม้แต่ฆ่านางก็ยังไม่ผิด ถูกเขาบังคับขืนใจจึงไม่ใช่เรื่องผิดแปลก
จูเอ้อร์ “…”
เขารู้สึกว่ามีสิ่งไม่ชอบมาพากล ทว่าไม่รู้ว่าไม่ชอบมาพากลตรงไหน