ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 86 คุณชายกานผู้นี้เป็นใครกัน
บทที่ 86 คุณชายกานผู้นี้เป็นใครกัน
“ใช่ ๆๆ เจ้าพูดได้ไม่ผิดเลย มันสมควรเรียกว่าเย่โต่ว ถ้าแม่สามีของเจ้าคิดค้นของสิ่งนี้ได้เร็วกว่านี้สักหลายปี พวกข้าคงจะประหยัดแรงไปได้มากโขเชียวล่ะ”
หลี่ซื่อตอบกลับทันทีว่า “ถึงได้บอกว่าบังเอิญยิ่งนักอย่างไรเจ้าคะ พ่อสามีของข้าเป็นคนอย่างไร พวกท่านก็น่าจะรู้ดี เขาขึ้นชื่อว่าทะนุถนอมภรรยายิ่งนัก บ้านข้าอะไรก็ให้แม่สามีเป็นคนตัดสินใจ การทำนาเป็นงานหนักทั้งยังลำบากขนาดนั้น พ่อสามีจะตัดใจปล่อยให้แม่สามีไปทำได้อย่างไร? แม่สามีข้าไม่เคยไปมาก่อนจึงไม่ทราบเลยว่าทุกคนทำนากันอย่างไร ปีนี้ประจวบเหมาะยิ่งนัก นางนึกสนใจขึ้นมาจึงไปดูที่ทุ่งนาเสียหน่อย ค่อยพบว่าที่แท้พ่อสามีกับพี่น้องของสามีข้าทำนากันเช่นนี้เอง ตรากตรำเกินไปแล้ว…แม่สามีจึงคิดว่าไม่ได้การ ต้องคิดหาวิธีหน่อยแล้ว”
“เย่โต่วจึงถูกแม่สามีของข้าประดิษฐ์ขึ้นมาด้วยประการฉะนี้เจ้าค่ะ ถ้าไม่ใช่เพราะคิดค้นขึ้นมาได้กระชั้นชิดเกินไป ตามการออกแบบของท่านแม่ มันสมควรมีลักษณะสี่เหลี่ยมและมีฐานรองข้างล่าง เช่นนี้ก็ไม่จำเป็นต้องหาบมัดข้าวกลับมา แต่นวดข้าวให้เสร็จก่อนแล้วค่อยขนข้าวเปลือกกลับมาทีเดียว แบบนี้จึงช่วยทุ่นแรงและเวลาได้อย่างแท้จริง”
“ท่านป้า บ้านข้ามีคนมาก ไม้ปูเตียงมีหลายอัน ดังนั้นจึงทำของแบบนี้ออกมาได้ แต่บ้านพวกท่านไม่ได้มีคนมากปานนั้น เจ้าสิ่งนี้ก็ไม่ได้ใช้งานบ่อย ๆ ไม่จำเป็นต้องแยกกันทำก็ได้ แต่ร่วมมือกับครอบครัวอื่นทำออกมาใช้งานสักอัน แล้วผลัดเวียนกันใช้ ทั้งสะดวกและประหยัดวัสดุเป็นไหน ๆ”
……
ไม่เพียงแต่แนะนำให้คนในหมู่บ้าน ผู้ใดบ้างจะไม่บอกต่อบ้านมารดาและญาติ ๆ ของตนเอง?
บอกต่อกันไปเป็นทอด ๆ เช่นนี้ ในไม่ช้าก็มีชาวบ้านที่อาศัยอยู่บริเวณเชิงเขาไท่ตังจำนวนมากที่ใช้งาน ‘ฟางโต่ว’ ในช่วงฤดูกาลเก็บเกี่ยว
บัดนี้ มันยังมีชื่อเรียกแบบอื่นเพิ่มขึ้นมา เป็นต้นว่า เย่โต่ว เย่ซื่อฟางโต่ว (ฟางโต่วสกุลเย่) หรือจูซื่อฟางโต่ว (ฟางโต่วสกุลจู)
แต่ไม่ว่าจะมีชื่อเรียกแบบไหน พวกมันล้วนมีไว้สำหรับ ‘นวดข้าว’
แน่นอนว่านี่เป็นเรื่องราวในภายหลังแล้ว
ขณะนี้ในลานเรือนสกุลจู หลังกานอี้เซียนจากไปแล้ว สตรีทั้งหลายก็ยืนล้อมกระต่ายสองตัวและไก่ป่าหนึ่งตัว สายตาจับจ้องพวกมันอย่างหมายมั่น
“ท่านแม่ คุณชายกานผู้นี้เป็นใครหรือเจ้าคะ? ไฉนเขาต้องเอากระต่ายกับไก่ป่ามาให้พวกเราด้วย?” หลี่ซื่อเพียงมองขนของกระต่ายกับไก่ป่าเหล่านั้นก็ทราบว่าทั้งสามตัวอยู่ในช่วงที่มีเนื้อสมบูรณ์ที่สุด เอาไปทำอาหารจะต้องอร่อยเลิศแน่นอน
“เจ้านึกว่าของพวกนี้ได้มาเปล่า ๆ?” เย่อวี๋หรานมองนางแวบหนึ่ง “ไม่เห็นหรือว่าข้าเอาของใส่ตะกร้าเขาไปหนึ่งกระสอบ? นี่คือการแลกเปลี่ยนกันต่างหาก”
“แลกเปลี่ยน? สิ่งของอะไรกันจึงใช้แลกเนื้อได้มากมายเช่นนี้?” หลี่ซื่อนึกสงสัย
“เขาเป็นใครข้าไม่รู้หรอก แต่เขาบอกว่าตัวเองเป็นนายพราน พวกเจ้าทุกคนต้องปิดปากให้สนิท เข้าใจหรือไม่?” เย่อวี๋หรานกล่าวเตือน “ถ้าพูดอะไรที่ไม่ควรพูดออกมาก็อย่าหาว่าข้าไม่เตือน ข้าไม่ไปช่วยพวกเจ้าออกมาจากคุกตารางหรอกนะ”
เมื่อได้ยินคำว่า ‘คุกตาราง’ กระทั่งหลี่ซื่อที่พูดมากก็ไม่กล้าถามต่อ นางเอามือป้องปากแล้วพูดว่า “ข้าไม่ถามแล้วก็ได้ ท่านแม่ เย็นนี้พวกเราทำเนื้อกินกันใช่ไหมเจ้าคะ?”
“ช่วงนี้ก็กินเนื้อกันตลอดไม่ใช่รึ?”
“น้ำพริกใส่เนื้อนั่นจะมีสักเท่าไหร่เชียว ได้กินแค่คนละหนึ่งช้อน ไม่พอยาซอกฟันด้วยซ้ำ…” หลี่ซื่อบ่นอุบ
“บ้านเรายังมีน้ำพริกใส่เนื้อให้เจ้ากิน ลองเปลี่ยนเป็นบ้านผู้อื่นสิ วัน ๆ ได้แต่กินโจ๊ก กินจนเจ้าเบื่อตายพอดี” เย่อวี๋หรานพูดเช่นนั้น แต่ก็ไม่ลืมบอกให้หลี่ซื่อกับหลินซื่อติดไฟ เตรียมจะถลกหนังกระต่ายและถอนขนไก่
หลี่ซื่อกล่าวขึ้นว่า “ท่านแม่ ข้าเห็นว่าขนของกระต่ายพวกนี้ล้วนไม่บุบสลาย ถ้าถลกหนังดี ๆ อาจเอามาทำเสื้ออ่าวตัวเล็ก ๆ ได้เลยนะเจ้าคะ ให้ข้าทำเถอะเจ้าค่ะ ข้าเคยเห็นพ่อข้าถลกหนังกระต่ายมาก่อน ข้าถลกหนังมันได้ไม่มีปัญหา”
เย่อวี๋หรานมองท้องอุ้ยอ้ายของนางแล้วก็มีสีหน้าหนักใจ “เจ้ายังตั้งครรภ์อยู่นะ”
“ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ ข้าไม่กลัว ข้าใจเด็ดยิ่งนัก”
เย่อวี๋หราน “…”
อีกฝ่ายมีท่าทีไม่ยี่หระเช่นนั้นแล้ว นางจะยังมีอะไรให้พูดอีก?
นางจึงให้หลี่ซื่อถลกหนังกระต่าย ว่ากันตามตรง นางรู้ว่าหนังกระต่ายสามารถนำมาฟอกสีได้ แต่ถ้าถามว่าต้องทำอย่างไร นางไม่รู้เลยสักนิด
หลินซื่อกระวีกระวาดไปต้มน้ำบนเตา ส่วนจูปาเม่ย หลินซานยากับหลินซื่อยา หลังจากเมียง ๆ มอง ๆ สักครู่ก็กลับไปที่ลานเรือน ช่วยหลิ่วซื่อกับหลิวซื่อนวดข้าวต่อ
เพื่อไม่ให้เสียเลือดไปโดยเปล่าประโยชน์ ตอนหลี่ซื่อตระเตรียมจะถลกหนังกระต่ายและถอนขนไก่ จึงหาชามสองใบมารองเลือด โดยแยกเป็นชามใส่เลือดกระต่ายและชามใส่เลือดไก่
เย่อวี๋หรานไม่เคยเห็นการถลกหนังกระต่ายมาก่อนจึงมาดูสักหน่อย
นางยังนึกว่าการฆ่ากระต่ายจะเป็นภาพเปื้อนเลือดอะไรเสียอีก แต่กลับไม่เป็นเช่นนั้น เห็นหลี่ซื่อจับกระต่ายห้อยกลับหัวลงมาจากบนเสา มือจับใบหูของมันไว้ แล้วใช้ไม้นวดทุบตรงหลังหูของกระต่าย เท่านี้มันก็ตายแล้ว
เย่อวี๋หราน “…”
“ถ้ามีสุราด้วยก็ดีสิเจ้าคะ ท่านพ่อเคยบอกข้าว่าเขาเรียนมาจากนายพราน เวลาจะฆ่ากระต่ายก็ป้อนสุราให้มันก่อน ผ่านไปสักครู่ค่อยลงมือ รสชาติจะดียิ่งขึ้น” มือไม้หลี่ซื่อทำงานอย่างคล่องแคล่ว พลางเล่าวิธีทำเนื้อกระต่ายให้อร่อยยิ่งขึ้นไปด้วย
“บ้านเจ้าเคยทำมาก่อน?”
“จะเคยได้อย่างไรเจ้าคะ” หลี่ซื่อพูด “ด้วยฐานะครอบครัวของพวกข้า จับกระต่ายได้สักตัวยังต้องอาศัยโชค ยังจะไปเอาสุรามาจากไหน?”
ระหว่างที่พูดกันอยู่ นางก็กลับหัวกระต่ายขึ้นมาแขวนใหม่ แล้วตัดปลายเล็บเท้าทั้งสี่ข้างของมันออกไป
เนื่องจากกระต่ายเพิ่งตาย ตัวยังอุ่นอยู่ ครั้นมีเลือดไหลรินลงมา หลี่ซื่อก็เอาชามไปรองไว้
ขั้นตอนหลังจากนั้นจึงจะเป็นภาพเปื้อนเลือดอย่างแท้จริง
นางเริ่มจากปากของกระต่าย ใช้มีดค่อย ๆ ถลกหนังบริเวณศีรษะออกมา รวมถึงหนังบริเวณหูของมันด้วย นางล้วนลอกออกมาทั้งหมด
ไม่รู้ว่านางทำได้อย่างไร ในไม่ช้าเย่อวี๋หรานก็เห็นว่าหนังของกระต่ายถูกนางพลิกด้านกลับมา ค่อย ๆ ลอกต่อลงมาถึงส่วนลำคอของมัน
หลี่ซื่อค่อย ๆ ลอกหนังลงมาข้างล่าง พลางใช้มีดตัดบริเวณที่ติดกับเนื้อ
นางระมัดระวังยิ่งนัก ทั้งกลัวว่าจะทำหนังมันเสียหาย และกลัวว่าจะสิ้นเปลืองเนื้อบนตัวกระต่าย จึงแล่ช้า ๆ อย่างมีน้ำอดน้ำทน ใช้เวลานานยิ่งกว่าจะแล่ลงมาถึงบริเวณขาหน้าตามด้วยขาหลัง จนท้ายที่สุดก็มาถึงส่วนหาง
“ฮู่ว…เสร็จเสียที!” นางใช้แขนเช็ดเหงื่อบนหน้าผาก สิ่งที่ถืออยู่ในมือก็คือหนังส่วนหางซึ่งด้านขนพลิกเข้าด้านใน
เย่อวี๋หรานคอยสังเกตว่าบนหน้าผากของนางเปียกชื้นหมดแล้ว
“ถ้าเหนื่อยแล้ว เจ้าก็พักสักหน่อยค่อยมาทำต่อเถอะ”
“ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ รีบถลกหนังกระต่ายอีกตัว ประเดี๋ยวจะได้ฟอกหนัง”
“ฟอกอย่างไรรึ?”
“ใช้ผงเกลือกับสารส้มทาไปบนแผ่นหนังส่วนที่ติดเนื้อ จากนั้นก็นวดรีดไขมันและน้ำมันออกมาให้หมด ใช้ซีกไม้ไผ่มาขึงแผ่นหนังเอาไว้ แล้วนำไปผึ่งในบริเวณที่แดดร่มและมีลมโกรก…”
เย่อวี๋หรานฟังแล้วก็คิดว่าไม่ยาก แต่นางก็ทราบว่าเรื่องเหล่านี้พูดแล้วดูเหมือนง่าย แต่เวลาลงมือทำกลับไม่เป็นเช่นนั้น
ก็เหมือนกับที่หลี่ซื่อถลกหนัง ถ้าไม่มีน้ำอดน้ำทนก็ยากจะทำออกมาจนเสร็จ
เย่อวี๋หรานมองหลี่ซื่อที่เริ่มจัดการกระต่ายตัวที่สอง ลอบคิดในใจว่านางดูเบาหลี่ซื่อแล้ว ที่จริงอีกฝ่ายใจเย็นกว่าที่นางคิดไว้มาก!
เมื่อนางตระหนักว่าตนเองค้นพบข้อดีของหลี่ซื่อมากขึ้นเรื่อย ๆ ก็อดจะชื่นชมสายตาเจ้าของร่างเดิมไม่ได้ นี่เป็น ‘ลูกสะใภ้’ ที่ทำให้คนชมชอบจริง ๆ ปากหวาน ค้าขายเก่ง ทั้งยังมากความสามารถ แทบเรียกได้ว่า ‘เพียบพร้อมรอบด้าน’ แล้ว
แน่นอนว่าถ้าสามารถแก้ไขนิสัยปากเปราะ และชอบเอาเปรียบคนอื่นเล็ก ๆ น้อย ๆ ได้ก็ยิ่งจะดีขึ้นไปอีก