ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 84 หญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์มีจิตใจดีงามด้วยหรือ
บทที่ 84 หญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์มีจิตใจดีงามด้วยหรือ
“ใช่แล้ว ๆ ได้ยินว่าท่านป้าเป็นคนต้มชาสมุนไพรนี้ ท่านป้าช่างร้ายกาจจริง ๆ แม้แต่เจ้านี่ก็ทำเป็นด้วย!”
“บังเอิญจริง ๆ ทางท่านป้าเพิ่งจะให้คนส่งมา น้ำชายังมีอยู่เต็มโถ ไม่อย่างนั้นคงแย่จริง ๆ แล้ว”
“ใช่น่ะสิ ทำให้คนตกอกตกใจหมด!”
……
แม้ว่าจูซานเสิ่นจะรู้สึกซาบซึ้งที่น้ำชาของหญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์ผู้นั้นช่วยชีวิตสามีตัวเองเอาไว้ แต่ปากก็ยังพูดออกไปอย่างไม่ยินยอมว่า “นั่นเป็นเพราะนางไม่อยู่ต่างหาก ถ้าหญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์นั่นอยู่ด้วยจะต้องไม่ยอมให้ลุงของเจ้ายกน้ำชามาช่วยคนแน่ หญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์คนนั้นจะมีจิตใจดีงามอะไร ข้ายังจะไม่รู้อีกหรือ?”
แต่นางก็ต้องหน้าเสียอย่างรวดเร็ว เพราะจูปาเม่ยถือตะกร้าใบหนึ่งมาเยือนถึงเรือนพร้อมกับต้าเป่าและเอ้อร์เป่า
“ท่านปู่ ท่านย่า ข้ากับต้าเป่าเอ้อร์เป่ามาเยี่ยมพวกท่านเจ้าค่ะ”
“ท่านปู่ทวด ท่านย่าทวดขอรับ พวกข้ามาเยี่ยมท่านแล้ว!”
เนื่องจากประตูไม่ได้ปิดเอาไว้ จูปาเม่ยจึงพาต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าเดินเข้ามาข้างใน พอดีเห็นพ่อเฒ่าจู แม่เฒ่าจู และคนอื่น ๆ ล้อมจูเหล่าซานเอาไว้ เหมือนกำลังคุยอะไรกันอยู่
ครั้นพ่อเฒ่าจูกับแม่เฒ่าจูได้ยินเสียงของต้าเป่ากับเอ้อร์เป่า ดวงตาก็พลันสว่างวาบ “เหลนที่น่ารักของข้ามาแล้วหรือ! มา ๆๆ ต้าเป่ากับเอ้อร์เป่ามานี่เร็วเข้า”
พ่อเฒ่าจูยังให้แม่เฒ่าจูเข้าไปเอาผลแดงน้อยที่เก็บเอาไว้ออกมาจากในเรือน เพื่อเอามาให้เหลนชาย
ครั้นถึงช่วงเก็บเกี่ยวก็เป็นฤดูกาลสุดท้ายของผลแดงน้อย สำหรับครอบครัวชาวนาแล้ว นี่เป็นของสำหรับรับรองแขกที่ดีมากแล้ว โดยเฉพาะพวกเด็ก ๆ
ต้าเป่ากับเอ้อร์เป่ารู้ความยิ่งนัก กล่าวขอบคุณเสร็จก็เล่าให้ปู่ทวดกับย่าทวดฟังอย่างกระตือรือร้นว่าพวกเขาท่องตำราได้แล้ว ยังท่องให้พวกเขาฟังเสียงเบา
ปู่ทวดกับย่าทวดได้ฟังแล้วย่อมดีใจเป็นธรรมดา ชมเชยไม่หยุดปาก “เด็กดี” “เหลนที่น่ารัก” เฉลียวฉลาดยิ่งนัก
เขาไม่ปรารถนาอะไรมากมายอีกแล้ว เพียงหวังว่าบรรดาลูกหลานเหลนจะมีชีวิตที่สงบและปลอดภัย
จูปาเม่ยบอกเหตุผลของการมาเยี่ยมเยือนครั้งนี้ต่อจูเหล่าซาน จูซานเสิ่น จูเหล่าซื่อ และจูซื่อเสิ่น แล้วส่งตะกร้าสะระแหน่ไปให้ “ท่านอาสาม อาสะใภ้สาม ท่านอาสี่ อาสะใภ้สี่ นี่ก็คือใบสะระแหน่ที่ท่านแม่เพิ่งไปเก็บมาวันนี้เจ้าค่ะ เอาใส่น้ำต้มจนเดือดแล้วทิ้งไว้ให้เย็นลง ทำเป็นชาสมุนไพร ช่วยคลายร้อนในวันที่อากาศร้อน ๆ ได้ดียิ่งนัก ท่านแม่บอกว่าหลายวันนี้ต้องเกี่ยวข้าว ทุกคนล้วนเหน็ดเหนื่อยกันไม่น้อย จึงให้ข้ามาส่งให้โดยเฉพาะเจ้าค่ะ รบกวนท่านอาสะใภ้ทั้งสองช่วยต้มให้ท่านอาและญาติผู้พี่ดื่มคลายร้อนด้วยนะเจ้าคะ”
พริบตานั้นจูซานเสิ่นไม่อยากพูดอะไรแล้ว
จูซื่อเสิ่นอยากหัวเราะ แต่ครั้นนึกถึงว่านั่นเป็นสิ่งของที่หญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์ผู้นั้นส่งมาให้ก็หัวเราะไม่ออก กล่าวอย่างไม่กระตือรือร้นนักว่า “ขอบใจ”
นางไม่ถูกกันกับหญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์ผู้นั้นก็จริง แต่ก็ไม่อาจเอามาลงกับคนรุ่นหลัง
จูปาเม่ยยังอธิบายสรรพคุณอื่น ๆ ของชาสมุนไพร บอกว่าใบสะระแหน่นอกจากสามารถคลายร้อนได้แล้ว หากปวดหัวตัวร้อน เป็นไข้ เจ็บคอ ก็สามารถต้มมาดื่มได้เช่นกัน
แต่ว่าใบสะระแหน่มีฤทธิ์เย็น สตรีควรดื่มแต่น้อย คนที่ตั้งครรภ์หรือคนสุขภาพไม่แข็งแรงกลัวหนาวไม่อาจดื่มได้
“ท่านแม่ยังบอกว่าสะระแหน่มักขึ้นอยู่ริมลำธาร อาสะใภ้สามและอาสะใภ้สี่ถ้าว่าง ๆ สามารถเก็บกลับมาตากแห้งเอาไว้ได้ ถึงเวลาจำเป็นต้องใช้ก็สามารถนำมาชงกับน้ำร้อนได้เจ้าค่ะ”
“แต่ว่าชาที่ใช้ใบแห้งชงเช่นนี้ รสชาติอาจไม่กลมกล่อมเท่ากับนำใบสดมาต้ม”
……
จนกระทั่งจูปาเม่ยพาต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าจากไปแล้ว จูซานเสิ่นยังรู้สึกว่าน่าเหลือเชื่ออยู่บ้าง
“หญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์มีน้ำใจเพียงนี้เชียว?” นางคิดว่าอีกฝ่ายอาจวางอุบายอะไรซ่อนอยู่
จูซื่อเสิ่นครุ่นคิดแล้วเอ่ยว่า “คาดว่านางคงอยากคืนดีกระมัง”
“อาศัยอะไร? นางอยากบอกว่าคืนดีก็คืนดี อยากแตกหักก็แตกหัก นางคิดว่าตัวเองเป็นใคร?” จูซานเสิ่นโพล่งขึ้น
จูซื่อเสิ่นไม่ได้พูดอะไร แต่มองพ่อเฒ่าจูกับแม่เฒ่าจูที่เงียบขรึมไปเล็กน้อย
พ่อเฒ่าจูกับแม่เฒ่าจูถอนหายใจเบา ๆ ไม่ได้พูดอะไร แต่ถ้าจะให้พวกเขาพูด เรื่องในปีนั้นก็ให้เป็นเรื่องของปีนั้น ผ่านมาหลายปีแล้ว ลูกหลานโตกันหมดแล้ว ต่อให้โกรธแค้นกว่านี้ก็น่าจะสลายไปหมดแล้ว
พวกเขาอาจจากไปในสักวัน ถ้าสามารถเห็นครอบครัวรักใคร่กลมเกลียวก่อนที่จะปิดตาลง ก็นับว่าจากไปอย่างวางใจได้แล้ว
จูซานเสิ่นคิดจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ถูกจูซื่อเสิ่นสะกิดแขนเอาไว้จึงไม่พูดออกมา นี่ก็คือความลำบากในการอยู่ร่วมกับผู้สูงอายุ จะพูดอะไรก็ต้องระวังไปหมด ช่างน่าอึดอัดยิ่งนัก
เย่อวี๋หรานพอเดาได้ว่าจะต้องมีคนมาเก็บใบสะระแหน่ แต่คิดไม่ถึงว่าคนจะแห่กันมามากมายเพียงนี้
เมื่อนางรับประทานอาหารเช้าเสร็จก็คว้าตะกร้า พาจูปาเม่ย หลินซานยา กับหลินซื่อยาออกมา ครั้นมองเห็นริมลำธารก็พบว่ามีคนมาเก็บใบสะระแหน่กันแล้ว
เมื่อทุกคนเห็นพวกนาง ก็ยังยิ้มแย้มกล่าวทักทายอีกด้วย
“จูต้าเหนียง เจ้าก็ออกมาเก็บใบสะระแหน่หรือ? เจ้าช่วยข้าดูเร็วว่าที่ข้าเด็ดมาถูกหรือไม่?”
“จูต้าเหนียง เจ้าช่วยดูหน่อยสิว่าใช่สีนี้ไหม? ข้าบอกแล้วว่าเป็นแบบนี้ แต่นางกลับบอกว่าไม่ใช่”
“จูต้าเหนียง เจ้านี่เอาใส่น้ำต้มก็พอแล้วใช่ไหม?”
……
เมื่อก่อนแต่ละคนล้วนหลีกเลี่ยงนาง ตอนนี้กลับดีนัก ต่างคนต่างก็เข้ามาหา ทำหน้าหนาพูดจากับนางอย่างสนิทสนม
เย่อวี๋หรานทอดถอนใจ ชาวนาสมัยโบราณช่างมีความคิดเรียบง่ายยิ่งนัก ไม่มีผลประโยชน์ก็ไม่ตื่นเช้า
นางไม่ได้ปิดบังอำพราง ดึงใบที่ไม่ใช่ออกจากตะกร้าให้พวกนาง บอกพวกนางว่าต้นไม้ที่อยู่ริมลำธารต้นไหนใช่ ต้นไหนไม่ใช่ ชี้ให้ทุกคนเห็นทีละต้น
บริเวณนี้มีสะระแหน่ขึ้นตามริมลำธารหนาแน่นเป็นทิวแถว เพียงพอให้สตรีทั้งหลายเก็บกลับไปได้สบาย ๆ
เย่อวี๋หรานพาเด็กสาวทั้งสามคนออกมา ที่จริงแล้วก็เพื่อเก็บกลับไปกรณีที่มีคนมาขอถึงเรือน จะได้มีการเตรียมการไว้ก่อน
นอกจากนี้ ยังคิดจะไหว้วานคนให้นำใบสะระแหน่ไปส่งให้ที่บ้านเดิมของพวกลูกสะใภ้ด้วย
ส่วนบ้านของจางเยียน ภรรยาลูกชายคนที่สาม ว่ากันตามตรงแล้ว เย่อวี๋หรานลังเลใจยิ่งนัก
ตอนที่นางย้อนยุคมาอยู่ในร่างนี้ ไม่ใช่พูดไว้ว่าจางเยียนเห็นว่าที่เรือนไม่มีข้าวกินจึงกลับบ้านเดิมไปไม่ใช่หรือไร ตอนนี้ถึงฤดูกาลเก็บเกี่ยวแล้ว เหตุใดนางจึงยังไม่กลับมา คงไม่ได้ตั้งใจจะอาศัยอยู่บ้านเดิมตลอดไปหรอกนะ?
ถ้าเป็นภรรยาของลูกชายคนโตหรือลูกชายคนรอง บางทีนางอาจกังวลใจอยู่บ้าง แต่ว่าจูซานแค่มองก็ทราบว่าเป็นคนฉลาด ถ้าจางเยียนมีเรื่องอะไรก็ไม่น่าจะปล่อยปละไม่ไยดีกระมัง?
ยามนั้นเองก็มีคนเดินเข้ามาหา อาศัยช่วงที่ไม่มีคนสนใจกระซิบว่า “จูต้าเหนียง สะใภ้สามบ้านเจ้ากลับมาหรือยัง?”
“ยัง เจ้าถามหานางมีธุระอันใดหรือ?”
อีกฝ่ายมองไปรอบ ๆ ลังเลเล็กน้อย แล้วก็พูดว่า “ก่อนหน้านี้ข้ากลับไปบ้านเดิม ได้ผ่านหมู่บ้านแห่งหนึ่ง เหมือนว่าจะเห็นสะใภ้สามบ้านเจ้าที่นั่น”
“เจ้ากลับบ้านเดิมต้องผ่านหมู่บ้านสกุลจางอย่างนั้นหรือ?” เย่อวี๋หรานประหลาดใจ
“ไม่ใช่ เป็นหมู่บ้านอื่น…” นางบอกชื่อหมู่บ้านแห่งนั้นออกมา “อาจไม่ใช่ก็ได้ ข้าอาจมองผิดไป จูต้าเหนียง เจ้าก็อย่าคิดมากไปเลย แม้จะพูดกันว่าลูกสาวที่แต่งออกมาก็คือคนในครอบครัวแม่สามีแล้ว แต่กลับไปพักบ้านมารดาสักหลายวัน ผ่อนคลายสักหน่อย จะแวะไปที่อื่นบ้างก็เป็นเรื่องธรรมดา”
เย่อวี๋หรานคิดว่าถ้าไม่มีเรื่องอะไรแล้วจะมาพูดแบบนี้หรือ?
เย่อวี๋หรานเริ่มสังหรณ์ใจไม่ดีขึ้นมาเสียแล้ว
เมื่อกลับถึงเรือน นางจึงเรียกหลี่ซื่อที่ทันข่าวสารและเรื่องซุบซิบนินทามาหา ถามนางว่าเคยได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับหมู่บ้านนี้มาก่อนหรือไม่
“หมู่บ้านนี้หรือเจ้าคะ? ไม่มีอะไรนี่นา” หลี่ซื่องุนงง
“ช่วงนี้ไม่มีข่าวซุบซิบอะไรเลยหรือ?”
“ไม่มีนะเจ้าคะ ท่านแม่ มีอะไรหรือเปล่า ท่านได้ยินอะไรมา?”
“เปล่า เจ้าไปทำงานต่อเถอะ ถ้าหลังจากนี้ไปได้ยินอะไรมาจากข้างนอกก็เอามาเล่าให้ข้าฟังด้วย จริงสิ พวกเสี่ยวเม่ยเก็บใบสะระแหน่กลับมาแล้ว เจ้าลองดูเอาแล้วกันว่าจะเอาฝากคนกลับบ้านเดิมไปตอนไหน”
“เจ้าค่ะ ท่านแม่ ท่านดียิ่งนัก ขอบคุณท่านแม่เจ้าค่ะ” หลี่ซื่อไปดูใบสะระแหน่ที่พวกจูปาเม่ยเก็บกลับมาด้วยท่าทางเริงร่า