ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 860 พลันมีท่าทีเย็นขา
เย่อวี๋หรานไม่มีทางปล่อยให้มันระบิดคามือตนเองเด็ดขาด
นางหันไปเห็นหลิวซื่อยัง ‘อาละวาด’ ใส่เปี้ยนชิวอิ่งแล้วทนมองไม่ไหว
แม้จะรู้ว่าระหว่างนี้หลิวซื่อต้องทุกข์ทรมานเพราะคลอดอู๋เป่าก่อนกำหนด แต่หากนาง ‘ระราน’ เปี้ยนชิวอิ่งเช่นนี้ หากทำให้เปี้ยนชิวอิ่งคลอดก่อนกำหนดเหมือนกันจะทำอย่างไร
การคลอดก่อนกำหนดของเปี้ยนชิวอิ่งต่างจากหลิวซื่อ หลิวซื่ออายุครรภ์ได้แปดเดือนแล้ว ต่อให้คลอดก่อนกำหนดก็ยังมีโอกาสรอด ทว่าเปี้ยนชิวอิ่งท้องได้เพียงสามสี่เดือน หากคลอดก่อนกำหนดขึ้นมาจริง ๆ คงไม่มีหนทางรอด
นางสามารถเมินเฉยต่อเด็กในท้องของอีกฝ่ายได้ ทว่าไม่อาจมองข้ามความเดือดร้อนที่จะมาเยือนสกุลจูหากแท้งเด็กคนนี้
“เอาละ เมียเจ้ารอง เจ้าอยู่ที่นี่ตั้งนานแล้ว ทำไมไม่รีบไปดูอู๋เป่าเล่า” เย่อวี๋หรานสั่งเสียงแข็ง “ข้ากลับมาตั้งนานแล้ว ได้ยินพวกเจ้าเอาแต่พูดถึงอู๋เป่ากัน ยังไม่ได้เห็นหน้าค่าตาเลย”
“อื้ม ท่านแม่ ข้าจะไปพามาหาเดี๋ยวนี้ อู๋เป่าของข้าหน้าตาน่ารัก ดูดีที่สุดในบรรดาลูกพี่ลูกน้อง” ทันทีที่ได้ยินเรื่องลูก หลิวซื่อก็เลิกสนใจสิ่งอื่น รอยยิ้มปรากฏบนใบหน้านาง
นางรีบไปห้องข้าง ๆ แล้วอุ้มลูกมาทันที
“พี่สะใภ้รอง…” ทันทีที่หลินซานเม่ยกับหลินซื่อเม่ยเห็นว่านางกลับมาก็ลุกพรวดขึ้น
“ท่านแม่ต้องการเห็นอู๋เป่า ข้าจะอุ้มเขาไปหาท่านแม่” หลิวซื่อเดินอุ้มลูกไปโดยไม่รู้จักจะขอบคุณคนที่ช่วยเลี้ยงดูลูกให้
หลินซานเม่ยและหลินซื่อเม่ยสบตากันอย่างช่วยไม่ได้
กลับเป็นต้าเป่าที่เมื่อเห็นเช่นนี้ก็วิ่งมาขอบคุณแทนหลิวซื่อ
หลินซื่อเม่ยยิ้มพลางลูบศีรษะเขา “ก็ได้ ข้าจะรับ ‘คำขอบคุณ’ ของเจ้าเอาไว้”
“ขอบคุณพี่หลินซื่อ!” ต้าเป่าเผยยิ้มกว้างด้วยรู้ว่าที่นางรับ ‘คำขอบคุณ’ ของเขาไว้เพราะไม่ต้องการให้เขาเสียหน้า
เฮ้อ… ดูท่าเขาจะมีงานใหญ่รออยู่!
อาสะใภ้รองไม่ใช่คนเอาใจใส่ หากเขาไม่สอนอู๋เป่าให้ดีและปล่อยให้น้องชายตามเช็ดตามล้างวีรกรรมที่มารดาก่อเอาไว้ เขาคงได้ยุ่งวุ่นวายแน่
เมื่อเขานึกถึงแม่ตนเอง ต้าเป่าก็รู้ว่าภาระบนบ่าตนนับว่าไม่เบา
หลังหลิวซื่อออกไป เย่อวี๋หรานเรียกถังเหล่าโถวกับภรรยาออกมาแล้วมอบหมายให้จัดการเรื่องเปี้ยนชิวอิ่ง “จับตาดูนางไว้ อย่าให้เกิดเรื่องพลาดขึ้นก่อนสกุลเจี่ยจะมารับนาง”
“เจ้าค่ะ ฮูหยินผู้เฒ่า” ถังเหล่าโถวกับภรรยาขานรับคำสั่งอย่างนอบน้อม
พวกเขาให้ถังต้าไห่กับถังเสี่ยวไห่พาตัวนางออกไป แล้วตามออกไปด้วยกันพร้อมกับครอบครัว
ไม่นานภายในบ้านก็เหลือเพียงสมาชิกสกุลจู
หลิวซื่ออุ้มลูกชายเดินเข้ามาพลางเอ่ยกับเย่อวี๋หรานอย่างอารมณ์ดี “ท่านแม่ ดูสิ อู๋เป่าน่ารักมากใช่ไหม”
หลังคลี่คลายปัญหาเรื่องเปี้ยนชิวอิ่งได้นางก็เหมือนยกภูเขาออกจากอก ทั้งตัวเบาโหยงขึ้นมาก
ตอนนี้อู๋เป่าได้รับการเลี้ยงดูจนขาวผ่องตุ้ยนุ้ย ดูไม่เหมือนเด็กที่คลอดก่อนกำหนดแต่อย่างใด
เย่อวี๋หรานยิ้มขณะรับหลานชายมา “อืม ไม่เลว เด็กคลอดก่อนกำหนดกลับเติบโตมาได้ดีเพียงนี้ถือว่าทุกคนมีส่วนช่วย สะใภ้รอง ที่ผ่านมาเจ้าลำบากมามาก ต้องกังวลเรื่องเจ้ารอง ต้องอยู่ไฟ และยังต้องเลี้ยงอู๋เป่าอีก ลำบากเจ้าแล้ว”
หลิวซื่อพลันตาแดง “ท่านแม่…”
ซาบซึ้งยิ่งนัก
ที่ผ่านมาเกิดเรื่องราวมากมาย ไม่มีใครนึกเห็นใจนางสักคน
พวกเขาเพียงแค่สงสารนาง สมเพชนาง และปล่อยให้นางเผชิญหน้ากับเรื่อง ‘เศร้าสลด’
แม่สามีกลับพูดเช่นนี้ ทำให้นางรับรู้ถึงความห่วงใยของอีกฝ่ายที่มีให้ตนเอง
เย่อวี๋หรานเอื้อมมือไปตบบ่าปลอบใจ “ทุกอย่างผ่านพ้นไปแล้ว ไม่ว่าจะเรื่องระหว่างเจ้ารองกับคนสกุลเปี้ยนจะเป็นจริงหรือไม่ ทุกอย่างก็เป็นการวางแผนของนาง เจ้ารองเป็นคนซื่อ เขาถูกหลอกจึงไม่แปลก เจ้าจึงต้องพลอยเศร้าเสียใจเพราะเขาไปด้วย…”
“ใช่ เป็นความผิดของนังจิ้งจอกนั่น ไม่เช่นนั้นจูเอ้อร์คงไม่กลายเป็นคนเช่นนี้” หลิวซื่อยังไม่วายต่อว่าเปี้ยนชิวอิ่งทั้งที่ยังสะอื้นไห้อยู่
ระหว่างนั้นยังไม่ลืมกล่าวถึงจูเอ้อร์
ผู้หญิงยุคนี้ต่างเป็นเช่นนี้ ไม่เคยรู้สึกว่าสามีของตนเองผิด มีแต่โทษว่าเป็นความผิดของ ‘นังจิ้งจอก’
เย่อวี๋หรานพูดสมานเป็นกาวใจให้สองสามีภรรยา หลิวซื่อจะได้ไม่ถือโทษจูเอ้อร์และใช้ชีวิตคู่อย่างสงบสุข
นางถอนหายใจโล่งอก ผู้หญิงยุคนี้น่าสงสารนัก โชคดีที่นางมาอยู่ในร่างของเจ้าของร่างเดิม ไม่ใช่หลิวซื่อหรือคนอื่น ๆ…
หลังปลอบใจหลิวซื่อ นางก็เปลี่ยนสีหน้าแล้วเรียกหาจูเอ้อร์
“ยืนบื้ออะไรอยู่ตรงนั้น ทำไมยังไม่ขอโทษเมียอีก”
“ท่านแม่…” จูเอ้อร์เงียบและยังคงไม่ได้สติ
เขาเดินมาโดยที่ไม่รู้ตัวว่ามารดาเรียกมาด้วยเหตุใดด้วยซ้ำ
“เจ้าทำผิดและต้องการแหกกฎของครอบครัวที่ข้ากำหนดไว้โดยการรับอนุ ไม่คิดว่าควรขอโทษหลิวซื่อบ้างหรือ” เย่อวี๋หรานบอกพลางจ้องตาเขา
จูเอ้อร์งุนงง “หา? แต่หลิวซื่อบอกว่าไม่ใช่ความผิดของข้าไม่ใช่หรือ เป็น…”
“หุบปาก! แค่ตบหน้ายังไม่พอ หากเจ้าไม่หลงเชื่อ แม่นางสกุลเปี้ยนจะกระทำการลับหลังสมดั่งใจได้อย่างไร สุดท้ายก็เป็นเจ้าที่หวั่นไหวและคิดทำเรื่องที่ไม่สมควร เจ้าถึงปล่อยให้นางได้มีโอกาสฉกฉวยผลประโยชน์” เย่อวี๋หรานเรียกชื่อจริงเขา “จูซุ่นเหวย ตอบข้ามาตามตรง เจ้าต้องการรับอนุจริงไหม”
“ท่านแม่ เหตุใดจึงถามเช่นนั้น” จูเอ้อร์ตกใจ “ข้าต้องการรับอนุตั้งแต่เมื่อไหร่ เรื่องแม่นางเปี้ยนเป็นเหตุสุดวิสัย… หากไม่ใช่เพราะนางบอกว่าตั้งท้องลูกของข้า และข้าก็ไม่อาจปล่อยเลือดเนื้อเชื้อไขของข้าไปได้ ข้าคงไม่ยอมตกปากรับคำ เป็นนางที่เสนอตัวเป็นอนุก่อน ข้าไม่ได้เป็นฝ่ายร้องขอกับนาง…”
หลิวซื่อตะลึงงัน เมื่อครู่นางเพิ่งพูดปกป้องจูเอ้อร์ แม่สามีถามเช่นนี้หรือจะพบเรื่องไม่ชอบมาพากล
“เช่นนั้นเจ้าหมายความว่าต่อไปหากมีใครตั้งท้องลูกของเจ้าจริง เจ้าจะรีบรับนางเป็นอนุอย่างนั้นหรือ?” เย่อวี๋หรานถาม
จูเอ้อร์ “…”
ถ้อยคำนี้เขาจะรับไว้ได้อย่างไร
“เจ้าเห็นว่ากฎของครอบครัวเป็นเรื่องล้อเล่นหรือ” นางพลันมีท่าทีเย็นชาก่อนเรียกผู้ชายที่เหลือในครอบครัวมา “พวกเจ้าฟังข้าให้ดี เมื่อจูซื่อกับจูอู่กลับมาจงไปบอกพวกเขาด้วย พวกเจ้าทุกคน รัดผ้าคาดเอวของเจ้าเอาไว้ให้แน่น เรื่องใต้สะดือคราวนี้ถือเป็นคำเตือน หากควบคุมผ้าคาดเอวตนเองไม่ได้ก็ห้ามดื่มฉี่เหลืองนั่นเด็ดขาด ใครกล้าไปมีหลานชายหลานสาวนอกบ้านให้ข้า ข้าจะเฉือนทิ้งให้หมด”
ชายสกุลจูรู้สึกเสียวสันหลังวาบ
“อย่าคิดว่าข้าล้อเล่น ข้ามีหลานมากพอแล้ว ต่อให้ไม่มีอีกข้าก็ยังมีตั้งห้าคน เทียบกับครอบครัวอื่นถือว่ายิ่งกว่าเพียงพอเสียอีก” นางขึ้นเสียง “ข้า เย่อวี๋หราน จะยอมรับเป็นหลานก็ต่อเมื่อพึงพอใจเท่านั้น!”
ประโยคท้ายดังก้องในใจทุกคนในสกุลจูไปเนิ่นนาน
ฝ่ายชายรู้ว่าคำพูดของมารดาไม่ใช่เรื่องล้อเล่น!
ฝ่ายหญิงกลับถอนหายใจโล่งอก เพราะมันหมายความว่าสถานะในภายภาคหน้าของลูกพวกนางมั่นคงขึ้นมาอีกครั้ง
ไม่มีผู้หญิงคนใดต้องการให้สามีมีบ้านเล็กบ้านน้อยแล้วพาเด็กข้างนอกเข้ามาในบ้านเพื่อเทียบชั้นกับลูกของตนเอง
ยอมได้อย่างไรกันเล่า
พวกนางเป็นภรรยาโดยชอบธรรมที่แต่งเข้ามาอย่างเปิดเผยแท้ ๆ