ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 859 จับชีพจร
“ท่านหมายความว่าอย่างไร ยังจะใส่ความว่าข้าโกหกสกุลจูหรือ?”
“ข้าไม่ได้บอก เจ้าพูดออกมาเอง”
เปี้ยนชิวอิ่งกัดฟันกรอด “ท่านมันหน้าไม่อาย ต่อให้ท่านไม่พูดแล้วคิดว่าข้ารู้ไม่ทันท่านหรือ ท่านเพียงต้องการปัดภาระให้พ้นตัว ข้าจะบอกท่านให้ คิดดูให้ดี… ครอบครัวท่านซื้อต้นพริกมาจากพ่อข้าชัด ๆ ก่อนหน้านี้ลูกชายกับสะใภ้ของท่านก็ยอมรับออกมาเอง…”
“เช่นนั้นก็แปลว่าเจ้าถามพวกเขาว่าซื้อมาจากไหนหรือ?” เย่อวี๋หรานตั้งข้อสงสัย “พวกเขาคงบอกว่าข้าซื้อมาใช่ไหม แต่ว่าข้าไม่ได้อยู่ที่นี่ด้วยซ้ำ เจ้าถามพวกเขาแล้วพวกเขาจะรู้ได้อย่างไร คนที่ซื้อคือข้า เช่นนั้นก็ควรมาถามข้า หากข้าบอกว่าไม่ก็คือไม่… เหตุผลชัดเจนออกอย่างนี้เจ้ายังไม่เข้าใจอีกหรือ หากเจ้าบอกว่าข้าซื้อมาจากพ่อเจ้าก็แสดงหลักฐานมา ไร้หลักฐานมันก็กลายเป็นเพียงคำพูดเลื่อนลอยเพื่อใส่ความกันเท่านั้น”
“ท่าน!…” เปี้ยนชิวอิ่งชี้หน้าอีกฝ่ายด้วยความโมโหจนพูดไม่ออก
หญิงบ้านนอกก็คือหญิงบ้านนอกอยู่วันยังค่ำ เจ้าเล่ห์เพทุบายไปเรื่อย
“ต่อให้เรื่องไปถึงหูนายอำเภอข้าก็จะพูดเช่นเดิมอยู่ดี” เย่อวี๋หรานเอ่ยสำทับราวกับจงใจยั่วโมโหเปี้ยนชิวอิ่ง
แม้จะกำลังโกรธ ทว่าเปี้ยนชิวอิ่งก็ระลึกได้ว่าอีกฝ่ายพูดถูก นางเองไม่มีหลักฐานจึงไร้หนทางพิสูจน์ว่าสกุลจูซื้อต้นพริกมาจากบิดาของนาง
อีกทั้งสถานะ ‘อนุหลบหนี’ ของตนเองยังทำให้ยากที่ผู้คนจะเชื่อว่าคำพูดจากปากนางเป็นเรื่องจริง
สมาชิกสกุลจูกลับโล่งอก เรื่องราวกลับเป็นเช่นนี้ได้ด้วย!
ชายหญิงสกุลจูทุกคนต่างนึกชื่นชมยินดี หลังเปี้ยนชิวอิ่งเข้ามาในบ้าน พวกเขาก็ถูกอีกฝ่ายจูงจมูกมาโดยตลอด นึกไม่ถึงว่าเมื่อมารดากลับมา เหตุการณ์กลับพลิกผันเช่นนี้
หลี่ซื่อกลับมาจากไปหาหมอชาวบ้านพร้อมยาแท้งลูก
“ท่านแม่ ให้ต้มเลยหรือไม่?”
เปี้ยนชิวอิ่งเบิกตากว้างเมื่อเห็นยาในมือนาง “กล้าดีอย่างไร!”
หลี่ซื่อไม่แยแสอีกฝ่าย
ในขณะที่เย่อวี๋หรานพยักหน้าให้เบา ๆ “อืม เจ้าเอาไปต้มเสีย”
หลี่ซื่อไม่ตอบ ทว่าเร่งหันหลังแล้วเดินเข้าครัวไปต้มยาแท้งลูก
หลิวซื่อสะกิดแขนหลินซื่อพลางกระซิบถาม “ท่านแม่จะทำจริงหรือ?”
“พี่สะใภ้สี่ไปต้มยาแล้ว ท่านคิดว่าอย่างไรเล่า” เดิมทีหลินซื่อคิดว่าแม่สามีเพียงข่มขู่ แต่เรื่องราวเป็นไปเช่นนี้ ทำให้นางเริ่มกังขาว่าแม่สามีจะลงมือทำจริงหรือไม่
ไม่ว่าเย่อวี๋หรานจะทำจริงหรือไม่ เจ้าตัวก็ไม่ได้เปิดเผยให้พวกนางรู้ ทำเพียงตั้งกฎหลังถามไถ่ก่อนสั่งให้พวกนางอยู่เฉย ๆ
หากใครกล้าไปยุ่มย่ามกับกงการของนาง นางคงได้ตาม ‘เล่นงาน’ พวกเขาในภายหลัง
เพราะหวาดกลัวอำนาจของเย่อวี๋หราน สมาชิกสกุลจูจึงไม่กล้ายุ่งเกี่ยวด้วย
เดิมทีเปี้ยนชิวอิ่งคิดว่าเย่อวี๋หรานแค่พยายามข่มขู่ให้กลัว ทว่าเมื่อหลี่ซื่อยกชามยาเข้ามา อีกฝ่ายก็สั่งให้ถังต้าไห่กับถังเสี่ยวไห่จับตัวนางไว้ ทำเอานางตื่นตระหนกเต็มที
“ไม่! อย่านะ!”
“พวกเจ้าหยุดเดี๋ยวนี้!”
……
เปี้ยนชิวอิ่งกรีดร้องด้วยความหวาดกลัว นางโพล่งประโยคหนึ่งออกมาให้ทุกคนต้องตะลึง “ลูกในท้องข้าไม่ใช่ลูกของพี่จูเอ้อร์!”
“ไม่ใช่ลูกของพี่รองหรือ!” หลี่ซื่ออึ้งเสียจนแทบทำยาในชามที่ถืออยู่หกใส่พื้น
นางไม่กล้าทำหกไปมากกว่านี้และหันขวับไปมองแม่สามี “ท่านแม่ นางบอกว่าเด็กในท้องไม่ใช่ลูกของพี่รอง”
“ข้าได้ยินแล้ว” เย่อวี๋หรานปั้นหน้านิ่ง “เจ้าบอกว่าไม่ก็หมายความว่าไม่หรือ เจ้ามีหลักฐานที่ไหนมาพิสูจน์ คงไม่คิดว่าเพียงเพราะเจ้าพูดเช่นนั้นแล้วจะไม่ต้องดื่มยาแท้งลูกใช่ไหม?”
“อายุครรภ์! อายุครรภ์ไม่ถูกต้อง…” เปี้ยนชิวอิ่งกล่าวด้วยความอับอายเกินทน “ข้าตั้งท้องก่อนมาอยู่ที่บ้านสกุลจู ขอเพียงให้หมอตรวจก็จะรู้ได้”
เย่อวี๋หรานไม่รอช้า ให้คนไปเชิญหมอชาวบ้านมา
ไม่นานหมาชาวบ้านก็มาถึง เขาจับชีพจรให้เปี้ยนชิวอิ่งแล้วก็มั่นใจว่าเกิดปัญหาขึ้น อายุครรภ์ของนางไม่ตรงกับช่วงที่มาอยู่ที่บ้านสกุลจู
หมอชาวบ้านย่อมไม่รู้เรื่องรู้ราวจึงสับสน ไม่ทราบแม้แต่น้อยว่าเกิดอะไรขึ้นกับสกุลจู เมื่อครู่เพิ่งมาขอยาแท้งลูก ตอนนี้กลับมาตามเขาไปตรวจ
เขามองหญิงสาวสวยแปลกหน้าผู้นี้และสกุลจูแล้วก็รู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดี
“รบกวนท่านหมอแล้ว เราขอไม่ไปส่งท่าน!”
หลี่ซื่อยิ้มแล้วรับหน้าที่ส่งเขาออกจากบ้านไป
เขาเดินจากมาแล้วก็ยังพึมพำอยู่ “อืม เหตุใดข้าถึงได้รู้สึกว่ามันไม่ชอบมาพากลนัก…”
แม้รู้อย่างนั้นทว่ายังไม่อาจหาต้นสายปลายเหตุได้ ทำได้เพียงกอดความอึดอัดใจกลับบ้านไป
ภรรยาเห็นเขากลับมาแล้วจึงงุนงง “เหตุใดเจ้าถึงได้กลับมาเร็วนัก?”
“อืม แค่จับชีพจรแล้วก็กลับมาเลย” เขายื่นล่วมยาให้นาง
“สกุลจูเชิญท่านไปทำไมหรือ?”
“ข้าก็ไม่รู้”
……
ยามนี้เปี้ยนชิวอิ่งถูกมัดตัวเอาไว้ เพราะเห็นแก่ที่ตั้งท้องอยู่จึงไม่ได้ให้นั่งพื้นโดยตรงแต่มีเบาะรองให้
เหตุการณ์กลับตาลปัตรภายในวันเดียวเช่นนี้ อย่าว่าแต่สมาชิกสกุลจูที่ตกใจ แม้แต่จูเอ้อร์เองยังอึ้งไปพักใหญ่
เขาเหลือจะเชื่อ อิ่งเอ๋อร์หลอกลวงเขาหรือ?
“ยังจะมองอยู่อีก!” ทันทีที่หลิวซื่อเห็นเขาจ้องเปี้ยนชิวอิ่ง นางก็ดึงหูเขาพลางก่นด่าอย่างไม่สบอารมณ์ “มีอะไรให้มอง นางเป็นเพียงนังจิ้งจอก ไม่รู้ว่าไปอุ้มท้องมาจากไหนถึงได้จะป้ายความผิดให้ท่านแล้วทำให้ท่านกลายเป็นคนโง่เง่าเต่าตุ่น…”
“อิ่งเอ๋อร์ ทุกสิ่งที่เจ้าพูดกับข้าก่อนหน้านี้ล้วนเป็นเรื่องโกหกหรือ?” จูเอ้อร์ปวดใจนัก
แม้เขาจะไม่ได้มีใจให้นางนัก ทว่าก็ยินดีจะใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับนางอย่างมีความสุข
กลับกลายเป็นว่า…
เด็กในท้องนางไม่ใช่ลูกของเขา และนางทำให้เขาเป็น ‘จอมโง่เง่าเต่าตุ่น’ อย่างที่หลิวซื่อบอก
“ข้าขอโทษ พี่จูเอ้อร์ ข้าเองก็ไร้หนทาง…” เปี้ยนชิวอิ่งเอ่ยเคล้าน้ำตา “ข้าไม่มีทางเลือกจริง ๆ ข้าเองก็ไม่สบายใจ… ข้าเป็นเพียงหญิงสาวอ่อนแอ จะเลี้ยงลูกด้วยตัวคนเดียวได้อย่างไร ข้าอับจนหนทางจึงต้องหาคนพึ่งพา…”
“ข้าโน่นข้านี่!” หลิวซื่อตวาด “ต้องการหาคนพึ่งพาจึงเล็งสามีข้าอย่างนั้นหรือ เรารับเจ้ามาสร้างความเดือดร้อนให้แท้ ๆ เคยเกลียดชังหรือบาดหมางกันหรืออย่างไรถึงได้ทำร้ายเราเช่นนี้ ตอนแรกเราดีกับเจ้าแค่ไหน ทั้งยังนับเจ้าเป็นผู้มีพระคุณอีกด้วย”
“สะใภ้รองจู ข้ายอมรับว่าสกุลจูปฏิบัติกับข้าเป็นอย่างดี แต่ท่านเคยทำดีกับข้าเสียที่ไหนกัน” เปี้ยนชิวอิ่งตอกกลับทั้งดวงตาแดงก่ำ
“เหอะ! เจ้าจ้องสามีข้าตาเป็นมันต่อหน้าต่อตาข้าทั้งวัน ข้ายังไม่ขับไล่เจ้าออกไป นี่ยังถือว่าไม่ดีอีกหรือ ต้องให้ผู้หญิงท้องอย่างข้ายกน้ำชาและหุงหาอาหารให้เจ้าถึงจะเรียกว่าดีหรือ” หลิวซื่อเหลืออด มีแม่สามีจัดการเรื่องนี้แล้ว นางไม่กลัวนังจิ้งจอกผู้นี้อีกต่อไป จึงอวดเบ่งกล่าววาจาตามอำเภอใจ
นางไม่อยากจะยอมรับว่าช่วงที่จูเอ้อร์เข้าข้างเปี้ยนชิวอิ่ง นางโศกเศร้าและแทบอยากตายไปให้พ้น ๆ
เย่อวี๋หรานไม่รอช้า ฉวยโอกาสนี้เรียกจูซื่อกับจูอู่มา บอกให้พวกเขานั่งเกวียนเข้าเมืองไปถามเรื่อง ‘สกุลเจี่ย’ กับพี่เป้าและนายท่านผู้เฒ่าซุน ดูว่ามีอนุชื่อ ‘ชุนเหมย’ หายตัวไปจริงหรือไม่
อนุหลบหนีที่ตั้งท้องอยู่กับพวกเขาเช่นนี้ถือเป็นระเบิดชัด ๆ