ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 862 เกิดอะไรขึ้น?
“เพราะข้าหมั่นลงบัญชีบ่อย ๆ อย่างไรเล่า ยิ่งฝึกฝนบ่อยยิ่งต้องจำได้” หลี่ซื่อเป็นคนสุขุมและมีหัวคิด นางเอ่ยว่า “เจ้าไม่สังเกตหรือว่าข้ามักเขียนคำที่เกี่ยวข้องกับอาหารได้”
หลินซื่อหัวเราะ “ฮ่า ๆ… จริงของท่าน ท่านต้องทำบันทึกรายรับรายจ่ายให้ท่านแม่ดู หากไม่เขียนให้ดีคงถูกต่อว่า มิน่าเล่าถึงได้เขียนหนังสือได้เก่งนัก อยู่ ๆ ข้าก็รู้สึกว่าหากได้ทำเช่นนั้นบ้างก็คงจดจำคำได้มากขึ้น”
“ไม่จริงหรอก” หลี่ซื่อหัวเราะ “ถึงอย่างไรท่านแม่ก็ยังสำคัญที่สุดในครอบครัวเราอยู่วันยังค่ำ ไม่ว่านางจะสั่งอะไรทุกคนก็ต้องทำตาม ไม่มีใครไม่กลัวนาง ฮ่า ๆๆ…”
“แต่ว่ามีท่านแม่อยู่ด้วยนับว่าดีเหลือเกิน” หลินซื่อเอ่ย “เมื่อก่อนท่านแม่อยู่ด้วยข้าก็เพียงรู้สึกว่านางอารมณ์ร้ายเกินไป จึงหวังให้นางพ้นออกไปได้เสียที แต่เมื่อนางไม่อยู่จริง ๆ กลับรู้ซึ้งว่านางไม่อยู่แล้วใจข้าอยู่ไม่สุขแม้แต่น้อย ราวกับว่าไม่มีที่พักพิง”
“ใช่แล้ว ช่วงที่ท่านแม่ไม่อยู่หากข้าทำสิ่งใดผิดไปก็ไม่มีใครรู้ ข้าจึงยิ่งทำผิดพลาด ตอนนี้นางกลับมาแล้วทำให้โล่งใจนัก จึงกล้าทำสิ่งต่าง ๆ มากขึ้น หากทำผิดพลาดยังมีนางคอยชี้แนะ ท่านแม่เป็นดั่งเข็มเทพใต้ทะเลของครอบครัวจริง ๆ”
……
เห็นได้ชัดว่าการเขียน ‘จดหมายทบทวนความคิด’ สุดท้ายแทบกลับกลายเป็นการกล่าวยกยอเย่อวี๋หรานเสียมากกว่า
หลินซื่อเม่ยลอบขำขณะเขียนคำที่พวกเขาเขียนไม่เป็น
หากพูดกันตามตรงนางก็รู้สึกเช่นเดียวกัน โล่งใจที่จูต้าเหนียงกลับมายิ่งนัก
เรื่องของเปี้ยนชิวอิ่งถูกสอบสวนโดยเร็ว
ที่แท้เจี่ยฮงฟางก็มีตัวตนจริงในตำบลอันจิ่ว ทว่าไม่ว่าเขาจะมีอำนาจเพียงใด อำนาจที่แท้จริงคือสกุลเจี่ยในเมืองหลวงที่หนุนหลังเขาอยู่ต่างหาก
สกุลเจี่ยในเมืองหลวงอาจไม่ยิ่งใหญ่นัก ทว่าในตำบลอันจิ่วนั้นนับว่าเป็นมังกรผู้แข็งแกร่ง
สกุลเจี่ย ‘ส่ง’ เจี่ยฮงฟางมา ไม่เช่นนั้นเขาคงไม่มาเป็นพ่อค้าในตำบลเล็ก ๆ อย่างอันจิ่ว
บรรดาพ่อค้ามักพาครอบครัวมาด้วย ยังมีขบวนรถม้ายาวเหยียดนับสิบคันเพื่อโอ้อวด
เดิมทีคนตำบลอันจิ่วคิดว่าเขาเป็นคนใหญ่คนโตจึงพยายามเข้ามาเกาะแข้งขาเป็นคนแรกให้ได้ ทว่าเมื่อเวลาผ่านไป บางคนรู้เบื้องลึกเบื้องหลังของเจี่ยฮงฟางว่าเป็นเพียงผู้พ่ายแพ้จึงจำต้องถอยกลับมา
ความยิ่งใหญ่ที่ถดถอยทำให้เจี่ยฮงฟางโกรธมาก ทว่ายังคอยโน้มน้าวชาวบ้านอยู่ไม่ขาด
“ช่วงนั้นลำบากยากเข็ญนัก สกุลใหญ่ ๆ ก็เป็นเช่นนี้กันหมด เห็นมีเนื้อบนตัวก็กรูกันเข้ามากัดกิน เมื่อสิ้นผลประโยชน์แล้วกลับหนีหายกันไปหมด” พี่เป้าเย้ยหยัน “อันที่จริงก็โทษที่ผู้คนไม่ไว้หน้านายท่านเจี่ยไม่ได้ เขาไม่ได้ทำตัวดี ๆ เมื่อมาถึงที่นี่จริง ๆ กลับวางก้ามใหญ่โตให้คนคิดกันว่าเขามีอำนาจล้นฟ้า ที่แท้เขากลับถูกขับไล่ออกมา อย่าว่าแต่เขาจะได้ผลประโยชน์อะไรเลย เขาอาจถูกสกุลเจี่ยกำจัดทิ้งด้วยซ้ำ ไม่เช่นนั้นจะหนีมาทำไมกัน”
เย่อวี๋หรานนั่งอยู่ตรงข้ามพี่เป้า ฟังเขาเล่าเรื่องเจี่ยฮงฟางราวกับอีกฝ่ายกำลังซุบซิบนินทาอยู่
เขาบอกว่าไม่แปลกที่นางจะไม่เคยได้ยินเรื่องของเจี่ยฮงฟางมาก่อน เพราะก่อนที่นางจะมาถาม พวกเขาก็ ‘เสื่อมอำนาจ’ ลงแล้ว
อย่าเห็นว่าอันจิ่วเป็นเพียงตำบลเล็ก ๆ แต่สกุลที่พอจะมีอำนาจอยู่บ้างยังมาตั้งรกรากที่นี่ อย่างนายท่านผู้เฒ่าซุนที่ทางการส่งมาอยู่ที่นี่
ที่ไกลปืนเที่ยงเช่นนี้เหมาะแก่การ ‘ส่ง’ คนมาที่สุด และยังหมายความว่าเป็นสถานที่ ‘กบดาน’ ได้ดีที่สุดอีกด้วย
ทว่าบางครั้งบางคนที่ดูคล้ายจะ ‘ตกต่ำ’ เบื้องหลังพวกเขาก็ยังมีเส้นสายที่ไม่อาจตัดขาดได้
เจี่ยฮงฟางผู้นี้คาดไม่ถึง คิดเพียงว่าตนเองยิ่งใหญ่และมีอำนาจเพียงพอจะให้ ‘ชาวบ้าน’ ปฏิบัติกับเขาเยี่ยงเจ้านาย เขาสามารถอยู่เป็นจิ้งจอกห่มหนังเสือเพื่อ ‘เป็นใหญ่’ ได้ ไม่นึกว่าสายลมนั้นจะอยู่เพียงครั้งคราว เมื่อเวลาพ้นผ่านไปผู้คนก็ทราบเรื่องราวเบื้องหลังของเขา
“หากท่านต้องการส่งตัวชุนเหมยผู้นี้คืนให้สกุลเจี่ยจริง ๆ ควรทำผ่านทางนายท่านผู้เฒ่าซุนจะดีที่สุด” พี่เป้ากล่าวแนะ “เจี่ยฮงฟางไม่ใช่คนดี หากสกุลจูของท่านไปยุ่งเกี่ยวเข้า เกรงว่าเขาจะ ‘ข่มขู่’ ครอบครัวของท่านเอาได้”
เขากระซิบบอกเย่อวี๋หราน อย่ามองเพียงสกุลเจี่ยในตำบลอันจิ่ว ตอนนี้พวกเขายังคงมีอิทธิพลอยู่บ้าง แม้ยามนี้พวกเขาจะถึงขั้นต้องนำสมบัติของสกุลมาขายแล้วก็ตาม
พวกเขาเริ่มขายสมบัติของสกุลจึงหมายความว่ากำลัง ‘ยากจน’ และตอนนี้สกุลจูกำลังส่งเนื้อแกะชิ้นมันปากพวกเขา เนื้อเข้าปากเสือเช่นนั้นแล้วคงแปลกหากสกุลเจี่ยไม่ถือโอกาสข่มขู่สกุลจูให้จนมุม
“ข้าไม่คิดออกหน้าด้วยตนเองอยู่แล้ว” เย่อวี๋หรานหัวเราะ “สกุลจูของเราเป็นเพียงสกุลเล็ก ๆ เราไม่ไปต่อกรกับสกุลใหญ่ ส่งคนกลับไปโต้ง ๆ อย่างนี้ข้าก็เกรงว่าจะเป็นการหาเรื่องพวกเขา หากยืมมือท่านกับนายท่านผู้เฒ่าซุนได้คงจะเลี่ยงเดือดร้อนได้มาก และสามารถใช้ชีวิตอย่างสงบสุข”
“ฮ่า ๆๆ… ไม่ต้องห่วง ขอเพียงท่านส่งคนมาให้ข้า ไม่ต้องกังวลเรื่องราวเบื้องหลังเลย ข้ารับรองว่าจะไม่ให้แปดเปื้อนมาถึงท่าน”
……
พี่เป้าเดินทางมาครั้งนี้ได้พาคนไปด้วย
ส่วนนายท่านผู้เฒ่าซุนนั้นไม่ได้ปรากฏตัวขึ้นให้เห็นแต่อย่างใด
ส่งพี่เป้าและพรรคพวกกลับไปแล้ว สีหน้าของเย่อวี๋หรานก็ฉายแววเคร่งเครียดขึ้น
จูอู่หันไปจะกล่าวบางอย่าง แต่เมื่อเห็นสีหน้ามารดาก็ชะงัก “ท่านมามีอะไรหรือ เกิดอะไรขึ้น?”
“มีบางอย่างแปลก ๆ ไม่ชอบมาพากลนัก”
จูอู่งุนงงเต็มที
“ตอนที่เจ้ากับเหล่าซื่อเข้าเมืองไปหาพี่เป้า ได้บอกให้เขาช่วยขอความช่วยเหลือ หรือพวกเจ้าไปหานายท่านผู้เฒ่าซุนด้วยตนเอง?” เย่อวี๋หรานถาม
“ข้าให้เขาช่วยบอกต่อให้ ท่านแม่บอกเองไม่ใช่หรือว่าไม่ไปหานายท่านผู้เฒ่าซุนเองก็ไม่เป็นไร”
“แล้วพวกเจ้าไม่ได้เจอนายท่านผู้เฒ่าซุนมานานแค่ไหนแล้ว?”
จู่อู่ฉงน หลังครุ่นคิดจึงตอบว่า “นานแล้ว ดูเหมือนเราจะไม่ได้พบเขาตั้งแต่ที่ท่านแม่ไปโจวเสวีย…”
พูดมาถึงตรงนี้ เขาก็พลันนึกได้ว่ามีบางอย่างผิดปกติ
“ต่อให้พวกเจ้าได้ติดต่อกับนายท่านผู้เฒ่าซุน ก็เป็นพี่เป้าที่เข้ามาแทรกกลางใช่ไหม?”
“อืม ท่านแม่ จะเป็นไปได้หรือ?”
“ข้าไม่รู้ว่าเจ้าสังเกตหรือไม่ แต่ลูกน้องส่วนใหญ่ที่พี่เป้าพามาคราวนี้เป็นคนหน้าใหม่ทั้งนั้น”
“พี่เป้าคัดคนมาใหม่ ถือเป็นเรื่องปกติเวลาเราขยายกิจการไม่ใช่หรือ?”
“แต่บันทึกรายรับรายจ่ายของหลี่ซื่อไม่ได้เปลี่ยนไปจากแต่ก่อนนัก”
จูอู่เข้าใจในทันที พี่เป้ามีลูกน้องใหม่จำนวนมาก ทว่าค่าใช้จ่ายที่หลี่ซื่อบันทึกกลับไม่ได้เพิ่มขึ้น
“เจ้ารู้ความแตกต่างระหว่างอันธพาลกับข้ารับใช้หรือไม่?” เย่อวี๋หรานถามขึ้นอีกครั้ง
เขาส่ายหน้า
“งั้นเจ้าสังเกตครอบครัวของถังเหล่าโถว แล้วนึกย้อนเทียบกับพวกเจี่ยงโหย่วเซิงดู…” นางกล่าว “บางทีข้าอาจคิดมากไป หากเป็นจริงคงแย่ เกรงว่าใจคงเปลี่ยนไปมากแล้ว”
“จะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร?”
นางส่ายหน้ากลั้วขำ “ข้าจะรู้ได้อย่างไร หากต้องการรู้แล้วยังนั่งนิ่งอยู่ที่นี่ไม่ขยับไปไหน ข้าคงเป็นเทพเจ้าไปแล้ว ไฉนเลยจะต้องให้เจ้าไล่ต้อนถามข้า”
จูอู่หัวเราะพลางชะเง้อคอมา “ท่านแม่ ข้าจะไล่ต้อนท่านกลับมาเอง”
กานอี้เซียนในศาลถู่ตี้เฉิน: จูต้าเหนียง ท่านยังต้องการเป็นเทพเจ้าอีกหรือ ข้าคิดว่าท่านก็แทบไม่ต่างจากเทพเจ้าแล้ว หากได้เป็นเทพเจ้าจริง เทพเจ้าอย่างข้าจะไม่ไร้ซึ่งที่สถิตหรอกหรือ?
ทว่าเห็นนางนั่งอยู่บนเก้าอี้รถเข็นแล้วเขาก็ทนมองไม่ไหว