ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 861 อย่ากล่าวถึงเลย น่าเศร้าสลดนัก
ไม่เพียงแต่นางจะต่อว่าจูเอ้อร์ต่อหน้าทุกคน ยังใช้เขาเป็นเยี่ยงอย่างแล้วสั่งให้เขียน ‘จดหมายทบทวนตนเอง’
ใช่ ใช่แล้ว เพียงแค่เขียน
“ท่านแม่ ข้าเขียนหนังสือไม่เป็น…”
เย่อวี๋หรานหรี่ตาลง “นั่นมันเรื่องของเจ้า อย่างไรอีกหนึ่งเดือนให้หลังข้าก็ต้องได้จดหมายทบทวนตัวเองจากเจ้า เขียนมาเสียแล้วจะถือว่าเรื่องนี้สิ้นสุดลลง จะเขียนหรือไม่เจ้าก็ลองคิดดูเอง”
จูเอ้อร์ “…”
ที่บอกให้คิดดูเองหมายความว่าอย่างไร
มันคือคำขู่ว่าไม่เขียนก็ ‘ตาย’ ไม่ใช่หรือ?
เขาไม่มีทางเลือกนอกจากยอมจำนน
ผู้ชายคนอื่นในสกุลจูพลอยโดนลูกหลงและถูกสั่งให้เขียน ‘จดหมายทบทวนความคิด’
“หา ท่านแม่ เราต้องเขียนด้วยหรือ?” จูต้าอึ้งไป
“เรื่องของเจ้ารองเป็นบทเรียนสำหรับพวกเจ้า” นางบอก “เจ้าต้องเรียนรู้จากเรื่องของเจ้ารอง ต่อไปจะหลีกเลี่ยงเรื่องพรรค์นี้อย่างไร หากเกิดขึ้นต้องรับมืออย่างไร”
นางรู้ตัวว่ากำลังทำให้ลูกชายลำบากจึงบอกตบท้าย “พวกเจ้าสามารถหารือกันได้ มีคนมากมายในครอบครัว คนหนึ่งเขียนไม่ได้อีกคนย่อมเขียนได้ ไปถามเอาเสีย”
เหล่าผู้ชายสกุลจู “…”
ท่านแม่ พูดง่ายเช่นนั้น เหตุใดไม่ลองมาเขียนเองดูบ้างเล่า
เขาอดโทษจูเอ้อร์ไม่ได้ อยู่เฉยไม่ชอบทำไมต้องดึงดูด ‘โชคดอกท้อ*[1]’ กันด้วย
จูเอ้อร์สลดหดหู่เช่นกัน โชคดอกท้อนี้เขาไม่ได้ล่อลวงมา เป็นนางเข้าหาเขาเองแท้ ๆ
จูซื่อกับจูอู่กลับมาจากในเมืองแล้วพบว่าตนเองต้องเขียน ‘จดหมายทบทวนความคิด’ ก็แทบร้องไห้ออกมา
“แบบนี้มันได้หรือพี่รอง” จูซื่อคร่ำครวญบอก “ท่านต่อต้านหน่อยไม่ได้หรือ ดูท่านสิ ดูเราสิ… คิดว่าเป็นพ่อคนแล้วอย่างเราจะเขียนหนังสือได้มากมายแค่ไหนกัน”
จูซานพูดแทรก “ข้าเขียนได้”
“พี่สามย่อมทำได้อยู่แล้ว ท่านตามเจ้าเจ็ดไปร่ำเรียนข้างนอกจึงรู้มากกว่า แล้วพวกเราเล่า…” จูอู่ท้วง “หลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดินอย่างเราจะมีเวลาไหนไปเรียนหนังสือกัน”
“ท่านคิดว่าอยู่ข้างนอกแล้วสบายหรือ ทำไมไม่ลองสลับกันดูเล่า”
“เหอะ! ช่างเถอะ ข้าไม่กล้าแย่งหน้าที่ที่ท่านแม่มอบให้ท่านหรอก”
……
หลังสั่งสอนลูกชายเสร็จสิ้นก็ถึงคราวต้องอบรมบรรดาลูกสะใภ้
เย่อวี๋หรานบอกพวกนางว่าหากต้องการ ‘คุม’ สามีให้อยู่หมัด ไม่ใช่ต้องคอยกันหญิงอื่นรอบตัวเขา แต่ต้องเริ่มต้นจากสามีของตนเอง
ขอบเขตอยู่ที่ใดต้องบอกเขาให้ชัดเจน สิ่งนั้นจะได้ไม่เกิดขึ้นแล้วต้องเสียใจยามสายเกินแก้
อย่างเรื่องของหลิวซื่อนั้นโชคดีที่เปี้ยนชิวอิ่งอุ้มท้องลูกคนอื่น หากเป็นลูกของจูเอ้อร์จริงแล้วจะทำอย่างไร
“กำจัดไปก็ได้ไม่ใช่หรือ?” หลิวซื่อเอ่ย
เย่อวี๋หรานตวัดสายตาเย็นชาจ้องเขม็ง “หากกำจัดคนหนึ่งแล้วเจ้าตามกำจัดทุกคนไม่ให้พลาดสักคนได้หรือไม่ หากฆ่าคนอื่นเข้าจะทำอย่างไร ตอนนี้เจ้ามีอู๋เป่าแล้ว ควรคิดถึงเขาให้มากไม่ใช่หรือ เคยเห็นครอบครัวปัญญาชนไหนทำเรื่องเลือดเย็นโหดเหี้ยมบ้าง”
“แล้ว… ต้องทำอย่างไรเล่า?” หลิวซื่อย่นคอด้วยความกลัว
“ซื่อบื้อนัก! ข้าเพิ่งบอกไปว่าให้ตั้งกฎตั้งแต่แรก ขีดเส้นและข้อกำหนดให้ชัดเจน เริ่มต้นจากสามีของพวกเจ้า” เย่อวี๋หรานเอ่ย “เราไม่เหมือนครอบครัวอื่นที่ยอมให้มีสามภรรยาสี่อนุ เราไม่อาจกล่าวถึงเรื่องพรรค์นั้นด้วยซ้ำ ข้าเป็นใหญ่ในบ้านนี้ ข้าพูดคำไหนก็คือคำนั้น พวกเจ้ากลัวสิ่งใดกัน ตั้งกฎแล้วเป็นหูเป็นตาให้ข้า ดูแลสามีและลูกให้ดี ไฉนเลยจะมีเรื่องวุ่นวายเช่นนี้เกิดขึ้นอีก”
เหล่าสะใภ้สกุลจู “….”
หลังอบรมเหล่าลูกสะใภ้แล้ว นางก็เรียกจูปาเม่ย หลินซานเม่ย และหลินซื่อเม่ย มายืนต่อหน้าลูกสะใภ้แล้วถามว่าคิดเห็นอย่างไร
จูปาเม่ยงุนงง “ท่านแม่ ข้ายังไม่ได้แต่งงาน เกี่ยวข้องอะไรกับข้ากัน?”
“เพราะเจ้ายังไม่แต่งงานข้าถึงได้ถาม หากเจ้าไม่คิดล่วงหน้า เมื่อแต่งเข้าบ้านสามีไปแล้วไม่รู้จะทำอย่างไร คงจะตื่นตระหนกไม่ใช่หรือ?”
“เอ่อ…” จูปาเม่ยเอ่ยเมื่อนึกขึ้นได้ “ท่านแม่ ใช่ว่าข้าจะรู้ว่าข้าจะแต่งเข้าสกุลใดแล้วต้องเผชิญหน้ากับสิ่งใดเสียหน่อย”
“ไม่ว่าจะแต่งเข้าสกุลใดหรือเผชิญหน้ากับสถานการณ์ใด เจ้าก็ควรกำหนดชีวิตของตนเองไม่ใช่หรือ” เย่อวี๋หรานมองหน้าลูกสาว “เจ้าอยากมีชีวิตตามประสงค์เจ้าหรือเงยหน้ามองผู้อื่นแล้วยอมให้จูงจมูกไปชั่วชีวิต”
จูปาเม่ยครุ่นคิดก่อนจะตอบว่า “ย่อมอยากมีชีวิตตามประสงค์ของข้า”
“เช่นนั้นไม่ว่าจะแต่งเข้าสกุลใดเจ้าก็ต้องยืนหยัดบนหลักการของตนเอง ผู้อื่นจะได้ทำตามและไม่อาจละเมิดเจ้าได้ แบบนั้นเจ้าถึงจะมีชีวิตตามต้องการได้” เย่อวี๋หรานยกตนเป็นตัวอย่าง “อย่างข้าเอง ตอนนี้พวกเจ้าก็ปฏิบัติตามกฎของข้าอยู่ไม่ใช่หรือ แม้จะไม่ได้ร่ำรวยนัก แต่ตอนนี้พูดได้เต็มปากหรือว่าข้าไม่ได้มีความเป็นอยู่ที่ดี”
บรรดาหญิงสาวในห้องอึ้งไปครู่หนึ่ง ใช่แล้ว คนในครอบครัวทำตามกฎของท่านแม่มาตลอดไม่ใช่หรือ
“แน่นอนว่าหลักการนี้ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ และไม่สามารถกำหนดตายตัวได้ มีบ้างที่ต้องยืดหยุ่น และการใช้วิธีละมุนละม่อมแก้ปัญหาก็ไม่ใช่เรื่องแย่” นางกล่าวสำทับ “ข้าเป็นหัวหน้าสกุลจูจึงเป็นสิทธิ์ของข้า แต่สำหรับคนที่ยังไม่แต่งงาน เจ้าแต่งงานเข้าสกุลใด ครอบครัวสามีเจ้ามีกฎอย่างไรไม่อาจรู้ได้ เมื่อเข้าสกุลพวกเขาแล้วสิ่งแรกที่ควรทำคือการยอมโอนอ่อนบ้าง แต่ก็เพื่อศึกษาสถานการณ์ของฝ่ายสามีเจ้า ค่อยตัดสินใจหาวิธีเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่เจ้าต้องการ ไม่ว่าจะแมวขาวหรือแมวดำ ขอเพียงจับหนูได้ก็นับว่าเป็นแมวที่ดี”
ว่าจบเย่อวี๋หรานก็ให้พวกนางเขียน ‘จดหมายทบทวนความคิด’ เช่นกัน
เหล่าสะใภ้และหญิงสาวสกุลจูที่ได้ฟังคำนางต่างอารมณ์ดีและคิดบางอย่างได้ “…”
แน่นอนว่าพวกนางด่วนดีใจเร็วเกินไป
ไม่นานทั้งชายหญิงสกุลจูก็ไม่สามารถสนใจเรื่องเปี้ยนชิวอิ่งได้อีก แต่ละคนต้องเขียน ‘จดหมายทบทวนความคิด’ ให้เสร็จสิ้น
พวกเขาปรึกษาหารือแลกเปลี่ยนความคิดกัน เรื่องนี้ไม่ใช่ปัญหา ปัญหาอยู่ที่จะเขียนออกมาได้อย่างไรต่างหาก
ไม่มีหนทางอื่น บรรดาผู้ใหญ่มีแต่ต้องไปขอความช่วยเหลือจากต้าเป่ากับเอ้อร์เป่า ใครใช้ให้ทั้งคู่เป็นคนที่รู้หนังสือที่สุดในครอบครัวกัน?
ตอนนี้เองที่ได้รู้ว่านอกจากต้าเป่ากับเอ้อร์เป่า แท้จริงแล้วจูปาเม่ยกับหลินซื่อเม่ยก็กลายเป็นหนึ่งในผู้รู้หนังสือที่สุดในครอบครัวเช่นกัน
“โอ้โห ซื่อเม่ย เจ้าเก่งขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไรกัน” หลี่ซื่อถอนหายใจขณะเขียนลอกเลียนแบบคำที่หลินซื่อเม่ยเขียนให้ดู
“พี่สะใภ้สี่ อย่าด่วนอิจฉาผู้อื่นเลย ท่านเองยังเขียนหนังสือได้มากกว่าข้าเสียอีก…” เสียงนี้ดังมาจากปากหลินซื่อ
นางเป็นสะใภ้ที่อายุน้อยที่สุด แต่กลับรู้หนังสือเทียบเท่ากับสะใภ้ใหญ่อย่างหลิ่วซื่อ ทำเอาความมั่นใจร่อยหรอลงไปมาก
นางคิดมาตลอดว่าควรรู้หนังสือให้มากกว่าพี่สะใภ้รองอย่างหลิวซื่อ แม้จะตามหลังพี่สะใภ้สี่อย่างหลี่ซื่อ ทว่ากลับกลายเป็นว่า…
เฮ้อ… อย่ากล่าวถึงเลย น่าเศร้าสลดนัก
[1] โชคดอกท้อ หมายถึง มีดวงด้านความรัก