ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 864 ความรักเป็นสิ่งสวยงาม
“ไม่มีแต่” เย่อวี๋หรานยกยิ้ม “เอาเถิด ข้าจะถือว่าวันนี้เจ้ามาเยี่ยมข้า ขอบคุณมาก นั่งลงดื่มชาด้วยกันก่อนเถอะ กินมันเทศตากแห้ง อยู่คุยเป็นเพื่อนข้าหน่อย… ข้ากลับมาคราวนี้แข้งขาไม่ดีอีกต่อไป ไม่อาจเดินเหินไปไหนจึงได้แต่อุดอู้อยู่ที่บ้าน ไม่มีใครคอยอยู่คุยด้วยแบบนี้น่าเบื่อไม่น้อย”
กานอี้เซียนยิ่งเศร้าใจเมื่อได้ยินนางพูดเช่นนั้น
เขาพลันนั่งลง “แล้วท่านอยากคุยเรื่องอะไร?”
“อะไรก็ได้ ดินฟ้าอากาศ อะไรที่เจ้าพูดได้ก็พูดมาเถิด” เย่อวี๋หรานยิ้มพลางมองใบหน้าอันหล่อเหลาของเขา “พูดไปแล้วข้าก็รู้จักเจ้ามานาน ยังไม่รู้เลยว่าเจ้าอายุเท่าใดแล้ว น่าจะรุ่นราวคราวเดียวกันเหล่าซื่อกับเจ้าห้าบ้านข้าใช่ไหม”
ใช่ว่านางอยากคาดเดาว่าเขาอายุน้อยกว่า แต่ใบหน้าของเจ้าตัวดูอ่อนเยาว์จริง ๆ ผิวขาวผ่องนั้นดูดีเสียยิ่งกว่าคุณหนูที่เติบโตมาในครอบครัวเศรษฐีเสียอีก
“อ่า… อืม… ก็น่าจะราว ๆ นั้น…” กานอี้เซียนไม่กล้าบอกความจริง
เทพมีอายุยืนยาวหลายร้อยปี แต่กลับถูกมนุษย์ปฏิบัติเหมือนเป็นลูกเช่นนี้ นับว่าเป็นประสบการณ์… ที่แปลกใหม่ไม่น้อย!
“เช่นนั้นเจ้าก็น่าจะแต่งงานแล้วใช่ไหม เมียเป็นลูกสาวสกุลใดเล่า ข้าเคยพบหรือไม่” เย่อวี๋หรานส่งสีหน้าฉงน คล้ายอยากรู้จริง ๆ ว่าหญิงสาวแบบใดจะคู่ควรกับหนุ่มหล่อตรงหน้านางผู้นี้
กานอี้เซียนไม่รู้ตัวแต่อย่างใดว่าใบหน้าที่ถูกอำพรางเอาไว้จางหายไปเล็กน้อย จึงเผยให้เห็นใบหน้างดงามที่แท้จริง
ยังไม่กล่าวถึงเรื่องที่แม้แต่ในสวรรค์เขาก็ยังเป็นหนึ่งในผู้ที่งดงามที่สุด
อย่างไรเสียมารดาเขาก็ได้แต่งงานกับบิดาซึ่งได้ชื่อว่าเป็น ‘ยอดคนงามแห่งแดนเทพ’ ในฐานะลูกชาย เขาจะด้อยไปกว่านั้นได้อย่างไร
บางคนบอกว่ามารดาของเขาใช้ใบหน้าหากิน ไม่เช่นนั้นคนน้ำหน้าอย่างนางคงไม่มีทางได้ลงเอยกับบิดาของเขา
กานอี้เซียน … ทำไมถึงคิดว่าพ่อข้าจะเป็นคน เอ๊ย ไม่ใช่… เทพที่ดีขนาดนั้นเล่า!
อยู่ ๆ ถูกเย่อวี๋หรานถามเรื่องทำนองนี้ ทำเอาเขาเขินอายอยู่บ้าง “เปล่า ข้ายังอายุน้อย เรื่องแบบนี้ไม่ต้องรีบร้อน”
“อายุน้อยอะไรกัน เจ้าสี่ลูกข้าก็เป็นพ่อคนแล้ว อี้เซียน เจ้าอายุไม่น้อยแล้วนะ หากเจอคนเหมาะสมที่จะลงหลักปักฐานด้วยก็รีบทำเถิด ขืนชักช้าเกินไปคนอื่นจะคว้าไปเสียก่อน ถึงเวลานั้นเจ้ามีแต่จะต้องเลือกคนที่เหลืออยู่เท่านั้น” เย่อวี๋หรานเป็นห่วง
ช่วยไม่ได้ ใครใช้ให้คนยุคนี้แต่งงานกันเร็วตั้งแต่ย่างวัยสิบเจ็ด ย่างสิบสี่ก็ต้องหมั้นหมายกันแล้ว อย่างสกุลจูก็ไม่ได้หนีไปจากนี้ ถือว่าไม่เร็วหรือช้าเกินไป
จากอายุของกานอี้เซียน ต่อให้เขายังไม่แต่งงานก็ควรหมั้นหมายแล้ว ไม่เช่นนั้นจะนับว่าเป็น
‘ผู้ชายขึ้นคาน’ ได้
“ไม่เอา พ่อแม่ของข้าก็แต่งงานกันช้า” ผ่านไปหลายร้อยปีกว่าทั้งคู่จะแต่งงานกัน หากถือว่าเขา ‘อายุไม่น้อย’ พ่อแม่ของเขาคงชราภาพเต็มที
“พวกเขาไม่ได้หมั้นหมายกันก่อนค่อยแต่งงานหรือ?”
“ใช่ แต่ตอนที่พวกเขาหมั้นหมายกันก็ยังอายุไม่น้อยอยู่ดี”
เย่อวี๋หรานมองจับผิด “พวกเขาคงไม่ได้เลือก ‘คนขึ้นคาน’ ที่เหลือมาจากผู้อื่นใช่ไหม”
“เปล่าเลย พวกเขาช่างเลือกเสียด้วยซ้ำ พวกเขาเป็นฝ่ายเลือก ไม่ใช่ผู้ถูกเลือก จูต้าเหนียง ที่ที่เราอยู่ต่างจากที่นี่ พวกเราต่างแต่งงานกันช้า…”
เทียบกับมนุษย์แล้วก็นับว่าช้าเพียงพอ
“จริงหรือ ช้าขนาดไหนกันเล่า?” เย่อวี๋หรานโพล่งถามซักไซ้
หากคนเมืองหลวงสามารถแต่งงานช้าลงกว่านี้ได้ นางก็สามารถให้จูปาเม่ยรอไปอีกหน่อย อายุมากกว่านี้ค่อยแต่งงานก็ได้ไม่ใช่หรือ?
การแต่งงานย่อมต้องมีลูก เย่อวี๋หรานรู้ว่าร่างกายของเด็กสาวยังเจริญเติบโตไม่เต็มที่ จะอุ้มท้องอีกชีวิตหนึ่งได้อย่างไร
อย่างน้อยรอจนกว่าจะอายุย่างยี่สิบ ให้ทั้งร่างกายและจิตใจเติบโตเต็มทีค่อยมีลูก ถึงเวลานั้นจะได้สามารถเลี้ยงดูลูกได้
“อืม…” กานอี้เซียนอึกอัก เขาจะอธิบายว่าช่วงเวลาในแดนสวรรค์ต่างจากโลกมนุษย์ได้อย่างไร
เห็นท่าทีของเขาแล้วนางก็ยิ้มบาง ๆ “เอาละ ข้าเข้าใจแล้ว เรื่องที่พ่อแม่เจ้าแต่งงานช้า แท้จริงคือหมายความว่าการแต่งงานช้าไม่ใช่เรื่องผิดแปลก แต่ช้าก็ได้พบผู้คนมากขึ้น บางทีอาจได้รอพบ ‘คนที่ใช่’ ก็เป็นได้ เพียงได้พบคนผู้นั้น เจ้าก็จะรู้สึกว่าชีวิตนี้คุ้มค่าแล้ว หากไม่พบก็เพียงต้องทนต่อไปเท่านั้นเอง”
กานอี้เซียนนึกไม่ถึงว่านางจะพูดเช่นนี้ ทำเอาเขาแปลกใจอยู่บ้าง
ทว่าหลังตรองดูแล้วก็รู้สึกว่าเป็นจริงดั่งนางว่า
กระทั่งตอนที่พ่อแม่ของเขาคบหากัน ไม่มีเทพองค์ใดยินดีกับพวกเขา พากันคิดว่าจะอยู่ด้วยกันไม่ยืด
แต่แท้จริงแล้วพวกเขารักกันยืนยาวหลายปี แม้แต่หลังจากที่เขาเกิดมา
จากมุมมองของคนภายนอก พวกเขาคือคู่รักที่ ‘น่าหมั่นไส้’
“เคราะห์ร้ายที่ชีวิตนี้ข้าไม่มีทางได้เจอคนผู้นั้นแล้ว ข้าไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะมีชาติหน้าหรือไม่” เย่อวี๋หรานถอนหายใจ “หากชาติหน้ามีจริง หากข้าได้มีชีวิตอีกครั้ง ข้าอยากจะพบคนดี ๆ อยากจะหา ‘คนที่ใช่’ และใช้ชีวิตอย่างมีความสุข”
กานอี้เซียนเก็บอาการแล้วกล่าวด้วยความฉงน “จูต้าเหนียงก็ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขแล้วไม่ใช่หรือ ดูสิ ท่านมีลูกชายตั้งหลายคน จูเหล่าโถวก็เชื่อฟังเจ้าทุกคำ… ว่ากันว่า ‘ลูกเต็มบ้านหลานเต็มเมืองนับว่าเป็นพร’ ไม่ใช่หรือ? ตามคำกล่าวนี้ก็นับว่าท่าน ‘โชคดี’ มาก”
“มันต่างกัน อี้เซียน เจ้าเคยรักใครบ้างไหม”
เขาครุ่นคิดก่อนตอบ “รักคืออะไร หลายคนบอกว่าท่านพ่อรักท่านแม่มาก เขาถึงได้เลือกนางทั้งที่มีผู้อื่นอีกมากมาย ข้าเองก็เคยได้ยินเขาบอกว่ารักท่านแม่ แต่ก็ยังไม่เข้าใจว่ามันหมายความว่าอย่างไร”
“ความรักเป็นสิ่งสวยงาม” เย่อวี๋หรานเอ่ยด้วยใบหน้าแฝงแววโหยหา “ไม่ว่าจะทำสิ่งใด ขอเพียงคิดถึงเขาก็จะรู้สึกเปี่ยมสุข ต่อให้ไม่ทำสิ่งใด ขอเพียงได้นั่งเงียบ ๆ เคียงข้างเขาก็แสนจะมีความสุข… ราวกับคนที่มัวคิดวนเวียนอยากจะอยู่กับเขา…”
กานอี้เซียนมองด้วยความงุนงง “บางทีข้าอาจยังไม่พบคนผู้นั้น ข้ารู้สึกว่าตัวเองไม่ได้เหงาเพียงนั้น”
เขาไม่ชอบผู้หญิงที่คอยตามวุ่นวายกับเขา มันน่ารำคาญเสียจนทำให้เขาหงุดหงิด
“เมื่อเจ้าพบนางก็จะรู้เอง” เย่อวี๋หรานชี้อกเขา “ตรงนี้ เจ้าจะรู้สึกใจเต้นผิดจากยามปกติลิบลับ เมื่อเจ้าได้พบคนผู้นั้นมันจะเต้นระรัว เจ้าจะตื่นเต้นและประหม่าเสียจนพูดไม่ออก เจ้าจะมีความสุขและยินดีมาก ชนิดที่เป็นสิ่งสวยงามที่สุดเท่าที่จะนึกออก… แน่นอนว่าเมื่อเวลาผ่านพ้นไป แม้ความรู้สึกรุนแรงเหล่านั้นจะเจือจางลงไปบ้าง แต่มันจะไม่มีวันหายไปหมด เพียงแค่ฝังอยู่ในเรื่องราวเล็ก ๆ น้อย ๆ ในชีวิต อาศัยเพียงความปรารถนาก็จะลุกโชนขึ้นอีกครั้ง”
“จูต้าเหนียง ดูเหมือนท่านจะเข้าใจมันดีนัก เคยรักใครมาก่อนหรือ” แม้ไม่ใช่จูเหล่าโถว กานอี้เซียนก็ยังคิดว่านางต้องมีประสบการณ์มาก่อน จึงอธิบายเรื่องเหล่านี้ได้