ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 863 ท่านอายุยังน้อย ภายภาคหน้ายังมีโอกาสอีกมากมาย
แม้นางจะปรับตัวได้บ้างแล้ว เขาก็ยังรู้สึกว่าจูต้าเหนียงที่วิ่งและเดินได้สมกับเป็น ‘จูต้าเหนียง’ มากกว่า!
ที่ผ่านมาเขาลังเลว่าควรช่วยจูต้าเหนียงรักษากระดูกที่หักหรือไม่
เขาไม่อาจเข้าไปแทรกแซงได้ตามกฎของเทพเซียน
ทว่าให้ทนมองต่อไปเช่นนี้ก็ทำเอา ‘ทำใจไม่ไหว’
“เฮ้อ… ยากเย็นเหลือเกิน!”
กานอี้เซียนเกาหัวอย่างไม่สบอารมณ์
“มีคนมากมายในหมู่บ้านสกุลจู เหตุใดต้องเป็นจูต้าเหนียงที่หกล้มขาหักกัน?”
“เป็นคนอื่นไม่ได้หรือ?”
“หากจูต้าเหนียงขาหักและไม่อาจเดินเหินได้ ใครจะช่วยข้าเพาะปลูกในอนาคต”
……
“ใช่แล้ว ที่ข้าหงุดหงิดก็เพราะเรื่องนี้!” กานอี้เซียนพูดพร่ำราวกับยืนกรานกับตนเอง “หากไม่มีใครช่วยข้าเพาะปลูกแล้วข้าจะสั่งสมบารมีได้อย่างไร ภายภาคหน้าข้าจะได้เลื่อนขั้นได้อย่างไร ข้าจะแสดงอิทธิฤทธิ์ให้ผู้อื่นเห็นได้อย่างไร”
หากเย่อวี๋หรานอยู่ที่นี่ นางคงไม่รู้จะหัวเราะหรือร้องไห้ แล้วเอ่ยว่า ‘เจ้าหมายความว่าอย่างไร หากข้าไม่ช่วยเจ้าเพาะปลูก เจ้าจะสั่งสมบารมีไม่ได้และไม่อาจเลื่อนขั้นได้อย่างนั้นหรือ หากเจ้าต้องการแสดงอิทธิฤทธิ์ให้ผู้อื่นเห็นก็ควรลงมือทำด้วยตนเอง หวังแต่จะพึ่งพามนุษย์ได้อย่างไร’
ไม่นานเย่อวี๋หรานก็ได้พบกานอี้เซียนในสวนหลังบ้าน สีหน้าของเขาฉายแววละล้าละลังคล้ายคิดบางอย่างไม่ตก
เย่อวี๋หรานแปลกใจ “เจ้านี่เอง ไม่ได้เจอมานาน เกิดอะไรขึ้นหรือไม่ ช่วงนี้เจ้ายุ่งหรอกหรือ?”
เขาตอบเสียงแง่งอนโดยพยายามไม่มองขาของนางและเก้าอี้รถเข็น “เปล่า ข้าเพียงหงุดหงิดจึงไม่ต้องการออกมาเท่านั้น…”
“อะไรกัน เจอเรื่องลำบากอีกแล้วหรือ?” เย่อวี๋หรานเผยยิ้มเป็นมิตรพลางโบกมือให้เขา “ไหนบอกข้ามา แผนของคนผู้เดียวสั้น แผนของคนสองคนยาว บางทีข้าอาจพอให้คำแนะนำกับเจ้าได้บ้าง”
“บอกท่านไปก็เสียเปล่า” เขาไม่ยอมเข้าใกล้หรือพูดไปมากกว่านี้
“เจ้ายังไม่ทันได้เล่า แล้วรู้ได้อย่างไรว่าเปล่าประโยชน์” เป็นครั้งแรกที่เย่อวี๋หรานเห็นเขาปฏิเสธ จึงน่าแปลกใจไม่น้อย “เจ้ามาหาข้าหลายครั้ง มีคราวไหนไม่ได้เก็บเกี่ยวบางอย่างไปบ้าง ทั้งปลาตากแห้ง มันเทศตากแห้ง และขนมต่าง ๆ มีครั้งไหนที่เจ้าพลาดบ้าง”
“จูต้าเหนียง” กานอี้เซียนเอ่ยอย่างจนใจ
เขาจะบอกได้อย่างไรว่าเขาไม่ได้เพียงมารับพวกมันจากสกุลจูด้วยตัวเอง ทั้งที่เป็นสิ่งที่สกุลจูควรถวายให้ที่ศาลเจ้า เขาเองก็สบายน้อยลงไม่ใช่หรือ
ยังไม่กล่าวถึงเรื่องที่สกุลจูสามารถเพาะปลูกได้ก็เพราะสิ่งที่สกุลจูถวายนั้นดึงดูดใจเขาและทำให้อิ่มทิพย์ได้มาก
“แล้วรออะไรอยู่เล่า? พูดออกมาเถิด” เย่อวี๋หรานเอ่ยเร่ง
ช่วยไม่ได้ ใครใช้ให้นางชมชอบพ่อหนุ่มผู้นี้กัน หากนางอายุน้อยกว่านี้สักหน่อย…
น่าเสียดาย ใครใช้ให้นาง ‘ผ่านกาลเวลา’ มานานและยังมีครอบครัวแล้ว ต้องการจะสานต่อเพียงใดก็คงไร้โอกาส
พูดไปแล้วก็ไม่ลืมมองหน้าเขา ยิ่งมองก็ยิ่งรู้สึกว่าเขางดงาม ทั้งสง่างามและหล่อเหลา ดูสะดุดตาเป็นพิเศษ
หากได้เห็นเขากินอาหาร นางคงกินได้อีกครึ่งชาม
กานอี้เซียนอึกอักอยู่นานก่อนเอ่ยว่า “อันที่จริงเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องของข้า เป็นเรื่องของเพื่อนข้า ใช่แล้ว เป็นเรื่องของเพื่อนข้า”
เย่อวี๋หรานพยักหน้ารับ “อืม เพื่อนของเจ้านี่เอง”
สุดท้ายเมื่อเห็นท่าทีเก้อเขินของเขาเช่นนี้ ทุกคนต่างก็รู้ว่าเป็นเรื่องเท็จ
“เขามีเรื่องลำบากใจอยู่ เป็นปัญหาใหญ่มาก เขามี ‘เพื่อน’ ที่ดีมากคนหนึ่ง เป็นเพื่อนที่คอยช่วยเหลือเขา แต่ก็เกิดปัญหาขึ้นกับเพื่อนคนนี้ ‘เพื่อน’ ของข้าสามารถช่วยได้ ตอนนี้จึงลังเลใจว่าควรช่วยดีหรือไม่”
“ในเมื่อเป็นเพื่อนกันแล้วเหตุใดจึงไม่ช่วยเล่า ติดขัดตรงไหนหรืออย่างไร” เย่อวี๋หรานไม่โง่ ในเมื่อเขาบอกว่าเป็น ‘เพื่อน’ ย่อมต้องช่วย หากลำบากใจหมายความว่า ‘ความช่วยเหลือ’ นี้ไม่ควรทำ
“ตาม ‘กฎ’ แล้ว ‘เพื่อน’ ของข้าคนนี้ไม่อาจช่วยได้ ไม่เช่นนั้นเขาจะถูกลงโทษ” เขาเอ่ยด้วยท่าทีขึงขังพลางสบตานาง
“เช่นนั้นก็ไม่ต้องช่วย” เย่อวี๋หรานบอกเสียงดังฟังชัด
“ไม่ช่วยหรือ แบบนั้นจะดีหรือ?”
“ใช่ว่าทุกสิ่งจะอยู่ในการควบคุมของเราได้ ในเมื่อมันเป็นการ ‘ฝ่าฝืน’ กฎและทำให้ถูก ‘ลงโทษ’ ก็ไม่ต้องช่วย” เย่อวี๋หรานจ้องกลับแล้วกล่าวด้วยความจริงจัง “ในฐานะ ‘เพื่อน’ ผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือคนนั้นคงไม่ต้องการให้ช่วย เพราะการช่วยเหลือจะทำให้อีกฝ่ายลำบากและถูก ‘ลงโทษ’”
เย่อวี๋หรานครุ่นคิด นอกจาก ‘เรื่องที่คาดเดา’ เอาไว้ ช่วงนี้สกุลจูไม่มีปัญหาอื่นอีก
หากเป็นเพียงการขาดทุน นางย่อมไม่ต้องการให้เด็กดีอย่างกานอี้เซียนฝ่าฝืนกฎเบื้องบนเพราะอยาก ‘ช่วยเหลือ’
“แต่ว่า… แต่ถ้าเพื่อนคนนี้ไม่ช่วย… คนผู้นั้นอาจ… อาจเดินไม่ได้ไปตลอดชีวิต” กานอี้เซียนมองหน้านางทั้งที่เพิ่งหลุดพูดข้อมูลสำคัญออกมา
เพียงเท่านั้นนางก็เข้าใจได้ในทันใด
นางแปลกใจไม่น้อยเพราะคำพูดของเขากล่าวถึงนางชัดเจน
“คนที่เจ้าพูดถึงอยู่คงไม่ได้หมายถึงข้าใช่ไหม ข้าบาดเจ็บชนิดที่ไปหาหมอก็ไม่รู้จะรักษาได้หรือไม่ เกี่ยวอะไรกับเจ้ากัน? เดี๋ยวก่อน หรือว่าจะมีใครจงใจทำให้ข้าบาดเจ็บ?”
“เปล่า ๆ” เขาวิตกหนักจึงรีบโบกมือปฏิเสธ “อาการบาดเจ็บของท่านเป็นอุบัติเหตุ ข้าหมายถึงว่ามันสามารถรักษาได้โดยวิธีเหนือธรรมชาติ… เอ๊ย อย่างไรก็เถอะ ข้าหมายความว่าข้ามีหนทางรักษา เพียงแต่ไม่อาจทำได้ หากทำเช่นนั้นข้าจะถูกทำโทษ”
“เช่นนั้นก็ไม่ต้องช่วย”
คำตอบเดิมถูกเอ่ยออกมาโต้ง ๆ ทำเอากานอี้เซียนงุนงง “หา แต่ถ้าไม่ช่วย ท่านอาจเดินไม่ได้ไปตลอดชีวิต จูต้าเหนียง ท่านมั่นใจแล้วหรือว่าไม่ต้องการให้ข้าช่วย”
“ช้ามั่นใจเสียยิ่งกว่ามั่นใจอีก” นางกล่าวเสียงหนักแน่น “หากการช่วยรักษาข้าจะทำให้เจ้าเดือดร้อน เช่นนั้นก็ไม่ต้องช่วย”
“แต่ว่า…”
เย่อวี๋หรานกล่าวด้วยท่าทีจริงจัง “อี้เซียน เจ้ายังอายุน้อย ภายภาคหน้ายังมีโอกาสอีกมากมาย ต่างกับข้า ข้าแก่จนอายุปูนนี้แล้ว อาจตายวันนี้วันพรุ่งก็ได้ ไม่จำเป็นต้องให้เจ้าถูกลงโทษเพราะคนแก่ใกล้ลงโลงได้ทุกเมื่อ เจ้าควรทำในสิ่งที่ต้องการแล้วใช้ชีวิตให้มีความสุข”
วัยสี่สิบสิ้นสงสัย วัยห้าสิบรู้ซึ้งอาณัติสวรรค์ วัยหกสิบจิตนิ่ง ได้ยินได้ฟังสิ่งใดล้วนรับได้ วัยเจ็ดสิบทำสิ่งใดย่อมได้ดั่งใจนึก
แม้นางไม่ต้องการยอมรับว่าตนเอง ‘ชราภาพ’ ทว่าใครใช้ให้คนสมัยก่อนอายุไม่ยืนยาวกัน? นางโชคไม่ดี ต้องการกล่าวคำว่า ‘อายุยืนนาน’ ก็ยากเหลือเกิน
“แต่ว่า…” แต่ข้าต้องการช่วยท่าน!
กานอี้เซียนไม่ได้เอ่ยคำนี้ออกไป
เขาต้องการช่วยเหลือนาง ไม่เช่นนั้นคงไม่มากล่าวเรื่องนี้กับนาง
แม้จะมี ‘บทลงโทษ’ แต่เขารู้สึกว่าเมื่อเทียบกับบุญบารมีและอิทธิฤทธิ์ที่เขาได้จากการช่วยเหลือนาง มันคุ้มค่าแล้ว
เห็นได้ชัดว่าเขาหลอกใช้นางเพื่อไปสู่เป้าประสงค์ ทว่าจูต้าเหนียงกลับเข้าอกเข้าใจและนึกห่วงใยเขา เขาพลันรู้สึกล้มเหลวในฐานะเทพ! เขาเห็นแก่ตัวเหลือเกิน!