ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 866 ลางบอกเหตุจากสายฟ้า
“ฟ้าร้องดังชนิดที่ข้ารู้สึกว่าชีวิตนี้ไม่เคยได้ยินฟ้าร้องดังขนาดนี้มาก่อน” จูอู่ชะเง้อคอไปด้านนอกแล้วเห็นว่าเมฆครึ้มปกคลุมเหนือเขาไท่ตังแล้ว ราวกับว่าขุนเขาใหญ่โตกำลังจะถล่ม
เขาบอกให้คนอื่นมองตามแล้วถามว่าเคยพบเรื่องเช่นนี้มาก่อนหรือไม่
หลังจากถามไปทั่วก็ปรากฏว่าไม่มีใครเคยเห็น
ครืน…
เสียงฟ้าร้องยังคงดังไม่หยุด
สายฟ้าฟาดดั่งดาบสีม่วงฟันลงจากฟากฟ้า
เปรี้ยง!
มันผ่าลงบนยอดเขาไท่ตัง
จูต้าและน้อง ๆ ที่มองอยู่ย่นคอขณะหลับตาด้วยความกลัว
กานอี้เซียนทรุดลงกับพื้น เขากัดฟันกรอดด้วยความเจ็บปวด “โอ๊ย… สมกับเป็น ‘อัสนีเคราะห์’ ในตำนาน ทำข้าเจ็บเจียนตายอยู่แล้ว!”
“มิน่าเล่าถึงได้ทำให้เหล่ามารและปีศาจหวาดกลัวจนอยู่อย่างสงบเสงี่ยมในแดนสวรรค์ เจ็บเพียงนี้คงมีน้อยคนที่สามารถทานทนได้”
“ข้าจะถือว่าคราวนี้เป็นบทเรียน!”
……
ลืมตาขึ้นอีกครั้ง เมฆทะมึนก็ยังลอยอยู่บนฟ้า ทว่าเขาไท่ตังยังอยู่ดี
จูต้ากับพรรคพวกจึงได้โล่งใจขึ้นมาบ้าง
หากแต่พวกเขาไม่กล้ามองอีก ยิ่งไปกว่านั้นยังบอกให้ภรรยาพาลูกหลานเข้าไปในห้องแล้วปิดหูปิดตาไม่ให้หวาดกลัวกัน
“แล้วท่านแม่อยู่ไหน” จูซื่อมองหาแล้วไม่เห็นเย่อวี๋หราน
หลี่ซื่อตอบ “ท่านแม่อยู่เรือนหลังใหม่”
“เจ้าปล่อยให้ท่านแม่อยู่ตามลำพังหรือ!” จูซื่อตกใจ “ล้อเล่นหรือเปล่า ตอนนี้ท่านแม่เดินไม่ได้ อยู่ ๆ เกิดพายุแบบนี้หากนางกลัวคงไม่อาจวิ่งไปไหนได้ เจ้านี่มัน…”
“แต่ท่านแม่อยู่ที่นั่นทั้งวัน ตอนข้าจะไปพานางกลับมา นางก็บอกว่าไม่อยากมาที่นี่…” หลี่ซื่อที่ถูกกล่าวหาเสียความรู้สึกขึ้นมาทันที
“ปกติเจ้ามีหัวคิดไม่ใช่หรือ ช่างเถิด ข้าจะไปดูนางด้วยตนเอง” ตอนนี้สถานการณ์น่ากลัวนัก ไฉนเลยจูซื่อจะวางใจให้มารดาอยู่เพียงลำพังได้ จึงรีบไปไม่พูดไม่จา
จูอู่ไม่สบายใจเช่นกัน “พี่ใหญ่ พี่รอง ท่านอยู่ที่นี่ ข้ากับพี่สี่จะไปอยู่กับท่านแม่”
“นี่ พวกเจ้าเองก็ระวังด้วย อย่าวิ่งไปมั่วซั่ว ฟ้าผ่าแรงแบบนี้ฆ่าคนได้เลย…” จูต้าไม่ลืมตะโกนบอกว่าในครอบครัวอื่นเคยมีคนตายเพราะเรื่องนี้มาก่อน
แน่นอนว่าเขาได้ยินมาจากคนอื่นอีกที
นับตั้งแต่นั้นมา ทุกครั้งที่ฝนฟ้าคะนอง ทุกคนจึงมักทิ้งงานไร่ที่ติดพันอยู่แล้วไปหลบในบ้าน
“ท่านแม่ เป็นอะไรหรือไม่?”
จูซื่อกับจูอู่เข้ามาในบ้านแล้วโล่งใจเมื่อเห็นเย่อวี๋หรานยังนั่งอยู่ดีในโถงบ้าน
“ข้าจะเป็นอะไรไปได้” นางถาม “แล้วพวกเจ้ามาทำอะไรที่นี่ ไม่ไปอยู่กับเด็ก ๆ ที่เรือนโน้นหรือ? วิ่งวุ่นไปมาทำไมกัน”
“ท่านแม่ เราเป็นห่วงท่านอย่างไรเล่า…” พวกเขาขยับเก้าอี้มานั่งข้าง ๆ
“เป็นห่วงข้าทำไมกัน ข้าไม่ใช่เด็ก ๆ แล้ว…” แม้จะกล่าวเช่นนั้นแต่การกระทำของพวกเขาก็ทำให้นางอุ่นใจ รู้สึกว่าคุ้มค่ากับความห่วงใยที่นางมีให้พวกเขาตั้งแต่ข้ามมิติมาแล้ว
“ฟ้าร้องหนักปานนี้ทำเรากลัวแทบตาย เราเกรงว่าท่านจะกลัวด้วยจึงมาดูท่าน” จูอู่เปลี่ยนเรื่อง “ท่านแม่ ท่านเคยเห็นพายุใหญ่ขนาดนี้มาก่อนไหม”
เย่อวี๋หรานย้อนนึกในความทรงจำเจ้าของร่างเดิมแล้วส่ายหน้า “ไม่ ข้าเองก็เพิ่งเคยเจอเรื่องเช่นนี้เป็นครั้งแรก”
“ท่านแม่ ท่านเห็นเมฆบนยอดเขาไท่ตังหรือไม่ ข้าจะบอกท่านให้…”
……
การบรรยายของจูซื่อกับจูอู่ทำให้เย่อวี๋หรานนึกได้อย่างหนึ่ง พายุครั้งนี้เกิดขึ้นหลังกานอี้เซียนกลับออกจากบ้านสกุลจูไป เจ้าเด็กบื้อคนนั้นคงไม่วิ่งไปหลบฝนใต้ต้นไม้หรอกใช่ไหม!
ฟ้าผ่าเพียงนี้ ขืนไปหลบใต้ต้นไม้จะไม่กลายเป็นสายล่อฟ้าพร้อมใช้หรอกหรือ?
กานอี้เซียนที่กำลังเป็นสายล่อฟ้าอยู่ “…”
ไม่ต้องห่วง จูต้าเหนียง ข้าแข็งแรงมาก สายฟ้าแค่นี้ไม่สามารถฆ่าข้าได้
ครืน…
เสียงฟ้าคำรามดังขึ้นอีกครั้ง
สายฟ้าครั้งนี้นับได้ว่าหัวเสือหางงู*[1]
กานอี้เซียนงุนงงเล็กน้อย จบลงเช่นนี้หรือ? หรือว่าเทพสายฟ้ากับภรรยาจะคืนดีกันแล้ว ตอนนี้จึงยุ่งอยู่กับการง้อภรรยาจนไม่ได้สนใจเขา
ต่อให้เป็นเช่นนั้นเขาก็ยังคุดคู้อยู่บนพื้นพักหนึ่งก่อนพยุงตัวขึ้นมา
เมื่อขยับตัว กระดูกทั้งร่างก็ดังกรอบแกรบราวกับเหล็กกระทบกัน
เถ้าถ่านบนตัวเขาหลุดร่อนออกทีละชั้นราวกับเกล็ด ไม่นานมันก็หล่นร่วงไปทั่วพื้น
เขารู้สึกเหมือนไข่ที่ถูกแกะเปลือกออก ผิวอมชมพูและเรียบลื่นขึ้นมาไม่รู้กี่เท่า
แน่นอนว่าตอนนี้เขาไม่ได้มีเสื้อผ้าติดกาย ‘อัสนีเคราะห์’ ทำให้เสื้อผ้าชุดโปรดของเขาขาดวิ่นไปหมด
ส่วนหนึ่งของกองเถ้าถ่านก็มาจากเสื้อผ้า
เขารีบเสกชุดใหม่แล้วสวมอย่างอารมณ์ดี โชคดีที่เขาอยู่เพียงลำพังในศาลเจ้าแห่งนี้ ไม่เช่นนั้นหากใครมาเห็นเข้า…
ข้างตัวเขาคือต้นกล้าที่สะบัดกิ่งก้านพร้อมส่องแสงเรืองรอง
เขาเหลือบมอง “คงไม่ได้เป็นฝีมือเจ้าสินะ คงเป็นแค่แสงแห่งบุญบารมี ใช่ว่าจะเป็นวิญญาณร้ายที่จะเติบโตขึ้นได้…”
ต้นกล้าไม่ตอบเขา
กลุ่มเมฆบนฟ้าจางหายไปในทันใด
หากไม่ใช่เพราะหลายคนเห็นกันถ้วนหน้า พวกเขาคงคิดว่าสายฟ้าก่อนหน้านี้เป็นเพียงภาพลวงตา
“แปลกจริง ๆ ทำไมอยู่ ๆ ถึงได้หายไปอีกแล้ว” จูซื่อยืนอยู่หน้าประตูด้วยท่าทีงุนงง “เห็นเมฆตั้งเค้าเสียขนาดนั้น คิดว่าฝนจะตกหนักเสียอีก”
“ดูเหมือนว่าท้องฟ้ากลับมาเปิดโล่งแล้ว!” จูอู่เอียงคอมองด้วยความฉงนเช่นกัน
ไม่น่าเชื่อ เมื่อครู่เมฆตั้งเค้าเสียจนคิดว่าต้องเกิด ‘พายุใหญ่’ แน่ ที่แท้กลับเป็นเพียงฟ้าคะนองแต่ไร้ฝนอย่างนั้นหรือ
เย่อวี๋หรานเงียบไปนานแล้วเอ่ยขึ้น “หรือว่าจะเป็นลางบอกเหตุกัน?”
“ลางบอกเหตุอะไรหรือ?” จูซื่อหันไปถาม
“ลางบอกว่าอีกไม่กี่วันจะฝนตกไงเล่า”
“อาจจะเป็นเช่นนั้นก็ได้…” จูซื่อไม่มั่นใจนักว่าฝนจะตกหรือไม่ แต่สายฟ้าจะเป็นลางบอกเหตุล่วงหน้าในอีกไม่กี่วันถัดไปจริงหรือ?
แม้สายฟ้าและกลุ่มเมฆจะหายไปแล้ว ชาวบ้านที่กลับไปแล้วก็ยังไม่ออกมาอีก
พวกเขาไม่มั่นใจว่าฝนจะตกหรือไม่
หากออกมาแล้วฝนตกจะไม่เสียเที่ยวหรอกหรือ?
ด้วยเหตุนี้จึงอยู่รอจนฟ้ามืด กระนั้นก็ฝนก็ยังไม่เทลงมา
ระหว่างกินมื้อเย็น จูซื่อยังคงบอก “ตอนนี้ข้ารู้ซึ้งแล้วว่าสวรรค์ยิ่งใหญ่นัก สายฟ้าวันนี้ทำข้ากลัวแทบตาย!”
“ตายอะไรกัน ระวังคำพูดเจ้าด้วย” จูเหล่าโถวไม่สบอารมณ์เมื่อได้ยินเช่นนั้น
เขาอายุมากแล้วแต่ลูกชายกลับพูดคำว่าตายทั้งวัน ไม่เป็นการแช่งให้เขาตายในเร็ววันหรอกหรือ
“ข้ารู้ตัวว่าผิดไปแล้ว ท่านพ่อ” จูซื่อยอมรับผิดแต่โดยดี
“หากฝนไม่ตกวันนี้ก็อาจตกวันพรุ่งนี้” เย่อวี๋หรานกล่าว “พวกเจ้าออกไปวันพรุ่งนี้ก็ระวังด้วย เอาเสื้อคลุมกันฝนไปแล้วรีบกลับมาหากสถานการณ์ดูท่าไม่ดี อย่าให้ตัวเองเปียกเพียงเพราะงานเล็กน้อย ประเดี๋ยวป่วยแล้วจะต้องใช้เงินรักษามากกว่านั้น”
“ข้ารู้ขอรับ ท่านแม่” จูต้ารับคำ
แต่ละวันก็ผ่านพ้นไปเช่นนี้
จูซื่อกับจูอู่พาเย่อวี๋หรานกลับบ้านก่อนส่งนางเข้านอน ส่วนจูปาเม่ยแวะมาอาบน้ำให้นางพลางเล่าเรื่องที่ทำในวันนี้ให้ฟัง
นอกจากสายฟ้าคะนองและการมาเยี่ยมของกานอี้เซียน ก็ไม่ได้มีสิ่งใดแตกต่างไปจากปกติ
ทว่าวันรุ่งขึ้นกลับเกิดเรื่องน่าตกตะลึง เมื่อเย่อวี๋หรานนอนไม่ได้สติอยู่บนเตียงเป็นเวลานาน
[1] หัวเสือหางงู หมายถึง การเปิดเรื่องอย่างดียิ่งใหญ่ แต่ยิ่งทำยิ่งอ่อนแรง จนถึงตอนจบกลับเงียบไป หรืออาจกล่าวได้ว่าเริ่มต้นได้สวยงาม แต่จบลงไม่ดีอย่างที่คาดหวัง