ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 865 อะไรกัน! เทพเจ้าพิโรธหรอกหรือ?
เย่อวี๋หรานชะงักไปชั่วขณะ “เคยรักสิ…”
“ใครกัน?” กานอี้เซียนรีบถามด้วยความแคลงใจ “เขาหน้าตาเป็นอย่างไร เหตุใดท่านถึงไม่ได้อยู่กับเขา ในเมื่อได้พบกับคนที่รักแล้วก็ควรคว้าเอาไว้ไม่ใช่หรือ?”
“ข้าพลาดไปน่ะ” นางเผยยิ้มเสียดาย “ตอนพบเขา ข้ายังไม่รู้ว่า ‘ความรัก’ เป็นอย่างไร ไม่รู้ว่าต้อง ‘รัก’ อย่างไร มันคือการพบคนที่ใช่ในเวลาที่ผิด ข้าจึงได้พลาดไป”
“รักแล้วยังพลาดอีกหรือ?” เขางุนงง
นางพยักหน้ารับ “ใช่ ตอนที่ข้าพบเขา เขาเป็นคนที่ดีที่สุดในโลก และในเมื่อเป็นเช่นนั้นจึงย่อมมีผู้อื่นรักเขาเช่นกัน หากออกตัวล่าช้า เขาจะไปรักและอยู่เคียงข้างผู้อื่น”
“แต่คนที่ใช่ไม่ควรรักกันหรือ?”
“ความรักใช้เวลา บางทีเจ้ามาเร็วไป บางทีนางมาช้าไป เจ้าหลงรักแต่แรกเห็น แต่เขารักใครบางคนมานานแล้ว… ไม่ใช่ความรักทุกครั้งจะเป็น ‘คนที่ใช่’ ต่อกัน อย่างข้ารักเจ้า เจ้าก็รักข้า ดังนั้นเมื่อเจ้าพบเจอความรักเช่นนั้นจงอย่าได้พลาดไป บางทีนางอาจเป็น ‘คนที่ใช่’ หากไม่ลองย่อมไม่มีทางรู้ได้ เมื่อพลาดไปแล้วจะมาเสียใจก็สายเกินไปแล้ว”
กานอี้เซียนพยักหน้า “อืม เข้าใจแล้ว จูต้าเหนียง วันใดข้าได้พบกับคนผู้นั้น ข้าจะกอดนางไว้ ไม่ปล่อยให้นางหายไปแน่นอน”
เขากำหมัดแสดงท่าทีมุ่งมั่น
เย่อวี๋หรานยิ้ม ในใจพลันอิจฉาคนผู้นั้นที่จะเป็นที่ถูกตาต้องใจกานอี้เซียนในภายภาคหน้า
การเป็นที่รักของ ‘ผู้ที่รักจากใจจริง’ ต้องมีความสุขอย่างแน่นอน
น่าเสียดายที่นางไม่อาจอยู่ข้างเขาในชาตินี้ได้…
กานอี้เซียนรั้งอยู่กินมันเทศตากแห้งและดื่มชากับเย่อวี๋หรานครู่หนึ่ง
เมื่อเขาจะกลับจึงบอกกับนาง “จูต้าเหนียง ข้ายินดีที่ได้พบกับท่านนัก!”
เช่นนั้นท่านก็ต้องมีความสุข อย่างน้อยก็จนกว่าก่อนข้าจะไปจากที่นี่!
ประโยคนั้นทำให้เสียงหัวเราะของเย่อวี๋หรานเบาลง “ข้าเองก็ยินดีที่ชีวิตนี้ได้พบเจ้า”
แม้นางทำได้เพียงมาในฐานะคนแก่ แต่การได้เห็นสิ่งสวยงามของโลกใบนี้ก็นับว่าเป็น ‘สิ่งงดงาม’ แล้ว!
ความเสียดายหนึ่งเดียวคือช่วงเวลาที่มาบรรจบกันนั้น ‘เลวร้าย’ เกินไปเล็กน้อย
ข้าเกิดก่อนเจ้า เมื่อเจ้าเกิดมาข้าก็แก่เสียแล้ว
เย่อวี๋หรานเหม่อมองกาน้ำชาที่ว่างเปล่าอยู่นาน
นางไม่มั่นใจว่าตนสะเทือนใจที่ไม่ควรหวั่นไหวหรือทุกข์ทนกับความเสียดายหลังได้พบและรู้จักกับหนุ่มหล่ออย่างกานอี้เซียนกันแน่…
เย่อวี๋หรานลูบหน้าผากตนเอง
ให้ตายเถิด เผลอคิดแบบนี้ได้อย่างไรกัน
นางอายุเข้าสี่สิบแล้ว ไม่ใช่เด็กสาววัยยี่สิบ
หากอายุน้อยกว่านี้สักหน่อยคงพอทำเนา หากได้ดูแลตนเองให้ดีอย่างชาติก่อนอาจพอเป็นความรักระหว่าง ‘พี่สาวน้องชาย’ ได้บ้าง
เฮ้อ…
ก่อนหน้านี้ไม่ต้องการมีความรัก คิดเสมอว่ายังมีเวลาอีกยาวไกล อายุยังน้อยและสามารถมีเวลาได้พบผู้คนอีกมาก แต่ผ่านไปไม่กี่ปีกลับกลายเป็น ‘หญิงแก่’ ถึงได้พบว่าตนยังโหยหาความรักที่ ‘จริงใจและเป็นนิรันดร์’
นางไม่เคยคิดว่ามันจะต้องยิ่งใหญ่ เพียงต้องการมีคนที่จะอยู่ด้วยกันและช่วยเหลือในเรือลำเดียวกัน ไม่ว่าจะเผชิญพายุโหมหรือคลื่นลมสงบก็ตาม
ดังกวีที่ชื่อว่า ‘สู่ต้นโอ๊ก’
หากข้ารักท่าน
ข้าไม่มีทางเป็นบุปผาชูช่อโดยหยิบยืมกิ่งก้านสูงของท่านเพื่ออวดโฉม
หากข้ารักท่าน ข้าไม่มีทางเป็นนกที่หลงระเริง
หากข้ารักท่าน ข้าจะไม่ขับขานอันใดน่าเบื่อหน่ายเพียงเพื่อร่มเงา
……
ข้าจะเป็นต้นนุ่นอยู่เคียงข้างท่าน
ยืนหยัดด้วยกันดั่งภาพต้นไม้
หยั่งรากลึกสู่ผืนดิน
ระใบแตะต้องกันตราบเรื่อยไป
……
กานอี้เซียนเพิ่งก้าวเข้ามาในศาลถู่ตี้เฉินก็ชะงัก
เพราะเขาเห็นว่าต้นกล้าได้เติบโตในศาลของตน
“นี่มันอะไรกัน!”
เขาย่อตัวลงพลางมองซ้ายขวาด้วยสีหน้าตกตะลึง ทว่ายังไม่รู้ว่าสิ่งนี้เติบโตขึ้นมาได้อย่างไร
ตามหลักแล้วเขาเป็นผู้ปกครองและเป็นเจ้าของที่นี่ ที่แห่งนี้จึงควรเป็นไปตามความประสงค์ของเขา เขาไม่ได้คิดจะปลูกต้นไม้หรือสิ่งใดที่นี่ มันจึงไม่ควรเติบโตขึ้น
ทว่าตอนนี้สิ่งแปลกประหลาดที่กำลังเติบโตขึ้นกลับส่องแสงเรืองรองอย่างกับ…
“แสงแห่งบุญบารมีหรือ?”
“มันไม่ใช่ของข้า แล้วเหตุใดถึงได้มาโผล่ที่นี่”
“แสงแห่งบุญบารมีของผู้อื่นจะมาปรากฏในอาณาเขตของข้าได้อย่างไร”
กานอี้เซียนงุนงง เขารู้สึกว่าตนเองต้องอ่านคัมภีร์โบราณเพื่อหาความรู้ใส่หัวบ้าง เพราะคิดว่าตนเองไม่รู้เรื่องทำนองนี้แต่อย่างใด
ดูเหมือนว่าก่อนหน้านี้เขาจะไม่ตั้งใจเรียนรู้มากพอ
ทว่าก่อนหน้านั้นเขายังต้องจัดการกับสิ่งหนึ่งก่อน
‘อัสนีเคราะห์’ นั่นเอง
ในฐานะเจ้าที่ หากเขาช่วยเหลือมนุษย์ก็เท่ากับการฝ่าฝืนกฎสวรรค์และต้องถูกลงโทษ
ครืน!
เสียงฟ้าร้องดังสะเทือนเลื่อนลั่น
ผู้คนทั้งหมู่บ้านสกุลจูสะดุ้งโหยง “แดดจ้าเช่นนี้ทำไมอยู่ ๆ ถึงได้ฟ้าร้อง”
ทันใดนั้นก็เห็นสายฟ้าผ่าลง ณ ที่แห่งหนึ่งบนเขาไท่ตัง
เปรี้ยง!
กานอี้เซียนที่อยู่ในศาลเจ้าถูกฟ่าผ่าเข้าอย่างจังจนทั้งตัวไหม้เกรียม
กานอี้เซียนคิดในใจ ‘หรือวันนี้เทพสายฟ้าจะทะเลาะกับภรรยา ถึงได้โมโหร้ายเช่นนี้!’
ครั้งเดียวยังไม่เพียงพอ ยังมีตามมาอีกระลอก
ครืน!
เปรี้ยง!
ผืนฟ้าที่เคยเปิดโล่งกลับมีกลุ่มเมฆทะมึนบดบังพร้อมสายฟ้า
ชาวบ้านหมู่บ้านสกุลจูที่ทำงานอยู่ในไร่รีบเก็บของแล้วเร่งฝีเท้าเดินกลับบ้าน
“ให้ตายเถิด นี่มันอะไรกัน เทพเจ้ากำลังพิโรธหรือ? เหตุใดถึงได้ฟ้าร้องฟ้าผ่าเช่นนี้”
“เฮ้อ… พูดเหลวไหลอะไร ก็แค่ฝนกำลังจะตก ฟ้าฝ่าดังกว่านี้ยังนับว่าปกติ” คนข้างตัวหันมองค้อนเขาและไม่ปล่อยให้เขาพูดจาไร้สาระอีก
คนผู้นั้นรู้ตัวว่าผิดจึงรีบถอนคำพูด “ข้าปากเสียแล้ว ถุย ๆๆ…”
ตบปากตนเองไปไม่กี่ครั้งก็รีบบอกว่าเป็นเพียงการกล่าวล้อเล่น เทพเจ้าไม่ควรถือเป็นจริงเป็นจังและส่งบทลงโทษมาจริง ๆ
หลี่ซื่อไปดูซานเป่า ซื่อเป่า หลินซานเม่ย และหลินซื่อเม่ย ก่อนรีบวิ่งไปหลังบ้านเพื่อเข็นเย่อวี๋หรานเข้ามาในบ้าน
“ท่านแม่ อยู่ ๆ อากาศก็แปรปรวน ท่านไม่ควรอยู่ด้านนอก หากฝนตกแล้วเปียกคงไม่ดี…”
ระหว่างนั้นนางก็รีบเก็บข้าวของที่สวนหลังบ้านกลับเข้ามาในบ้าน
เมื่อเห็นมันเทศตากแห้งกับน้ำชาบนโต๊ะใกล้หมดแล้วก็หามาเติมใหม่
เย่อวี๋หรานมัวแต่สนใจฟ้าร้องจึงไม่ได้พูดคุยกับหลี่ซื่อ เพียงบอกให้นางทำงานของตนเองไปให้เสร็จ ไม่ต้องสนใจตนเอง
ไม่นานนางจึงได้อยู่ตามลำพังอีกครั้ง
เมื่อหลี่ซื่อกลับมา จูต้า จูเอ้อร์ จูซื่อ และจู่อู่ที่ทำงานอยู่ด้านนอกก็กลับเข้ามาแล้วเช่นกัน
“ข้ากลัวแทบตาย” จูซื่อเอ่ยพลางวางสัมภาระลงมุมหนึ่ง “อยู่ ๆ ก็เกิดพายุเช่นนี้ ข้าคิดว่าฟ้าจะรั่วแล้วเสียอีก!”