ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 870 ข่าวลือแพร่สะพัดในหมู่บ้าน
จูอู่งุนงงเล็กน้อย “จำเป็นด้วยหรือ? หากทางนายท่านผู้เฒ่าซุนจะหาซื้อของเองโดยไม่ได้พึ่งเรา”
“มันไม่เหมือนกัน เราเปิดร้านร่วมกับนายท่านผู้เฒ่าซุนเพื่อส่งวัตถุดิบให้และแบ่งผลกำไรจากการขายของนั้น แต่ร่วมมือกับพี่เป้าต้องแบ่งผลกำไรจากรายได้ทั้งหมด”
จูอู่เงียบไปเพราะรู้ว่ามารดาของตนพูดถูก
การร่วมมือกับนายท่านผู้เฒ่าซุนกับพี่เป้าต่างกันเล็กน้อยจริง ๆ
“เช่นนั้น… เช่นนั้น… หากเราพบว่ามันเป็นเรื่องจริงจะทำอย่างไรดี? อันที่จริงพี่เป้าก็ไม่ผิด เขาซื้อของพวกนั้นมาก็ควรต้องได้กำไรในส่วนนั้น…”
“แล้วต้นทุนเล่า? เขาคำนวณต้นทุนอย่างไร เปิดร้านต้องเช่าที่ ลูกจ้างก็ต้องมี เขาขายของได้เงินแต่เราออกต้นทุนทั้งหมดไม่ใช่หรือ?” นางท้วง “เจ้าคิดว่าข้าจุกจิกเกินไปแต่ว่ามันเป็น ‘กฎ’ ทำกิจการเองก็ต้องมี ‘กฎ’ แหกกฎเช่นนี้หากต่อไปกิจการเติบโตแล้วเราจะบริหารจัดการอย่างไร เจ้าห้า ตอนนี้เราไม่เพียงแต่ร่วมมือกับพี่เป้า แต่ยังมีอู๋เจียงในเมืองผู่โซ่วด้วย และอาจมีสกุลอื่นอีก… ต่อไปต้องคิดให้รอบคอบว่าสุดท้ายกฎนี้จะกำหนดอย่างไร”
เขาอึ้งไป “ท่านแม่ ท่านบอกเองไม่ใช่หรือว่าผู้ชายสกุลจูค้าขายไม่ได้”
เย่อวี๋หรานบอกพลางเหลือบมอง “ใช่ การค้าขายเป็นเพียงรายได้ที่สะใภ้สกุลจูหามาจุนเจือครอบครัว แต่ในฐานะหัวหน้าครอบครัว เจ้าเองก็ควรเข้าใจสิ่งที่เมียเจ้าทำไม่ใช่หรือ?”
จูอู่ “…”
“เจ้าไม่ต้องลงมือเองและเข้าไปแทรกแซงเลยหรือ? แล้วหากเกิดเรื่องขึ้น กิจการจะทำอย่างไร อดตามไปด้วยกันหรือ? หากผู้หญิงสามารถหาเลี้ยงครอบครัวได้แล้วพวกนางจะยังต้องการผู้ชายไว้ทำไมกัน? แน่นอนว่าเพื่อปกป้องและช่วยแก้ปัญหาที่คิดไม่ตก…”
จูอู่ “…”
“ข้าพร่ำบอกสิ่งเหล่านี้กับเจ้าและพี่ชายเจ้า แล้วก็รู้ว่าพวกเจ้ามักจะบงการเมียและแทรกแซงอยู่เบื้องหลัง ทำเช่นนั้นก็ไม่เป็นไร เพียงแต่ต้องแทรกแซงให้ถูกที่ถูกทาง ข้าไม่คิดว่าเจ้าอยากให้เมียเจ้าต้องอิจฉาริษยาสะใภ้คนอื่นใช่ไหม?”
เขาส่ายหน้า
“ใช่แล้ว หากเจ้าไม่ต้องการเป็นกังวลก็เพียงบอกนางว่านางไม่เหมือนพี่สะใภ้สี่ของเจ้า ให้รู้จักคว้าแต่ในสิ่งที่อยู่ตรงหน้าเท่านั้น หากสูงหรือไกลมือเกินไปก็ยอมแพ้เสีย แม้จะไม่ได้ผลประโยชน์มากก็ไม่สร้างความเดือดร้อนให้ครอบครัว หากอยากได้อยากมีเกินไปจนกลายเป็นคนโลภมากจะหลงผิดได้ง่าย ถ้าเจ้าไม่ช่วยจับตามองนางไว้แล้วนางทำผิดพลาดขึ้นมา เจ้าก็ต้องเป็นผู้รับผิดชอบ ข้าไม่คิดว่าเจ้าจะอยากคอยตามก้นนางทั้งวันเพื่อช่วยตามเช็ดตามล้างหรอกใช่ไหม?”
จูอู่ “…”
ภรรยาของเขาไปทำสิ่งใดให้มารดาเขาเป็นกังวลถึงเพียงนี้กัน?
เขาครุ่นคิดอย่างหนักทว่าก็นึกไม่ออกเสียที
เขาไม่กล้าถามมารดาเพราะกลัวว่านางจะคิดว่าเขาชอบ ‘บงการ’ ภรรยา ถึงได้ต้องถามเรื่องทำนองนี้ ไม่เช่นนั้นจะเอาสิ่งใดไปบอกภรรยา เสียเวลาเปล่าไม่ใช่หรือ?
เมื่อจูอู่กลับมาถามหลินซื่อว่าช่วงนี้ทำอะไรลงไป นางก็งุนงงเล็กน้อย “ข้าทำอะไรหรือ? ข้าไม่ได้ทำอะไรเลย”
“เจ้าไม่ได้ทำอะไรแล้วทำไมท่านแม่ถึงได้เอ่ยถึงเจ้ากับข้า เจ้าลองทบทวนดู อย่าให้พลาดสักอย่าง บอกข้ามาให้หมดเปลือก”
“ท่านแม่พูดถึงข้าว่าอะไร?” หลินซื่อไม่สบอารมณ์อยู่บ้าง “นางคงไม่ได้พูดถึงข้าเสีย ๆ หาย ๆ ใช่ไหม?”
จูอู่หรี่ตามองนาง “แล้วเจ้าไปพูดอะไรเอาไว้ หากเจ้าไม่ได้พูดแล้วเหตุใดท่านแม่ถึงได้พูดเช่นนั้น เจ้าจะบอกข้าเองหรือให้ข้าไปตามสืบ เจ้าก็รู้ว่าถ้าข้ารู้เองมันจะต่างออกไป แล้วข้าก็จะจัดการเรื่องนี้ต่างออกไปด้วย”
“ข้า… ไม่ได้ทำอะไรจริง ๆ” หลินซื่อเอ่ยตะกุกตะกักแล้วอธิบายว่าช่วงนี้สิ่งเดียวที่นางไม่ได้บอกเขาคือเรื่องเกี่ยวกับครอบครัวฝ่ายแม่ของตนเอง
“ครอบครัวฝ่ายแม่เจ้าอย่างนั้นหรือ? ” เมื่อได้ยินเรื่องครอบครัวฝ่ายแม่ของหลินซื่อแล้วจูอู่ก็แทบตาถลน
ตอนนี้ครอบครัวฝ่ายแม่ของหลินซื่อยังมี ‘พวกถ่วงแข้งถ่วงขา’ อยู่หลายคน จึงทำให้นางต้องเป็นเดือดเป็นร้อน
“ซานเม่ยของข้าสมควรแต่งงานได้แล้ว”
“เรื่องนั้นข้ารู้ ทำไมเล่า ข้าบอกไปแล้วไม่ใช่หรือว่าไม่ต้องรีบร้อน ไปหาท่านแม่ให้นางช่วยเลือกคนที่เหมาะสมให้”
“แต่ว่าตอนนี้ขาของท่านแม่ใช้การไม่ได้…” หลินซื่ออธิบาย “ข้าไม่ได้มีเจตนาเป็นอื่น ไม่ได้นึกรังเกียจท่านแม่เลย เรื่องของเรื่องเป็นเช่นนี้ ท่านแม่เอ่ยปากเองว่านางให้ท่านหมอไป๋หลี่น้อยมารักษาอยู่ ไม่ว่าจะในแง่ไหนข้าก็ไม่ได้นึกรังเกียจนาง ทว่าที่นางบาดเจ็บก็ยังเป็นความจริงอยู่ดี อาจใช้เวลาสามถึงห้าปีกว่าจะรักษาให้หายดีได้ แต่ว่าซานเม่ยของข้ารอไม่ไหวหรอก… หากรอถึงป่านนั้นซานเม่ยของข้าคงได้กลายเป็นสาวทึนทึกกันพอดี”
“แล้วเจ้าทำสิ่งใดลงไป?” จูอู่จ้องนางเขม็ง
“ข้าไม่ได้ทำอะไรทั้งนั้น เพียงแค่บอกลูกสาวบุญธรรมของท่านแม่กับคู่หมั้นให้ช่วยมองหาคนที่เหมาะสมให้ตอนที่พวกเขาแวะมาหาเท่านั้น…”
สิ้นคำนั้น จูอู่ก็ต่อว่านางทันที “เจ้ามันโง่! ไม่รู้จักว่าควรพูดสิ่งใด”
“ข้า… ข้าผิดตรงไหนเล่า? ข้าเพียงขอให้พวกเขาช่วยมองหาให้ ใช่ว่าให้พวกเขาออกหน้าตัดสินใจให้สักหน่อย ข้าเองก็รู้ว่าหลี่ฉินยังไม่ได้แต่งงาน ข้าเองก็ร้อนใจเกินไปที่เอ่ยเช่นนั้นออกไป แต่ว่าข้าก็ไม่ได้ขอให้นางแนะนำผู้ใดให้ตอนนี้ แค่บอกกล่าวไว้ล่วงหน้า นางจะพักเรื่องนี้ไว้ก่อนย่อมได้อยู่แล้ว”
“หลี่ฉินเป็นใคร ซานเม่ยเป็นใคร ยังไม่เข้าใจอีกหรือ?”
“ท่านพยายามจะบอกว่าซานเม่ยของข้าไม่มีแม่อย่างนั้นหรือ?” หลินซื่อชะงักก่อนท้วง “ข้ารู้ว่าซานเม่ยของข้าไม่มีแม่ถึงได้ร้อนใจอยู่อย่างนี้ โชคดีที่นางไม่ได้เป็นลูกสาวคนโต หากเป็นเช่นนั้นคงได้แต่งงานยากกว่าเดิม…”
ลูกสาวคนโตของมารดาผู้ล่วงลับก็ยังไม่ได้แต่งงาน แม้ว่าหลินซานเม่ยจะไม่ใช่ลูกสาวคนโต ทว่านางก็ไม่ได้มีน้องชายคอยช่วยเหลือ ยังไม่ต้องกล่าวถึงน้องสาวที่ยังไม่ได้ออกเรือน ยังมีหลานสามคนที่พี่สาว ‘ทอดทิ้ง’ คนทั่วไปคงไม่มีทางชายตามองนาง
ก่อนหน้านี้หลินซื่อไม่รีบร้อนเพราะคิดว่ามีแม่สามีหนุนหลัง และยังมีน้องสาวอีกสองคนคอยติดตามจูปาเม่ยไป ‘เรียน’ ด้วยกัน ต่อให้ไม่ได้ดีก็คงไม่ย่ำแย่เสียจนแต่งงานออกเรือนไม่ได้
ทว่ายามนี้ต่างออกไป ขาของเย่อวี๋หรานใช้การไม่ได้ มีข่าวลือแพร่สะพัดในหมู่บ้านตามมา ทำเอานางนั่งไม่ติดที่
หลังข่าวลือแพร่สะพัดไปทั่วหมู่บ้าน นางก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป เมื่อเห็นหลี่ฉินใช้สถานะ ‘ลูกบุญธรรม’ ของเย่อวี๋หรานเพื่อแต่งงานกับเหวินเหรินซาน นางก็อดให้หลี่ฉินช่วยหาคู่ครองให้หลินซานเม่ยไม่ได้
ด้วยเหตุนี้ตอนที่หลี่ฉินกับเหวินเหรินซานแวะมาเยี่ยมเย่อวี๋หรานที่ขาหัก นางจึงคิดบางอย่างขึ้นได้ ในเมื่อแต่งงานกับเหวินเหรินซานไม่ได้แต่คงสามารถหาคนที่คล้ายคลึงกันให้ได้ไม่ใช่หรือ? ได้ยินว่าเขามีพี่น้องรอบตัวหลายคนที่ต้องการแต่งงาน เช่นนั้นก็คงสามารถแนะนำให้หลินซานเม่ยได้สักคน…
เมื่อคิดได้เช่นนั้น นางจึงอยู่ไม่สุขและไป ‘พูดคุย’ กับอีกฝ่าย
ตอนไปหาหลินซื่อยังรอบคอบและรู้จักหลบเลี่ยงสายตาผู้คน ทว่านางไม่รู้ว่าหลี่ฉินแอบบอกเย่อวี๋หรานทันทีที่คล้อยหลังนางไป “แม่บุญธรรม มีบางอย่างที่ข้าคิดว่าไม่ชอบมาพากล ไม่รู้ว่าควรบอกท่านหรือไม่”
“เรื่องอะไรกัน ระหว่างเราหากมีเรื่องอะไรก็พูดมาเถิด” เย่อวี๋หรานส่งสีหน้าให้เบาใจ
นางคิดว่าอีกฝ่ายจะพูดเรื่องการแต่งงานกับเหวินเหรินซาน นึกไม่ถึงว่าจะเกี่ยวกับหลินซื่อกับหลินซานเม่ย
เย่อวี๋หราน “…”
เหตุใดถึงได้มีคนโง่เง่าโผล่ขึ้นมาอีกคนแล้ว?
เมื่อได้ฟังหลินซื่อเล่าจบ จูอู่ก็ถอนหายใจ “เอาละ ข้าเข้าใจแล้ว แต่เจ้าก็ควรบอกข้าเรื่องนี้ไม่ใช่หรือ?”
“ข้าจะบอกเรื่องการหมั้นหมายของสตรีกับท่านได้อย่างไร…” หลินซื่อมองหน้าเขา เมื่อเห็นว่าไม่ได้โกรธจึงโล่งใจ ก่อนจะอธิบายว่า “ทั้งยังเป็นเรื่องของผู้หญิง ย่อมต้องให้ผู้หญิงออกหน้าเป็นธรรมดา”