ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 869 หากเขาฝักใฝ่ฝ่ายอื่นจริง ๆ เล่า?
“ข้าจะกล้าบอกเรื่องพรรค์นี้กับนายท่านได้อย่างไร นายท่านจูอู่ เรื่องนี้ท่านห้ามบอกให้นายท่านของข้ารู้เด็ดขาด หากเขารู้เข้าแล้วจะโทษว่าข้าวัน ๆ อยู่ว่างไม่ทำสิ่งใดนอกจากตามสอดส่องเรื่องภายนอก…”
“ข้าจะบอกนายท่านของเจ้าไปทำไมกัน” จูอู่กล่าว “เจ้าบอกว่าฮูหยินเจี่ยมือหนัก นางไม่กลัวนายท่านผู้เฒ่าเจี่ยจะโกรธบ้างหรือ?”
“นายท่านจูอู่ ท่านพูดล้อเล่นแล้วหรือ? นายท่านผู้เฒ่าที่ไหนจะโกรธเคืองภรรยาเอกของตนเพียงเพราะอนุคนเดียว” อีกฝ่ายเอ่ยด้วยความขบขัน “ข้ารู้ว่าสกุลจูยึดมั่นในคุณธรรมมาตลอด เรื่องสามอนุสี่ภรรยาล้วนไม่มีให้ต้องปวดหัว แต่หากเป็นครอบครัวอื่น ท่านลองดูเอาเถิดว่าจะเกิดความวุ่นวายได้ขนาดไหน”
จูอู่ “…”
เพราะเหตุนี้ท่านแม่ถึงได้ต่อต้านเรื่อง ‘การรับอนุ’ อย่างนั้นหรือ?
หลังส่งข้ารับใช้สกุลซุนกลับไป จูอู่ก็เล่าเรื่องที่ถามมาให้เย่อวี๋หรานฟัง
เขาถอนหายใจก่อนเอ่ยว่าคนสกุลใหญ่เหล่านี้ไม่เห็นคุณค่าของชีวิตมนุษย์
ตอนที่เปี้ยนชิวอิ่งก่อเรื่องเลยเถิดในสกุลของพวกเขา พวกเขาเพียงแค่ ‘กลัว’ นางและไม่กล้าลงไม้ลงมือ
“มันขึ้นอยู่กับว่าเป็นเรื่องใด หากถึงที่สุดแล้วจริง ๆ คนเราก็ทำได้ทุกอย่าง” เย่อวี๋หรานได้ยินแล้วไม่แปลกใจนัก “อีกทั้งในสกุลใหญ่แบบนี้ ข้ารับใช้และคนจำพวกนั้นก็ไม่น่าเป็น ‘ของ’ มีค่า ที่ว่า ‘ของ’ ก็เพราะเป็นแค่สิ่งของ คล้ายกับโต๊ะหรือเก้าอี้ในบ้าน หากไม่ดีก็สามารถขายหรือทิ้งได้ เมื่อถึงยามต้องเปลี่ยนก็หาอันใหม่มาแทนที่”
“แต่ว่า… ถึงอย่างไรพวกเขาก็ยังเป็นคน…”
“คนเราก็ยังมีระดับแตกต่างหลากหลาย” เย่อวี๋หรานจ้องตาจูอู่คล้ายไม่ต้องการให้เขาใสซื่อเกินไป “อย่างที่ข้าให้เจ้าเจ็ดเข้าสำนักศึกษา ให้ต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าเล่าเรียนก็เพียงเพื่อให้พวกเขามีความรู้และอ่านเขียนได้บ้าง เจ้าไม่สังเกตบ้างหรือ? ตั้งแต่สกุลเรามีคนอ่านออกเขียนได้มากขึ้น มีชาวบ้านสกุลใดไม่เคารพนับถือครอบครัวเราบ้าง”
นอกจากหญิงปากสว่างที่คอยจับผิดพวกเขา จูอู่ก็เห็นว่ามีไม่กี่ครอบครัวที่ทำเช่นนั้น แม้คนเหล่านั้นอาจพูดจาลับหลังพวกเขาเสีย ๆ หาย ๆ ทว่าก็ไม่มีใครกล้าออกหน้าหาเรื่องกันโต้ง ๆ
ทว่านี่เป็นเพียงเพราะสกุลของพวกเขามีคนอ่านออกเขียนได้จริงหรือ?
ทั้งผู้อาวุโสและเจ้าหน้าที่ทางการเข้าข้างครอบครัวเขา ชาวบ้านต่างต้องหัน ‘หน้า’ มาพึ่งครอบครัวเขาเรื่องการเพาะปลูกข้าวและมันเทศ หากกล้ามีเรื่องกับครอบครัวเขาคงโง่เต็มทน
“นอกจากส่งเจ้าเจ็ด ต้าเป่า กับเอ้อร์เป่าไปเล่าเรียน รวมถึงยังปลูกมันเทศและข้าวให้ได้ช่วยเหลือชาวบ้าน ขอแค่ทำให้พวกเขาขึ้นเรือแล้วได้ผลประโยชน์ ก็จะใส่ใจเรือไม่ให้ล่ม”
นางถามจูอู่ว่ายังจำได้หรือไม่ว่าก่อนหน้านี้ชื่อเสียงของนางในหมู่บ้านฉาวโฉ่เพียงไหน
ตอนนั้นนางไม่ดีพอจริงหรือ?
แน่นอนว่าไม่ใช่
ใช่ว่านางไม่ดีพอ แต่เพราะนาง ‘โดดเด่น’ เกินไปต่างหาก นางคือหญิงสาวคนเดียวในหมู่บ้านที่มีลูกดกและสามารถเลี้ยงดูพวกเขาทุกคนได้
ในเวลานั้นความเป็นอยู่แสนลำเค็ญ เจ้าของร่างเดิมจำต้องทำตัวร้ายกาจเพื่อหาเลี้ยงครอบครัว ให้ผู้คนคิดว่านางไม่ใช่คนที่จะมารังแกกันได้ง่าย ๆ ด้วยเหตุนั้นต่อให้เป็นที่อิจฉาของผู้อื่น พวกเขาก็ไม่กล้ามีเรื่องกับนาง
ตอนที่นางข้ามมิติมา ครอบครัวก็พอลืมตาอ้าปากได้แล้ว นางจึงต้องปิดบังเรื่องนี้เอาไว้เพราะเกรงว่าจะเป็น ‘ที่ริษยา’ เอาได้
ทว่าตอนนี้ต่างออกไป ทั้งหมู่บ้านต่างเฝ้ารอให้สกุลจู ‘มั่งคั่ง’ จากนั้นค่อยขอ ‘เกาะ’ สกุลจูไว้ให้แน่น เมื่อนั้นก็จะไม่มีใครกล้าจ้องหาเรื่องครอบครัวของพวกเขาได้อีก
ผู้อื่นคงได้แค่คิดว่าจะขอขึ้นเรือลำเดียวกับสกุลจูอย่างไร
จูอู่ถามมารดาเมื่อเรื่องราวออกทะเลไปไกล “ท่านแม่ หากพี่เป้าฝักใฝ่ฝ่ายอื่นจริง เราควรทำอย่างไร”
“เราจะทำอย่างไรได้ ต้องทำอย่างไรก็ทำตามนั้น” เย่อวี๋หรานกล่าว “เจ้าทำร้ายผู้อื่นไม่ได้ฉันใดก็ห้ามผู้อื่นไม่ได้ฉันนั้น ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับเรื่องเปี้ยนชิวอิ่ง ไม่ว่าพี่เป้าจะปิดบังเรื่องนี้กับเราโดยไม่ให้นายท่านผู้เฒ่าซุนรู้จริงหรือไม่ ต่อให้เป็นเรื่องจริงมันก็ทำให้เรากังขาเป็นธรรมดา เมื่อกังขาก็ต้องตามสืบดู”
“หากพี่เป้ารู้เรื่องนี้ภายหลังเล่า…” จูอู่เป็นกังวล
ถึงอย่างไรเขาก็ทำงานกับพี่เป้ามานาน นอกจากไม่ผิดใจกันยังได้รู้จักคนใหญ่คนโตผ่านอีกฝ่าย
“หาเขารู้ เจ้าคิดว่าเราควรเลิกตามสืบเพราะกลัวเขารู้หรือ หากเขาฝักใฝ่ฝ่ายอื่นจริง ๆ เล่า?”
จูอู่ “… แล้วถ้าหากไม่มีเล่า?”
“หากไม่มี เราก็ขอโทษเขาแล้วเลิกพูดถึงเรื่องนี้ หากพูดและทำแล้วเขายังโกรธเคืองก็ถือว่าโชคชะตาระหว่างเราเป็นเช่นนั้น” เย่อวี๋หรานกล้าพูดเช่นนี้เพราะจูซานได้ทำข้อตกลงทางการค้ากับอู๋เจียงไว้แล้ว
ไม่เช่นนั้นการตัดขาดทางการค้ากับพี่เป้าคงทำให้รากฐานสกุลจูสั่นคลอน
เรื่องของพี่เป้าทำให้นางรู้ว่าต้องพัฒนาขึ้นไปอีก การเป็น ‘ครอบครัวแห่งการเพาะปลูกและการศึกษาเล่าเรียน’ จึงเป็นสิ่งที่ทำให้สกุลจูมั่นคง ถึงจะสามารถป้องกันไม่ให้ปัญหาส่วนตัวส่งผลกระทบกับกิจการทั้งหมดของสกุลได้
การที่ต้องการตามสืบเรื่องพี่เป้าไม่ได้มีเจตนาอื่นแอบแฝง อันที่จริงเพียงแค่แอบให้คนไปนับลูกค้าในร้าน แล้วนำมาเทียบกับบัญชีที่หลี่ซื่อบันทึกก็จะรู้ได้
มีลูกค้าเข้ามาทานอาหารมากมาย ทุกคนใช้จ่ายไม่ใช่น้อย ต่อให้ไม่มากก็ยังเห็นว่ากิจการเป็นไปอย่างไร
“ท่านแม่ บัญชีรายรับ.. มันดูแปลก ๆ …” จูอู่เทียบสถิติที่ตามสืบมากับบัญชีของหลี่ซื่อแล้วเห็นส่วนต่างค่อนข้างมาก
“อย่างนั้นหรือ แล้วยอดซื้อวัตถุดิบเล่า?” เย่อวี๋หรานถามหน้านิ่ง
“ยอดซื้อฝั่งเรา…” เขาตอบ “ถ้าแค่ฝั่งเราก็ไม่มีปัญหา แต่ว่าจำนวนเท่านี้… ท่านแม่ หรือพวกเขาจะกินอาหารร่วมโต๊ะกัน ทำไมข้าถึงได้รู้สึกว่ายอดซื้อไม่สัมพันธ์กับจำนวนลูกค้าเลย”
เมื่อนำข้อมูลสองฝั่งมาเทียบกันก็ยิ่งเห็นช่องโหว่
“ไม่ว่าพวกเขาจะมากินหรือซื้ออะไรก็ต้องเกิดเรื่องผิดปกติ ขายออกไปเท่านี้แต่น้อยกว่าลูกค้าที่เข้ามาในร้านมากย่อมเกิดปัญหาขึ้น เป็นไปไม่ได้ที่ลูกค้าจะเข้ามาขอกินน้ำหรือเข้าห้องน้ำเฉย ๆ ไม่ใช่หรือ?”
“อืม…” จูอู่งุนงงเช่นกัน
“ได้ตรวจสอบยอดซื้อของทางนั้นหรือยัง?” เย่อวี๋หรานมองหน้าเขาแล้วเอ่ยเตือน “ข้าหมายความว่าพวกเขาได้ซื้อวัตถุดิบจากที่อื่นโดยไม่บอกเราหรือเปล่า?”
“ใช่แล้ว หากพี่เป้าซื้อวัตถุดิบจากที่อื่น แล้วเอามาขายรวมกับของเรา ก็เป็นธรรมดาที่ยอดขายจะไม่สัมพันธ์กับจำนวนลูกค้า ยอดซื้อจากเราจึงมีอยู่เท่านี้…” จูอู่ถอนหายใจ
พูดกันตามตรง เขายังมีสัมพันธ์ที่ดีกับพี่เป้า ไม่ว่าจะทางกิจการหรือโดยส่วนตัว จึงไม่ต้องการตัดขาดกับอีกฝ่าย
“เป็นธรรมดาหรือ? ร้านนี้เราร่วมกันเปิดกับนายท่านผู้เฒ่าซุน ต่อให้พวกเขาซื้อวัตถุดิบจากคนอื่นก็ยังต้องมาแจ้งเรา แต่พี่เป้ากลับไม่บอกเราแม้แต่น้อย” เย่อวี๋หรานท้วงอย่างไม่เห็นด้วย “หากพวกเขาจะขายของคนอื่นในร้านก็ไม่เป็นไร แต่อย่างน้อยควรมาแจ้งเราไม่ใช่หรือ เราเองก็มีหน้าที่คิดคำนวณกำไรรายเดือนไม่ใช่หรือ?”