ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 874 ภัยคุกคามที่ใหญ่ที่สุดไม่ใช่นาง แต่เป็นเด็กในท้องของนาง
- Home
- ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด
- บทที่ 874 ภัยคุกคามที่ใหญ่ที่สุดไม่ใช่นาง แต่เป็นเด็กในท้องของนาง
“หากได้ผลผลิตมากกว่าปีก่อนก็นับว่าดี เช่นนั้นก็ดีมากจริง ๆ” คนด้านข้างกล่าว “บ้านพวกเราปีนี้ปลูกมันเทศไม่น้อย หากมีพื้นที่รกร้างที่สามารถเปิดเพื่อปลูกมันเทศได้ ข้าก็ล้วนเปิดหมดแล้ว”
“หากเป็นพื้นที่รกร้าง เช่นนั้นก็ไม่ต้องคิดแล้ว” จูจยายิ้ม “พื้นที่รกร้างของครอบครัวใดใช้ปลูกสิ่งใด เมื่อปลูกแล้วก็จะออกผลผลิตดีหรือ? หลังจากปลูกไประยะหนึ่ง หากดูแลดินให้ดีก็จะสามารถค่อย ๆ เก็บเกี่ยวได้”
“เช่นนั้นก็ดีกว่าไม่ปลูกอะไรเลย มันเทศก็ไม่ได้ต่างจากสิ่งอื่น มันไม่เลือกดิน ไม่ว่าจะใช้ดินแย่ก็ยังสามารถเก็บเกี่ยวได้…ที่สำคัญคือมันปลูกง่าย กิ่งก้านเติบโตได้”
ผู้ที่มีความคิดเช่นนี้ไม่ได้มีเพียงเขาคนเดียว ดังนั้นในหมู่บ้านสกุลจูภายใต้สถานการณ์ที่เพาะปลูกเองได้ จึงมีคนไม่น้อยที่เพาะปลูกในพื้นที่รกร้าง
ถึงอย่างไรเจ้าหน้าที่ทางการและผู้อาวุโสประจำหมู่บ้านสกุลจูก็พูดกับพวกเขาชัดเจนแล้วว่า หากยังอยู่ในขอบเขตที่กำหนดไว้ ทางด้านจูต้าเหนียงก็จะรับไว้ ทว่าหากเกินกว่าขอบเขตจำนวนที่กำหนด พวกเขาก็ต้องหาวิธีเอง
แม้จูต้าเหนียงจะรวบรวมมันเทศช่วยให้ทุกคนได้เงิน แต่ก็ไม่อาจ ‘ทำการค้าที่ขาดทุน’ ได้ไม่ใช่หรือ?
วันนี้ซื้อที่ดินแล้ว คนในหมู่บ้านไม่ได้มีความเห็นใด แต่ละคนมีความสุขยิ่ง “รู้แล้ว ผู้อาวุโส ท่านว่าอย่างไรก็ตามนั้น”
เวลานี้หัวข้อการพูดคุยของคนหมู่บ้านสกุลจูจึงเปลี่ยนเป็น “ครอบครัวเจ้าเก็บเกี่ยวมันเทศได้กี่มากน้อย?”
“ครอบครัวข้าเก็บเกี่ยวได้ไม่เท่าไหร่ก็ถูกหาบไปเสียเยอะ แล้วบ้านเจ้าเล่า?”
“บ้านข้าก็ถูกหาบไปไม่น้อย เดาว่าไม่ต่างกับบ้านเจ้านักหรอก”
……
สุดท้ายแล้วไม่ต่างกันแบบโกหก หรือไม่ต่างกันจริง ๆ ก็มีเพียงพวกเขาเองที่รู้
ถึงอย่างไรไม่ว่าจะกี่หาบ ทว่าตั้งแต่ห้าหกถึงแปดเก้าหาบ ช่องว่างระหว่างนี้ก็นับว่าใหญ่ยิ่ง
การเก็บเกี่ยวมันเทศของหมู่บ้านสกุลจู ไม่ว่าจะเป็นนายท่านผู้เฒ่าซุนหรือพี่เป้าก็ล้วนต้องการมาสักครั้ง คนหนึ่งเพื่อมาดูสถานการณ์ อีกคนเพื่อมา ‘แสดงความยินดี’ นับวันยิ่งเก็บเกี่ยวได้ดี พูดได้ว่าพวกเขายิ่งเก็บเกี่ยวมันเทศได้มาก เมื่อถึงเวลาที่ขายมันเทศก็จะยิ่งมีอาหารให้กินมากขึ้น
“ฮ่าฮ่าฮ่า…จูต้าเหนียง ท่านไม่รู้หรอกว่าตั้งแต่ข้าทำการค้ามา แทบจะมีไม่กี่คนที่มากินข้าวที่ร้านแล้วไม่สั่งแป้งมันเทศ” พี่เป้ากล่าว “ไม่มีทางเลือกเพราะของสิ่งนี้มีเพียงที่ร้านของพวกเรา หาที่อื่นไม่ได้ อยากกินก็ต้องมาซื้อที่พวกเรา”
นายท่านผู้เฒ่าซุนก็แสดงท่าทีเช่นเดียวกัน เขาเปิดร้านสาขาที่อื่นเพราะแป้งมันเทศรวมถึงพะโล้เพื่อดึงดูดคน ทำให้การค้าดีเป็นพิเศษ
ไม่ใช่ว่าไม่มีคนคิดจะขโมยสูตรในร้าน แต่ของสิ่งนี้ล้วนได้รับ ‘เข้ามา’ จากเย่อวี๋หราน ของกึ่งสำเร็จรูปเช่นนี้ คนอยากจะขโมยก็ไม่อาจขโมยได้
“ลูกค้ามากินที่ร้านทั้งยังไม่สั่งเพียงแค่แป้งมันเทศ จะกี่มากน้อยก็ยังสั่งอย่างอื่นด้วย ด้วยของพวกนี้ก็ทำให้ข้ารับรายได้เพียงพอแล้ว” นายท่านผู้เฒ่าซุนยังยกของอย่างอื่นในร้านขึ้นมาพูดด้วย
บางครั้งคนจะมากินของที่ร้านหรือไม่ ก็อยู่ที่ว่าของในร้านมีอะไรบ้าง
มีอาหารขึ้นชื่อจะยังต้องกังวลว่าคนอื่นจะไม่มาร้านอีกหรือ?
เย่อวี๋หรานสังเกตเห็นว่าสายตายามที่นายท่านผู้เฒ่าซุนและพี่เป้าพูดเรื่องนี้สั่นไหวอยู่บ้าง
หรือจะประหม่าอยู่?
แต่นางไม่ได้พูดอันใด เพียงเผยรอยยิ้มพลางกล่าวว่า “สถานการณ์ดีเช่นนั้นพวกเราร่วมมือกันทำการค้าก็ต่างได้ประโยชน์ร่วมกัน ข้าได้รายได้ ท่านได้รายได้ เช่นนั้นข้าก็วางใจแล้ว”
“ไม่ใช่แค่ ‘ได้ประโยชน์ร่วมกัน’ กระมังจูต้าเหนียง คำนี้เป็นคำสรุปที่ดีมากจริง ๆ”
……
นอกจากความขัดแย้งเรื่องผลประโยชน์เพียงเล็กน้อย วันนี้ก็ยังนับเป็นวันที่พูดคุยอย่างมีความสุข
ถึงเวลามา ทั้งสองคนก็มา ถึงเวลาต้องไป ทั้งสองคนก็ต่างฝ่ายต่างไป ไม่รู้พี่เป้าจงใจหรือไม่ ยามที่นายท่านผู้เฒ่าซุนไป เขาก็ยังยืนอยู่ข้างนอกครู่หนึ่ง
“พี่เป้า?” เย่อวี๋หรานเห็นเขาหันกลับมาก็เผยสีหน้าแปลกใจ
“จูต้าเหนียง ข้ามีเรื่องต้องพูดกับท่าน” พี่เป้ามองไปรอบด้าน กล่าวอย่างเคร่งขรึมเป็นอย่างยิ่ง “พูดกับท่านตามลำพัง”
เย่อวี๋หรานพยักหน้าเล็กน้อยให้จูอู่ไปพักผ่อนเสียก่อน
“ท่านแม่ ข้าจะอยู่ข้างนอก มีเรื่องอันใดก็เรียกข้านะขอรับ” จูอู่รู้สึกไม่วางใจอยู่บ้างจึงกล่าวเพิ่มอีกประโยค
ไม่มีทางเลือก ใครใช้ให้เขาพบว่าพี่เป้ามีเรื่องปิดบังพวกเขาไม่น้อยเล่า?
เย่อวี๋หรานแตะชาบนโต๊ะที่ยังอุ่นอยู่ จึงเติมชาให้พี่เป้าอีกคราพลางกล่าวว่า “พูดมาเถอะ ต้องการพูดอันใดกับข้าหรือ?”
“ครั้งก่อนเรื่องของเปี้ยนชิวอิ่งเป็นข้าที่ปิดบังท่าน” พี่เป้าเปิดปากกล่าวเข้าประเด็นก่อน
“เปี้ยนชิวอิ่งหรือ?” เย่อวี๋หรานมีสีหน้าแปลกใจราวกับไม่เข้าใจ “นางทำไมหรือ? ไม่ใช่ว่าจัดการไปเรียบร้อยแล้วหรือ?”
“จัดการไปแล้ว แต่ความจริงเป็นข้าที่ส่งไปถึงมือฮูหยินเจี่ยด้วยตัวเอง…” พี่เป้าจำเป็นต้องพูดเรื่องที่เขาติดหนี้ฮูหยินเจี่ยผู้หนึ่งในยามนั้นออกมา
ในฐานะอันธพาล เขาก็รับงานมาจากนายท่านเจี่ย หากไม่ใช่เพราะฮูหยินเจี่ยปกป้องเขา เขาคงกลายเป็นศพไปนานแล้ว
เรื่องราวอย่างละเอียดเป็นเช่นไรเขาไม่ได้พูด เพื่อเลี่ยงไม่ให้เย่อวี๋หรานมีปัญหา
“ดังนั้น…ความหมายของท่านคือ ความจริงเรื่องนี้ท่านไม่ได้ยืมมือนายท่านผู้เฒ่าซุน?” เย่อวี๋หรานแสร้งทำเป็นแปลกใจด้วยท่าทีไม่เข้าใจพลางเอ่ยถาม “ข้าไม่เข้าใจเป็นอย่างยิ่ง แม้ว่าท่านจะต้องการตอบแทนฮูหยินเจี่ย แต่แค่มาบอกกับข้าตรง ๆ ก็พอ เหตุใดยังต้องบอกว่าจัดการด้วยมือของนายท่านผู้เฒ่าซุนด้วย?”
“พวกท่านมาหาข้ากะทันหันเกินไป ข้าก็ไม่แน่ใจว่าฮูหยินเจี่ยต้องการจัดการอย่างไร จึงทำได้เพียงทำตามคำพูดของท่านไปก่อน” ความหมายของพี่เป้าคือในยามนั้นที่เขาได้ยินเรื่องนี้ การตอบสนองแรกคือ…เขาสามารถตอบแทนบุญคุณของฮูหยินเจี่ยได้
แต่ไม่ว่าเขาจะสามารถตอบแทนบุญคุณได้หรือไม่ เขาก็ยังไปเจอฮูหยินเจี่ยก่อนเพื่อฟังความเห็นของนาง
หากให้ฮูหยินเจี่ยกล่าว ภัยคุกคามที่ใหญ่ที่สุดไม่ใช่เปี้ยนชิวอิ่ง แต่เป็นเด็กในท้องของเปี้ยนชิวอิ่งต่างหาก
พูดขึ้นมาแล้วฮูหยินเจี่ยก็น่าสงสารทีเดียว นางแต่งให้นายท่านเจี่ยตั้งแต่อายุยังน้อย คาดไม่ถึงว่ากลับไม่ได้รับประโยชน์ ทำให้คุณหนูในครอบครัวจำต้อง ‘ร่วมทุกข์ร่วมสุข’ กับนางและตกต่ำจนมายังสถานที่อย่างตำบลอันจิ่ว
เรื่องนี้ช่างเถิด นายท่านเจี่ยทิ้งความรู้สึกไว้ทุกที่ ทั้งในเรือน นอกเรือน อนุ สาวใช้ที่คอยปรนนิบัติก็มีมากมาย
ยามนั้นพี่เป้าที่ทำงานให้สกุลเจี่ยย่อมรู้เรื่อง ทั้งสกุลเจี่ยนั้นไม่มีสาวใช้คนใดที่ไม่เคยผ่านมือของนายท่านเจี่ย
“โธ่…ฮูหยินเจี่ยผู้น่าสงสาร…”
เย่อวี๋หรานได้ยินน้ำเสียงเช่นนี้ก็รู้สึกได้ถึงความผิดปกติ เพราะทุกครั้งยามที่พี่เป้าพูดถึงอีกฝ่าย ล้วนมีความรู้สึกส่วนตัวปะปนอยู่ด้วยเสมอ
“ท่านเห็นใจฮูหยินเจี่ยหรือ?” นางมองสีหน้าของเขา อยากจะมองบางสิ่งให้ออก
“นางตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้ หากเป็นมนุษย์ย่อมต้องเห็นใจ”
เย่อวี๋หรานมองเขาที่เบนสายตากลับไปก็ส่ายศีรษะเบา ๆ “ในตระกูลที่ร่ำรวย มีนายท่านสักกี่คนที่ไม่รับอนุหรือสาวใช้มาปรนนิบัติ? ฮูหยินเหล่านั้นท่านก็หาได้เห็นใจเช่นนี้…พี่เป้า ท่านกับฮูหยินเจี่ยผู้นี้เกรงว่าคงมีความสัมพันธ์กันอยู่ไม่น้อยกระมัง?”
นางไม่ได้โง่ ผู้ชายจากตระกูลร่ำรวยย่อมมีอนุ ไม่ใช่แค่นายท่านเจี่ยคนเดียว บางทีนายท่านเจี่ยอาจทำเกินไปเสียหน่อย แต่นั่นก็ไม่ใช่เหตุผลที่ผู้ชายอย่างพี่เป้าจะมา ‘ใจอ่อน’ ได้
มีฮูหยินมากมายที่ต้องพบเจอเรื่องนี้ แต่พี่เป้ากลับเห็นใจ ‘ฮูหยินเจี่ย’ คนเดียวเป็นพิเศษ นี่ไม่นับว่าแปลกหรือ?
“…” พี่เป้าไม่พูดอันใดไปครู่หนึ่ง “ใช่”
เย่อวี๋หรานใจเต้นรัว “พวกท่านมีความสัมพันธ์อันใดต่อกันหรือ?”