ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 876 ยังมีอีกหลายคนที่ ‘ง้อ’ นายท่านเจี่ยจนได้กลับไป
- Home
- ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด
- บทที่ 876 ยังมีอีกหลายคนที่ ‘ง้อ’ นายท่านเจี่ยจนได้กลับไป
“เมื่อครู่ไม่ใช่ว่าท่านบอกแล้วหรือว่านางลงนามสัญญาทำกิจการกับท่านอย่างจริงจังแล้ว เช่นนั้นก็อธิบายให้นางเข้าใจเสียหน่อย นางน่าจะพิจารณาในระยะยาวมากกว่าท่าน” เย่อวี๋หรานกล่าว “ขอเพียงกิจการของพวกท่านเป็นไปได้ดี นางร่วมมือกับพวกเรา เช่นนั้นหลังจากนี้ร้านค้าภายใต้ชื่อของนางก็ไม่ต้องกังวลเรื่องช่องทางการขายแล้ว มีเงินก็ทำสิ่งที่ต้องการได้”
“ความหมายของจูต้าเหนียงคือ ขอเพียงนางร่วมมือทำการค้ากับพวกเราก็พอแล้วหรือ?” นั่นไม่ใช่สิ่งที่เขากำลังทำอยู่ตอนนี้หรือ? แต่เมื่อครู่เหตุใดจูต้าเหนียงจึงมีท่าที ‘ไม่เห็นด้วย’ เล่า?
“นั่นก็ต้องดูว่าร่วมมือกันอย่างไร นางคงคิดในระยะยาวกว่าท่าน ดังนั้นคงไม่อยากเอาเปรียบท่าน ควรจะทำสัญญาอย่างไรก็คงไม่เหมือนของท่านที่คิดเพียงอยาก ‘ช่วยเหลือ’ คนอย่างเดียว ไม่เอากำไรแม้แต่น้อย กำไรได้กี่มากน้อยก็ให้ไปเท่านั้น…ท่านคิดว่าอย่างไรเล่า? หากท่านต้องการทำการค้าขายในระยะยาวไม่ใช่การช่วยเหลือในระยะสั้น แน่นอนว่าต้องทำตาม ‘กฎเกณฑ์’ หากไม่มีกฎเกณฑ์ ไม่อยู่ในกรอบ จะทำอันใดในระยะยาวได้อย่างไร?” ความหมายแฝงของเย่อวี๋หรานก็คือ หากฮูหยินเจี่ยต้องการร่วมธุรกิจกับพวกเขา จะต้องให้แบ่งผลประโยชน์ออกมาส่วนหนึ่ง
ล้อกันเล่นหรือ? คิดจะมายืมช่องทางของพวกเขาทำเงิน แล้วจะไม่แบ่งเอาผลกำไรบางส่วนออกมาทั้งยังคิดจะจับเสือมือเปล่าอีกหรือ?
นับว่าโลกสวยเกินไปแล้ว
เดิมทีเป็นพี่เป้าโน้มน้าวเย่อวี๋หราน แต่หลังจากพูดกลับกลายเป็นเย่อวี๋หราน ‘โน้มน้าว’ พี่เป้า
นางกล่าวว่า “มีตัวอย่างการที่พวกเราร่วมกิจการกับนายท่านผู้เฒ่าซุนก่อนหน้านี้ เมื่อทำตาม ‘กฎเกณฑ์’ ทุกอย่างก็เรียบร้อย ไปถามความเห็นฮูหยินเจี่ยอีกคราเถอะว่าต้องปรับเปลี่ยนเล็กน้อย หากท่านคิดมากอยากจะให้นางเพิ่มอีกหน่อยนั่นก็เป็นเรื่องของท่าน แต่ต้นทุนในร้านค้าและส่วนแบ่งกำไรของพวกข้าจะลดลงไม่ได้ ท่านต้องจำไว้ว่าร้านค้าไม่ได้เป็นของท่านคนเดียว ท่านต้องปลอบขวัญหุ้นส่วนทุกคนด้วย”
“เป็นข้าที่คิดง่ายเกินไป!” พี่เป้าถอนหายใจพูดหนึ่งประโยค
แม้ว่าพี่เป้าจะ ‘เห็นด้วย’ กับข้อเสนอของเย่อวี๋หราน แต่ยามที่เขาออกไป เย่อวี๋หรานก็ยังไม่ได้ถอนหายใจอย่าง ‘โล่งอก’
ไม่มีทางเลือก ตลอดมานางคิดว่าพี่เป้า ‘มีเหตุผล’ เป็นอย่างมาก คาดไม่ถึงว่าผู้ชายเช่นเขาจะทำเรื่องหุนหันพลันแล่นเช่นนี้
อีกทั้งนางยังไม่แน่ใจว่าสิ่งที่พี่เป้าพูดเป็นความจริงหรือไม่
“ท่านแม่?”
เย่อวี๋หรานดึงสติกลับมามองไปทางจูอู่ที่มองมาอยู่ “หืม?”
“เมื่อครู่ข้าเรียกท่านตั้งหลายคราแต่ท่านไม่สนใจ…” จูอู่กล่าว “ท่านแม่ พี่เป้าพูดอันใดหรือขอรับ ข้าเห็นท่านดูเหมือนจะใจลอยอยู่บ้าง”
“ข้อสงสัยที่พวกเรา ‘ค้นเจอ’ ก่อนหน้านี้”
“หืม?”
เย่อวี๋หรานเอาเรื่องเกี่ยวกับฮูหยินเจี่ยมาพูด แน่นอนว่านางไม่ได้ยกเรื่องที่พี่เป้าชอบพอฮูหยินเจี่ยขึ้นมา พูดเพียงว่าฮูหยินเจี่ยช่วยชีวิตเขาไว้ เขาจึงต้องการ ‘ตอบแทนบุญคุณ’
จูอู่แปลกใจ “ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้ ยังคาดไม่ถึงว่าคนเช่นพี่เป้าจะยังคิดเรื่อง ‘ตอบแทนบุญคุณ’ ด้วย”
เย่อวี๋หรานเหลือบมองเขา “เช่นนั้นเจ้าคิดว่าพี่เป้าเป็นคนอย่างไรเล่า? ผู้มีความชอบธรรมฆ่าสุนัข ผู้คิดคดทรยศเป็นบัณฑิต*[1] สุภาษิตนี้เคยได้ยินหรือไม่?”
จูอู่เกาหัวยิ้มอย่างโง่งม “ท่านแม่ เรื่องนี้ไม่เหมือนกันนะขอรับ ก่อนหน้านี้ข้ายังกังวลใจกลัวพี่เป้าจะต่อหน้าเป็นอย่างหนึ่ง ลับหลังเป็นอย่างหนึ่งต่างไปจากที่พวกเราคิดไว้…ในเมื่อเขาทำเพื่อ ‘ตอบแทนบุญคุณ’ เช่นนั้นเรื่องเหล่านี้ก็ให้อภัยได้ขอรับ ท่านแม่ เรื่องนี้นับว่าจบแล้วหรือขอรับ?”
“ดูเหมือนเจ้าจะค่อนข้างชอบพี่เป้าทีเดียว”
จูอู่ดันเก้าอี้รถเข็นของเย่อวี๋หรานตรงไปที่บ้านและกล่าวว่า “เอาเถิดขอรับ ปกติก็คบค้าสมาคมต่อกันจึงไม่อยากเสียสหายคนหนึ่งไปเช่นนี้ขอรับ”
“นิยามคำว่า ‘สหาย’ ของเจ้าช่างกว้างเกินไปเสียหน่อย หากเขาอยากเป็นสหายกับเจ้า เขาจะมีเรื่องปิดบังเจ้าหรือ?”
“ฮ่าฮ่าฮ่า…ท่านแม่ สหายมีหลายประเภทนะขอรับ มีทั้งเป็นเพียงคนรู้จัก มีทั้งคุ้นเคยกันอยู่บ้าง มีทั้งที่จริงใจต่อกัน ข้ากับพี่เป้าน่าจะคุ้นเคยกันอยู่บ้างพอที่จะช่วยเหลือกันขอรับ เวลาผ่านไปนานเข้าก็จะเห็นใจคน บางทีหลังจากนี้รอไปอีกนานหน่อย พวกเราอาจจะพบว่าอีกฝ่ายล้วนเป็นคนที่ค่อนข้างไม่เลว หรืออาจกลายเป็นสหายที่ ‘มีความจริงใจต่อกัน’ ก็ได้นะขอรับ”
“ไม่รู้สิ เวลาอาจเปลี่ยนแปลงทุกสิ่งและเปลี่ยนแปลงใจจริงของคนก็เป็นได้” เย่อวี๋หรานก็คาดหวังว่าเรื่องของพี่เป้าจะเป็นนางที่คิดมากเกินไป ไม่เช่นนั้นการที่ต้องป้องกันเช่นนี้ไปมานางก็เหนื่อยเหมือนกัน
เมื่อกลับมาถึงบ้าน นางก็ไม่ลืมเตือนจูอู่ให้ดูว่ามีเส้นทางไปที่สกุลเจี่ยหรือไม่ เพื่อไปตรวจสอบสถานการณ์ของสกุลเจี่ย
เรื่องของพี่เป้าดูเหมือนจะ ‘ผ่าน’ ไปแล้ว แต่ถึงอย่างไรเรื่องนี้ก็ต้องขีดเส้นไว้ในใจ ไม่เช่นนั้นหากได้ฟังความเพียงด้านเดียวก็ง่ายมากที่จะถูกบิดเบือนจากความจริง
“เข้าใจแล้วขอรับท่านแม่ ข้าจะไปจัดการให้ขอรับ” จูอู่ตกปากรับคำ เริ่มใช้สมองคิดว่าจะติดต่อกับสกุลเจี่ยอย่างไร
บางครั้งผู้ที่รู้ความลับในสกุลมากที่สุดก็หาใช่เจ้าบ้าน แต่กลับเป็น ‘ข้า’ รับใช้ภายในเรือน
ช่วยไม่ได้ ใครใช้ให้มีบ่าวไพร่มากมายเล่า?
เจ้ามองข้า ข้ามองเจ้า ทุกคนก็สามารถปะติดปะต่อเรื่องราว ‘ความจริง’ ที่เจ้านายไม่รู้ออกมาได้
ยามที่มันเทศของสกุลจูเหลือเวลาไม่มากก็จะเก็บเกี่ยวแล้ว ข่าวคราวทางด้านจูอู่ก็กลับมาเช่นกัน
“ท่านแม่ ข้าทำหน้าที่สำเร็จแล้วขอรับ สกุลเจี่ย…ยุ่งเหยิงจริง ๆ ขอรับ” จูอู่พูดด้วยท่าทีทอดถอนใจและกล่าวต่อ “หลังจากจับตาดูสกุลเจี่ย ข้าคิดว่าเข้าใจชัดเจนแล้วขอรับว่าเหตุใดท่านจึงตั้งกฎว่าห้ามรับอนุเข้ามาตั้งแต่แรก”
ยามที่สกุลเจี่ยเพิ่งมาถึงตำบลอันจิ่วหาได้ ‘ยากจน’ เหมือนในยามนี้ พวกเขาเคยใช้ชีวิตอย่างฟุ่มเฟือย
แต่นายท่านเจี่ยเป็นผู้ที่ใช้เงินมือเติบ ไม่รู้จักทำมาหากิน รู้เพียงวิธีใช้เงินไม่รู้วิธีหาเงิน
ใช้เงินราวกับน้ำไหล เงินเหล่านั้นในอดีตจึงหมดไปอย่างรวดเร็ว
ยามที่มีเงินทุกอย่างก็ดีไปหมด ผู้หญิงในเรือนหลังก็มีเพียงเรื่องเล็กน้อย ไม่ได้ก่อเรื่องใหญ่โตอันใด แต่เมื่อนายท่านเจี่ยไม่มีเงินแล้ว ชีวิตที่เดิมทีดีเลิศก็เริ่มตกต่ำลง พวกผู้หญิงในเรือนหลังต้องการรักษาสภาพความเป็นอยู่เดิมของตัวเองจึงเริ่ม ‘ต่อสู้’ กัน
ฮูหยินเจี่ยผู้นี้ช่างน่าสงสาร ยามแรกที่มาถึงตำบลอันจิ่วก็อุ้มท้องมาด้วย เดิมทีการเดินทางก็ยากลำบากมากพอแล้ว ผลคือเมื่อนายท่านเจี่ยหมดตัว การต่อสู้ของเหล่าอนุที่เรือนหลังไม่ได้ถูกห้ามปราม เด็กในท้องของฮูหยินเจี่ยจึง ‘แท้ง’ ไปแล้ว
ฮูหยินของเรือนหลักแท้ง ทำให้นายท่านเจี่ยโกรธเกรี้ยวเป็นอย่างยิ่ง เหล่าอนุในเรือนหลังจึงถูกไล่ออกไปทั้งหมด
แต่ไล่ไปก็กลับมาได้ เพราะยังมีอีกหลายคนที่ ‘ง้อ’ นายท่านเจี่ยจนได้กลับไป เมื่อกลับมาที่เรือนหลังอีกครั้งก็ไม่เพียงเท่านั้น ตำแหน่งมากมายที่ยังว่างอยู่ในเรือนหลัง นายท่านเจี่ยก็ยังเริ่มรับอนุเข้ามาอย่างบ้าคลั่งอีก
“ถึงอย่างไรก็วุ่นวายไปหมดแล้ว หากไม่ใช่วันนี้ข้าวางแผนร้ายต่อเจ้า ก็เป็นพรุ่งนี้เจ้าวางแผนร้ายต่อข้า เหล่าผู้หญิงในเรือนหลังสามารถต่อสู้กันได้เพราะรังนกชามหนึ่ง พวกนางทะเลาะกันจนนายท่านเจี่ยปวดหัว ทำให้พวกนางต้องไปขอฮูหยินเจี่ย…” จูอู่ถอนหายใจ “คนในบ้านไม่มีผู้ใดหาเงินเป็น อีกทั้งแต่ละคนยังไปหานางเพราะต้องการเงิน ฮูเยินเจี่ยจะมีเงินสักเท่าไหร่กันเชียว? ในไม่ช้าก็ควักเงินไปจนหมดทั้งยังทะเลาะกับนายท่านเจี่ยเสียใหญ่โตด้วยขอรับ”
“ได้ยินว่ายามนั้นทะเลาะกันรุนแรงยิ่ง ทะเลาะกันจนเกือบจะหย่ากันเลยขอรับ”
“ฮูหยินเจี่ยโกรธมากจนผูกคอตัวเองทั้งร้องไห้ทั้งก่อเรื่อง บอกว่าตัวเองไม่ได้รับความเป็นธรรม หลังจากทำเช่นนั้นเป็นธรรมดาที่จะทำไม่สำเร็จ นายท่านเจี่ยก็ทำเพียงดื่มเหล้าอย่างหนัก เมาหัวราน้ำไปช่วงหนึ่ง ฮูหยินของเรือนหลักจะมาหย่าเช่นนั้นได้อย่างไร แม้หลายปีมานี้จะไม่มีลูก แต่คนก็ร่วมทุกข์ร่วมสุขกับเขามา ทั้งยังมีความซื่อสัตย์ต่อเขาด้วยขอรับ”
[1] ผู้มีความชอบธรรมฆ่าสุนัข ผู้คิดคดทรยศเป็นบัณฑิต หมายถึง คนส่วนมากที่เห็นว่าคนธรรมดาผู้ทำอาชีพต่ำต้อยเป็นคนที่ยึดมั่นในความเป็นธรรม ในขณะที่คนที่มีความรู้มากกลับเป็นผู้ที่คิดคดทรยศ