ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 877 ทั้งสองคนสบตากันและถอนหายใจออกมาอย่างหนักหน่วง
ครั้นฟังจากสิ่งที่จูอู่เล่ามานั้น ฮูหยินเจี่ยผู้นี้ก็หาได้ฉลาดแต่อย่างใด เมื่อไม่อาจจัดการสามีของตัวเองได้ทั้งยังไม่อาจควบคุมอนุในเรือนหลัง นอกจากร้องไห้แล้วนางก็ไม่อาจทำอันใดได้อีก
เพราะข้อมูลเหล่านี้ของเขาล้วนได้ยินมาจากบ่าวรับใช้ในสกุลจู จะจริงเท็จอย่างไรนั้นก็พูดได้ยาก
แต่จากข้อมูลพวกนี้ก็พอจะมองออกได้คร่าว ๆ อย่างเช่นผู้หญิงในเรือนหลังมีเยอะมากทั้งยังมีเรื่องกันบ่อยจริง ๆ ฮูหยินเจี่ยไม่ได้รับความโปรดปรานจนเกือบถูกหย่า สกุลเจี่ยนั้นยากจนจริง ๆ ไม่เช่นนั้นสองสามีภรรยาคงไม่มีเรื่องทะเลาะกันขึ้นมาเพราะเรื่องเงิน…
“เช่นนั้นเจ้าคิดว่าหากเปลี่ยนเป็นครอบครัวของพวกเรา หากเป็นพวกเจ้าเหล่าพี่น้องล้วนรับอนุเข้ามา จะมีสักกี่คนที่ควบคุมเหล่าอนุได้?” เย่อวี๋หรานถามโดยที่สีหน้าไม่เปลี่ยนแม้แต่น้อย
“เอ่อ..” จูอู่เอ่ยตะกุกตะกัก “ท่านแม่ขอรับ ขอเพียงมีท่านแม่อยู่ก็ไม่มีสิ่งใดที่ท่านแม่ควบคุมไม่ได้หรอกขอรับ”
“ข้าสามารถควบคุมอนุของพ่อเจ้าได้ แต่ข้าต้องยื่นมือไปควบคุมอนุในเรือนของลูกชายอย่างพวกเจ้าด้วยหรือ?” เย่อวี๋หรานกลอกตา “คนในสกุลที่ร่ำรวย หากฉลาดสักหน่อยล้วนรู้ว่าเรื่องในครอบครัวของลูกชายเป็นลูกสะใภ้ที่ต้องจัดการ แม่สะใภ้ไม่อาจเข้าไปจัดการได้ หากข้าเข้าไปจัดการแม้แต่เรื่องในครอบครัวของพวกเจ้า ข้าย่อมต้องเป็นศัตรูของเหล่าภรรยาของพวกเจ้า”
“ทำไมเล่าขอรับ? ข้าเห็นว่าเหล่าพี่สะใภ้ล้วนปฏิบัติต่อท่านอย่างดี แม้แต่ภรรยาของข้าก็เช่นกันขอรับ ยามนี้นางล้วนคาดหวังว่าท่านจะเลือกสิ่งดี ๆ สักอย่างให้น้องสาวทั้งสองคนของนาง ตัวนางเองก็บอกว่านางมีตาหามีแววไม่ ยังต้องเป็นท่านที่เลือก นางจึงจะวางใจได้มากกว่า…”
“ช่างเถอะ” เย่อวี๋หรานกล่าวอย่างเมินเฉย “เจ้าอย่ามาพูดดีแทนนางเลย หากนางวางใจจริงจะทำเรื่องเช่นนั้นลับหลังข้าหรือ? ยังดีที่เด็กนั่นตั้งสติได้ รู้จักละอายไม่มาพูดกับข้าอีก หากนางทำเรื่องนั้นสำเร็จ ถึงเวลานั้นนางคงได้ร้องไห้เป็นแน่”
“ท่านแม่ ได้ยินว่าในบรรดาพี่น้องสกุลเหวินไม่มีคนที่เหมาะสมสักคนเลยหรือขอรับ?” ในเมื่อจูอู่รับปากหลินซื่อไว้แล้ว เป็นธรรมดาที่จะกังวลเรื่องแต่งงานของหลินซานเม่ยและหลินซื่อเม่ย เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ขึ้นมาพอดีจึงลองถามหยั่งเชิงดูหนึ่งประโยค
“ไม่มี ไม่มีสิ่งใดที่เข้าตาข้าเลย”
“หลินซานเม่ยนั้นอีกไม่กี่ปีก็ต้องตบแต่งแล้ว ท่านแม่วางแผนไว้อย่างไรหรือขอรับ?”
“ต้องดูก่อนว่ามีสิ่งใดเหมาะสมแล้วค่อยว่ากัน” เย่อวี๋หรานกล่าว “ยังมีเวลาอีกสองสามปีค่อย ๆ คิดไปว่าจะเลือกผู้ใดจะไม่ง่ายกว่าหรือ? ที่สำคัญต้องดูว่าหลินซานเม่ยเองต้องการเลือกอย่างไร”
“แน่นอนว่ายิ่งผ่านไปก็ยิ่งดีขอรับ”
เย่อวี๋หรานเหลือบมองเขา “ตกลงเป็นเจ้าถามหรือเป็นภรรยาเจ้าถามมาเล่า?”
“แหะแหะ ท่านแม่ ท่านก็รู้อย่างชัดแจ้งแล้ว ยังต้องถามข้าอีกหรือขอรับ?” จูอู่ยิ้มอย่างโง่งมพลางเกาศีรษะ
เย่อวี๋หรานมีสีหน้ารังเกียจ “นั่นเป็นน้องสาวของภรรยาเจ้าเอง แต่ตัวเองกลับไม่จัดการ ทั้งยังคิดจะให้คนอื่นจัดการอีกหรือ?”
“ไม่ใช่ว่าข้าเกรงว่าสายตาจะไม่มีแววเท่าท่านแม่หรือขอรับ หากผ่านตาแล้วท่านแม่พยักหน้าย่อมไม่มีปัญหาแน่นอนขอรับ”
“เช่นนั้นก็มีแรงกดดันบนหัวข้าอย่างหนักเลยทีเดียว ตอนนี้ล้วนไม่อาจเดินบนพื้นได้แล้ว พวกเจ้าแต่ละคนยังมาคาดหวังกับข้าอีก ไม่กลัวข้าเหนื่อยตายเลยกระมัง” เย่อวี๋หรานแขวะไปหลายประโยค ทั้งยังไม่ลืมเตือนเขาว่าตนกลายเป็น ‘คนพิการ’ ไปแล้ว
จูอู่รีบปลอบใจแม่ตัวเอง พูดว่ายามนี้มีคนมากมายช่วยหาเทียบยาให้นาง แน่นอนว่าต้องสามารถหาวิธีที่เหมาะสมได้ นางจะสามารถฟื้นฟูร่างกายกลับมาเดินอีกครั้งเมื่อไหร่ก็เป็นเรื่องที่ขึ้นอยู่กับเวลาเท่านั้น
“เจ้าคิดเช่นนั้นจริงหรือ?” เย่อวี๋หรานมีสีหน้าสงสัย
จูอู่รู้สึกเขินอายเล็กน้อยแต่เขาก็ไม่กล้าปฏิเสธ จึงพยักหน้าอย่างตรงไปตรงมา “แน่นอนขอรับ ท่านเป็นท่านแม่ของข้าซึ่งทำได้ทุกอย่าง แค่ล้มจนบาดเจ็บเล็กน้อยเท่านั้น แต่การรักษาก็ไม่อาจทำอย่างง่ายเกินไปได้ ได้รับบาดเจ็บมาสักร้อยวัน ท่านแม่จะต้องกลับมายืนได้อีกครั้งแน่นอนขอรับ เพียงแค่ต้องการเวลาสักหน่อย”
“อืม! ข้าก็คิดเช่นนั้นเหมือนกัน” เย่อวี๋หรานราวกับมั่นใจ โบกมือให้จูอู่ไปทำงานของตัวเอง อย่ามารบกวนนาง
จูอู่ถอยออกมาอยู่ในสวนพลางเช็ดเหงื่อเย็นบนหน้าผากที่ไม่ได้มีอยู่จริง
ถูกต้อง เขาถูกแม่ของเขาทำให้ตกใจกลัวแล้ว เพราะกลัวว่านางจะกดดันถามเขาว่า ‘เช่นนั้นเจ้าว่าอาการบาดเจ็บของข้าจะหายดีเมื่อไหร่? ระบุมาให้ชัดเจนสิ’
จูอู่ “…”
เขาจะทำได้อย่างไร?
ความจริงแล้วเห็นแม่ของเขาตามหายาทุกหนแห่งอย่าง ‘บ้าคลั่ง’ เช่นนี้ เขาก็มีความรู้สึกว่า ‘ควรรีบไปรักษากับหมอ’ แล้ว
คิดว่าครั้งนี้แม่ของเขาน่าจะ ‘ป่วย’ หนักจริง ๆ และคงเพราะจนปัญญาจริง ๆ ไม่เช่นนั้นนางคงไม่ทำเรื่องที่ไร้เหตุผลเช่นนี้
“ท่านแม่ถามเจ้าหรือ?”
ยามที่เขาบอกจูซื่อ จูซื่อก็มีสีหน้าเป็นกังวล
“แล้วอย่างไร? ท่านแม่ก็เคยถามท่านหรือ?” จูอู่ถาม
จูซื่อพยักหน้า “เคยถาม วันที่ข้าไปส่งท่านแม่กลับห้องของนาง นางจับข้าไว้อย่างดีใจ ยามนั้นข้าตกใจกลัวแทบตาย เจ้าห้า เจ้าว่าอาการบาดเจ็บของท่านแม่จะหายดีได้จริงหรือ?”
“เรื่องนี้ข้าจะไปรู้ได้อย่างไร?”
“เช่นนั้นเจ้ายังพูดเช่นนี้กับท่านแม่อีกหรือ?”
“ไม่พูดเช่นนี้แล้วจะให้พูดอย่างไรเล่า?” จูอู่ถาม “เช่นนั้นท่านก็พูดสิว่าท่านจะบอกท่านแม่อย่างไร?”
“เอ่อ…” จูซื่อก็ไร้ซึ่งความมั่นใจ “ก็เหมือนกับเจ้า รับรองกับท่านแม่ว่านางจะต้องหายดีแน่นอน…”
ยิ่งพูดเสียงก็ยิ่งเบาลงเพราะเขาพบว่า ‘คนที่โกหก’ ไม่ได้มีแค่จูอู่เพียงคนเดียว
“แต่ข้าคิดว่าข้าทำแบบพวกเจ้าไม่ได้หรอก” จูซื่ออธิบาย “ข้าทั้งไม่ฉลาดเท่าพวกเจ้า หากไม่มีพวกเจ้าพูดย่อมไม่อาจพูดอันใดได้ดีแน่นอน แต่เจ้าไม่เหมือนกัน เจ้าฉลาดถึงเพียงนั้นนอกจากพี่สามแล้วในบ้านก็เป็นเจ้าที่ฉลาดที่สุด ข้าคิดว่าเจ้าน่าจะสามารถพูดกับท่านแม่ให้ชัดเจนได้…”
“ไม่เกี่ยวกับว่าฉลาดหรือไม่ฉลาดหรอก เรื่องเช่นนี้ใครจะกล้าไปพูดต่อหน้าท่านแม่เล่า? หากใครพูดไปแล้วเช่นนั้นคงเป็นคนอกตัญญูที่ไม่หวังให้ท่านแม่หายดีแล้ว” จูอู่กล่าว “หากท่านแม่ด่าว่าพวกเราอกตัญญู พวกเราจะยังพูดได้อย่างไร?”
“เช่นนั้น…จะปล่อยให้ท่านแม่ ‘เสียสติ’ ต่อไปหรือ?” จูซื่อนึกถึงยาเหล่านั้นก็กลัวจนใจสั่น “เจ้าก็ไม่ใช่ว่าไม่ได้ยินที่ต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าพูดสิ่งที่เขียนลงไปเรื่องเทียบยาเหล่านั้นนี่เจ้าน้องชาย ทั้งหมดที่มีล้วนเป็นของร้อยแปดพันเก้าอันใดบ้างเละเทะไปหมด มีบางอย่างที่ปกติสามารถฆ่าคนได้ก็ล้วนถูกส่งไปให้ท่านแม่ หากท่านแม่ไม่ระวังจนกินพลาดไป เช่นนั้นต้องเป็นเรื่องใหญ่แน่”
“ข้าก็รู้ ไม่ใช่ว่าข้าบอกกับเจ้าหน้าที่ทางการและผู้อาวุโสแล้วหรือว่าของที่ไร้เหตุผลเกินไปอย่าได้ส่งมาทางนี้?”
จูซื่อแสดงความเห็น “ข้าก็บอกกับสะใภ้สี่แล้วว่าให้นางขวางไว้เสียหน่อย ตำรับยาที่แปลกเกินไปก็อย่าได้เอามาให้ท่านแม่ได้ยิน”
ทว่าพวกเขาระวังกันทุกหนทางก็ยังมีจำนวนไม่น้อยที่เล็ดลอดเข้ามาได้
“โธ่..” ทั้งสองคนสบตากันและถอนหายใจออกมาอย่างหนักหน่วง
ปกติท่านแม่ฉลาดเฉลียวถึงเพียงนั้น เมื่อต้องมาเผชิญกับเรื่องเช่นนี้ เหตุใดจึงเริ่ม ‘เลอะเลือน’ เช่นนี้เล่า?
ยามนี้เย่อวี๋หรานที่กำลัง ‘เลอะเลือน’ ฉวยโอกาสที่ไม่มีผู้ใดอยู่ในห้องยืนขึ้นมาขยับร่างกาย
ความจริงแล้วก่อนหน้านี้ที่เดินไปเดินมาทุกวันยังรู้สึกเพียงว่าเดินมากเกินไปจนรำคาญ นึกอยากได้พาหนะอันใดมาเสียหน่อย ยามนี้นางก็มีแล้ว ผลคือกลับพบว่าการต้องนั่งเก้าอี้รถเข็นแล้วถูกคนเข็นไปมาทุกวันไม่สามารถเดินขยับได้ ช่างทำให้รู้สึกเกินทนจริง ๆ
คนเราหนอก็เป็นเช่นนี้ หลังจากสูญเสียสิ่งที่มีจึงเพิ่งรู้สึก ‘เห็นค่า’ ในยามที่สายไปแล้ว
การเก็บเกี่ยวมันเทศได้ผลผลิตดีเยี่ยม งานหลังจากนี้ยังมีอยู่อีกมาก
เพราะปีนี้เก็บเกี่ยวมันเทศได้เยอะกว่าปีก่อน ๆ ปริมาณความต้องการก็สมเหตุสมผลเช่นกัน ขุดห้องใต้ดินเรียบร้อยก็ต้องคัดมันเทศที่เสียหายออกก่อน จากนั้นจึงล้างให้สะอาด หั่นให้ดี และตากให้แห้ง
ยังไม่ทันที่ข้าวในนาน้ำจะกลับมาโต มันเทศในเรือนสกุลจูก็แห้งหมดแล้ว