ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 880 ท่านแม่มอบสิ่งสำคัญให้ท่านหรือ?
เด็ก ๆ มีความเห็นต่างกันเรื่องการศึกษาเล่าเรียน
บ้างอิจฉาที่ผู้ตรวจสอบบัญชีได้เงินเดือนและรู้สึกว่าเพียงอดทนเล่าเรียนไม่กี่ปี นับได้ว่าคุ้มค่าไม่น้อย บ้างไม่เห็นด้วยเพราะคิดว่าผู้ตรวจสอบบัญชีเงินเดือนไม่มากเท่ารายได้จากการเพาะปลูก ดูอย่างครอบครัวของพวกเขา ตอนนี้ต่างก็มีที่ดินเป็นของตัวเอง จำเป็นต้องเป็นผู้ตรวจสอบบัญชีด้วยหรือ?
ต้าเป่า “…”
นั่นเป็นเพราะท่านย่าของข้า ไม่เช่นนั้นเจ้าคิดว่าการทำไร่ไถนาจะ ‘ทำเงิน’ ได้หรือ?
ช่างเถิด ข้าไม่เถียงก็แล้วกัน
ดังที่ท่านย่ากล่าวไว้ว่าไม่มีทางปลุกผู้ที่แสร้งหลับใหลได้
เรื่องของเด็กเล็กผู้นี้ย่อมไปไม่ถึงหูเย่อวี๋หราน
แม้ต้าเป่าจะมักเล่าเรื่องที่เขากับเอ้อร์เป่าทำให้เย่อวี๋หรานฟัง แต่เขาก็ไม่ได้ ‘สาธยาย’ ทุกสิ่ง ยังคงปิดปากเก็บ ‘ความลับ’ กับเพื่อน ๆ เอาไว้
เย่อวี๋หรานไม่ได้ใส่ใจนัก ขอเพียงพวกเขาไม่ได้ทำเรื่องผิดพลาด จะมี ‘ความลับ’ บ้างก็เป็นเรื่องธรรมดา
การเก็บเกี่ยวช่วงสารทฤดูทำให้ชาวบ้านในหมู่บ้านสกุลจูงานยุ่งหัวหมุน ทุกคนต่างทำงานในสภาพเหงื่อโซมกายท่ามกลางอากาศร้อนระอุ
การเก็บเกี่ยวประจำปีเช่นนี้ ใครจะกล้าเกียจคร้านกัน?
พวกเขาหัวเราะยิ้มแย้มเสียจนปิดปากไม่ลง
“หญิงปากสว่าง เจ้ายิ้มกว้างเช่นนี้ ปีนี้ครอบครัวเจ้าเก็บเกี่ยวได้มากเท่าไหร่?” บางคนเห็นหญิงปากสว่างไม่เพียงแต่ไม่ก่อเรื่องวุ่นวาย แต่ยังอารมณ์ดีทั้งวันจึงอดถามไม่ได้
ช่วยไม่ได้ มีปีไหนที่ทำงานหัวหมุนแล้วนางไม่โวยวายบ้าง
ทว่าเก็บเกี่ยวมันเทศในฤดูเก็บเกี่ยวปีนี้ นางกลับไม่แม้แต่จะมีปากมีเสียงเลยไม่ใช่หรือ?
เหอะ…. ผิดวิสัยยิ่งนัก!
หรือว่าครอบครัวของนางจะทำเงินได้มากจริง ๆ
“แหม จะเก็บเกี่ยวได้สักเท่าไหร่กัน ก็เท่ากับปีก่อนนั่นแหละ” นางตอบพลางยกยิ้ม
“โกหกใช่ไหม หากเท่ากับปีก่อน เจ้าจะยิ้มกว้างเช่นนี้หรือ?”
“ข้าเพียงนึกถึงปีหน้า หากพรุ่งนี้ลงปลูกแล้วที่ดินแต่ละหมู่มีผลผลิตดี ยิ่งมีที่ดินมากก็ยิ่ง…” นางเอ่ย “เพียงข้านึกถึงมันก็ดีใจจนหุบปากไม่ลงแล้ว”
ได้ยินนางพูดเช่นนั้น หญิงคนหนึ่งก็เอ่ยผสมโรงพร้อมรอยยิ้ม “ใช่แล้ว หากเจ้าไม่พูดข้าก็คิดไม่ได้ ปีนี้ได้ที่ดินมากขึ้น หากใช้ที่ดินนี้เพาะปลูกสำหรับเก็บเกี่ยว ปีหน้าก็คง…”
นางเพิ่งกล่าวว่าดีใจจนหุบปากไม่ลง หากไม่ได้ชาวบ้านช่วยเหลือเอาไว้ ความพยายามที่จะ ‘ดึงต้นกล้าให้โต’ คงทำให้ที่ดินหมดสภาพไปนานแล้ว
เมื่อนึกถึงเรื่องไม่สบอารมณ์ นางก็มองค้อนขวับ “เหอะ!”
นางเดินหนีไปพลางส่ายหน้า
ใครบางคนสะกิดนาง “พูดเรื่องนั้นออกมาทำไมกัน จี้ใจดำนางเสียเปล่า”
“ข้าเพียงทนเห็นนางมีความสุขไม่ได้” นางกล่าว “ครอบครัวนางเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ เดิมทีเราเองก็มีส่วนช่วยเหลือ นางรู้อยู่แก่ใจกลับไม่รู้จักขอบคุณ”
“เอาเถิด รีบไปส่งน้ำให้สามีเจ้า พวกเขาทำงานกันอยู่ กลัวจะคอแห้งตายเสียก่อน”
……
ชิ้นมันเทศยังไม่ทันตากแห้ง ข้าวฟ่างที่เพิ่งเก็บเกี่ยวก็มาถึง สำหรับสกุลจูที่ต้องใช้ลานตากแห้ง นับเป็นสถานการณ์คับขัน
ไม่มีหนทางอื่น ผู้หญิงในครอบครัวทำได้เพียงเอาเสื่อออกมาปัดกวาดฝุ่นออก
ผืนที่ดีถูกกางบนพื้นเพื่อตากข้าวฟ่าง ส่วนผืนที่พังใช้ตากมันเทศ
ถึงอย่างไรมันเทศก็ชิ้นค่อนข้างใหญ่ ต่อให้เสื่อมีรูก็ยังไม่เป็นไร ทว่าข้าวฟ่างต่างออกไป หากทะลุร่วงตกพื้นไปแล้วย่อมเก็บขึ้นมาได้ไม่สะดวก
เย่อวี๋หรานเดินเหินไม่สะดวก ปีนี้นางจึงไม่ได้เข้าร่วมด้วย แต่ยังถือไม้คอยไล่นกอยู่ด้านข้างลานตากข้าวฟ่าง
นางยังให้จูอู่ทำสิ่งที่คล้ายหุ่นไล่กาตั้งเอาไว้อีกฟากหนึ่งของลานตากแห้ง โดยให้โยงเชือกมาหานาง เมื่อเห็นนกอยู่อีกฟาก นางจะได้ดึงเชือก
บรรดาชายหนุ่มทำงานท่ามกลางแสงแดดแผดเผามาหลายวันจนผิวไหม้เกรียม
หญิงสาวเห็นแล้วปวดใจจึงนำสมุนไพรบรรเทาอาการไหม้แดดมาบดและทาให้สามีรู้สึกดีขึ้น
“ปีนี้แดดแรงเกินไปแล้ว ดูแขนของท่านสิ ไหม้หมดแล้ว” หลี่ซื่อมองแขนไหม้แดดของจูซื่อแล้วแอบปวดใจ “ข้าบอกท่านแล้วว่าให้สวมหมวกตอนออกไปทำงาน อย่าได้ขี้เกียจ แต่ท่านก็ไม่เชื่อข้า ตอนนี้เป็นอย่างไรเล่า”
เขายิ้ม “ข้าเป็นชายอกสามศอก ทำไมต้องใส่ด้วย อีกอย่างไม่ใช่แค่ข้าที่เป็นเช่นนี้ ทุกคนที่ไปเก็บเกี่ยวก็เป็นกันหมด”
นางจ้องหน้าเขา “คนอื่นก็ส่วนคนอื่น ท่านก็ส่วนท่าน คนอื่นเป็นอย่างไรข้าไม่สนใจ แต่ท่านเป็นเช่นนี้ข้าจะสบายใจได้อย่างไร ท่านลองเอาแขนไหม้ ๆ นี้ไปให้ท่านแม่เห็นดูสิ คอยดูว่านางจะต่อว่าท่านหรือไม่”
อีกด้านหนึ่งหลินซื่อก็กำลังบรรจงทายาให้จูอู่พลางพร่ำบ่น “ปีก่อนท่านรู้จักหลีกเลี่ยงแดด เหตุใดปีนี้ไม่ทำเช่นนั้น ดูสิว่าแดดไหม้แขนท่านไปถึงไหนแล้ว ผิวเสียไปถึงไหล่แล้ว”
“ปีก่อนก็ส่วนปีก่อน ปีนี้ไม่เหมือนกัน”
“ต่างกันตรงไหน ท่านเองก็ช่วยเก็บเกี่ยวกับพี่ชายเช่นเดิม จะบอกว่าพี่สามกับท่านพ่อไม่อยู่อย่างนั้นหรือ แต่ว่าท่านแม่ก็หาข้ารับใช้มาเพิ่มแล้ว พวกเขาไม่ได้ช่วยทำงานหรือ” หากเย่อวี๋หรานไม่ได้ซื้อตัวข้ารับใช้มา นางยังพอเข้าใจได้ว่าเขาต้องทำงานแทนพี่สามและจูเหล่าโถว นางถึงได้อึดอัดใจเช่นนี้
ปกติจูอู่รู้จักเลี่ยงงานหนัก แต่ใครเล่าจะคิดว่าเก็บเกี่ยวปีนี้เขาจะโง่ออกหน้าและพาตัวเองมาตกอยู่ในสถานการณ์แบบนี้
“ข้ารับใช้ก็ส่วนข้ารับใช้ ข้าก็ส่วนข้า” เขาเอ่ย “ข้าจะทำเหมือนก่อนไม่ได้ หากเอาแต่เกียจคร้านต่อไปท่านแม่จะมอบสิ่งสำคัญให้ข้าได้อย่างไร”
เมื่อก่อนเขาเกียจคร้านเพราะที่ดินของครอบครัวเล็กและคงไม่มีส่วนแบ่งตกมาถึงมือเขา
จูอู่ผู้เจ้าเล่ห์ย่อมไม่คิดใส่ใจสิ่งที่ไม่ใช่ของตนเอง ทว่าตอนนี้ต่างออกไป ครอบครัวกำลังจะซื้อที่ดินผืนใหม่ เขาต้องได้รับส่วนแบ่งอย่างแน่นอน
ยิ่งไปกว่านั้นมารดายังสนับสนุนให้เขา ‘ดูแล’ กิจการของครอบครัว หมายความชัดเจนว่าต้องการพึ่งพาเขา
เมื่อเห็นท่าทีเช่นนี้จึงเป็นธรรมดาที่เขาจะไม่ต้องการทำให้นางผิดหวังและถูกนางหมางเมิน
“ท่านแม่มอบสิ่งสำคัญให้ท่านหรือ?” หลินซื่อได้ยินก็รีบขยับเข้ามากระซิบถาม “อะไรกัน?”
“ชู่ว…” เขาทาบนิ้วชี้ไว้กับริมฝีปากพลางกระซิบตอบ “เจ้าเก็บเงียบเอาไว้ จำเอาไว้ให้ดีว่าอย่าได้หลุดปากเมื่อคุยกับพี่สะใภ้เด็ดขาด ข้ามีหนทางให้ครอบครัวเราแล้ว เข้าใจหรือไม่?”
นางพยักหน้าหงึกหงักพร้อมสายตาลุกวาว “เข้าใจแล้ว ข้าจะปิดปากให้สนิท ท่านนี่ก็เหลือเกิน เรื่องใหญ่ขนาดนี้กลับไม่ยอมบอกข้าให้ร่วมยินดีด้วย”
เมื่อคิดว่าในภายภาคหน้าแม่สามีจะพึ่งพาครอบครัวของนางก็ยินดีเหลือล้น
อย่างพี่สะใภ้สี่ก็มีเงินเยอะจนซื้อที่ดินได้มากเพราะเป็นที่พึ่งพาของแม่สามีไม่ใช่หรือ
หากครอบครัวของนางเป็นที่พึ่งพาของแม่สามี นางก็คงสามารถซื้อที่ดินได้มากเช่นกัน
ยิ่งคิดนางก็ยิ่งอารมณ์ดีเสียจนแทบหลุดหัวเราะออกมา
แต่ละครอบครัวแบ่งปันยาที่หลี่ซื่อไปขอจากหมอชาวบ้านมา นอกจากครอบครัวสี่และครอบครัวห้า จูต้ากับจูเอ้อร์ก็ได้ใช้ยานี้ทาเช่นกัน
เพียงแต่จูเอ้อร์มีท่าทีไม่พอใจผิดกับบรรยากาศชื่นมื่นของครอบครัวอื่น