ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 879 ไม่มีสตรีคนใดต้องการหย่าร้าง
พี่ชายนางหัวเราะพลางเกาศีรษะแกรก ๆ “บางทีพี่สะใภ้เจ้าคงกลัวว่าเจ้าจะลำบากใจหากนางนำเงินมาให้เอง นางให้ยืมเช่นนี้เจ้าย่อมรีบชดใช้คืน แต่หากข้าให้เจ้ายืม เจ้าสามารถทยอยคืนได้”
หลี่ซื่อ “…”
เป็นจริงดั่งคำของเขา หากพี่สะใภ้เป็นคนนำเงินมาให้ เกรงว่านางคงต้องกำหนดวันคืนเงินให้ชัดเจน ทว่าหากหยิบยืมจากพี่ชาย…
ถ้อยคำเหล่านี้ย้ำเตือนให้นางต้องสัญญากับพี่ชาย
“ท่านพี่… ข้าต้องคืนเงินก้อนนี้ให้ท่านในสักวันแน่นอน แต่ไม่ต้องกังวลไป ก่อนปีใหม่ข้าจะใช้คืนให้ส่วนหนึ่งก่อน ที่เหลือข้าจะคืนให้ท่านปีหน้า”
เขาโบกมือ “ไม่ต้องรีบ ๆ ตอนนี้เราไม่ได้ร้อนเงิน ข้าไม่คิดว่าปีหน้าเราจะมีปัญญาซื้อที่ดินหรอก เจ้าช่วยเราเก็บเงินก้อนนี้เอาไว้ หลายปีข้างหน้าเมื่อเราต้องการซื้อที่ดินเมื่อใดเราจะไปยืมจากเจ้า”
ว่าจบนางก็เข้าใจเจตนาของพี่สะใภ้ พวกเขาเองก็ตั้งใจจะซื้อที่ดินเช่นกัน
เพียงแค่พี่สะใภ้รู้ดีว่าด้วยกำลังของสกุลหลี่อาจยากที่จะซื้อที่ดิน ทว่าเมื่อถึงเวลานั้นแล้วมีนางคอยช่วยเหลือ มันคงจะง่ายดายขึ้นมาก
ผู้ที่ให้นางหยิบยืมเงินคือพี่ชาย คนที่หยิบยืมเงินของนางในเวลานั้นก็คือพี่ชายนาง แล้วนางจะ
‘ปฏิเสธ’ เขาได้อย่างไร
หลี่ซื่อตอบตกลงโดยไม่ทักท้วงอีก
แม้ว่าพี่สะใภ้จะเหลี่ยมจัดไปบ้าง แต่นางก็รู้สึกยินดีเมื่อคิดถึงครอบครัวเล็ก ๆ ของพี่ชายและพี่สะใภ้ ในภายภาคหน้าพวกเขาก็จะมีความเป็นอยู่ดีขึ้นไม่ใช่หรือ?
การซื้อที่ดินทำให้ครอบครัวฝ่ายแม่ของหลิวซื่อกับหลี่ซื่อแตกตื่น ครอบครัวฝ่ายแม่ของหลิ่วซื่อย่อมไม่มีข้อยกเว้น
สิ่งที่หลิ่วซื่อคาดไม่ถึงคือพ่อแม่ที่มักขอเงินจากนาง ครั้งนี้กลับใจกว้างและหยิบยื่นเงินที่ขอนางไปให้ทั้งหมด
“รับเอาไว้!”
นางจึงรับมันมาด้วยความประหลาดใจ
“เจ้าโง่!” มารดาต่อว่าเสียงแข็ง “เจ้าไม่รู้จักเก็บเงินที่ได้เอาไว้ เจ้าทำเพื่อ ‘ตอบแทนบญคุณ’ คิดหรือว่าที่เราเอาเงินเจ้ามาเพื่อตนเอง มันเพื่อเจ้าต่างหาก”
หลิ่วซื่อถูกดีดหน้าผากไปทีหนึ่ง
“เจ้าซื่อบื้อตั้งแต่เด็ก ไม่พูดไม่จาราวท่อนไม้ ทำอะไรก็ไม่ได้ หากไม่ใช่เพราะจูต้าเหนียงหมายตาเจ้าเอง ไม่รู้จะได้แต่งเข้าสกุลไหนหรือไม่”
“เจ้าโชคดีจึงได้มีชีวิตสุขสบายเช่นนี้ ตอนนี้สกุลจูร่ำรวยแล้ว เจ้าเองก็พลอยสบายไปกับพวกเขาด้วย”
“ข้าไม่ได้ให้เงินก้อนนี้กับเจ้าโดยเปล่า ที่ดินของเจ้าเป็นของเจ้า ข้ากับพ่อเจ้าจะใช้เป็นที่เกษียณ เข้าใจไหม?”
……
พูดง่าย ๆ คือครอบครัวฝ่ายแม่ของหลิ่วซื่อก็อยากได้ที่ดินเช่นกัน ทว่าพวกเขาไม่มีเงินเพียงพอ จึงนำมาสมทบให้หลิ่วซื่อซื้อก่อนค่อยลงมือขั้นต่อไป
เทียบกันแล้วหลินซื่อที่ไม่มีแม่นั้นโชคดีกว่าหลิ่วซื่อ แม้นางจะไม่มีครอบครัวฝ่ายแม่จุนเจือเงินซื้อที่ดินก็ตาม
แม้ไม่มีครอบครัวฝ่ายแม่แต่ยังมีน้องสาวสองคนและหลานอีกสามคน ในสถานการณ์ยากลำบากเช่นนี้ ไฉนเลยน้องสาวของนางจะไม่ช่วยเหลือ
ไม่ต้องร้องขอ พวกนางก็ให้ยืมเงินเก็บไปซื้อที่ดิน
“ให้ข้าทำไมกัน?” ทีแรกหลินซื่อไม่ต้องการรับไว้
“พี่รอง ท่านรับไว้เถิด” หลินซานเม่ยเอ่ย “หากไม่ได้ท่าน ข้ากับซื่อเม่ยคงไม่รู้ว่าต้องไปอยู่ที่ไหนแล้ว ท่านต้องรับเงินนี้ไว้ ที่ดินนี้ไม่ได้เป็นเพียงของท่าน แต่ข้ากับซื่อเม่ยก็มีส่วนแบ่งด้วย”
“พี่รองอย่าได้เข้าใจผิด เราไม่ได้พยายามจะยึดที่ดินของท่าน” หลินซื่อเม่ยอธิบาย “เพียงแค่ซานเม่ยกับข้าโตขึ้นทุกวัน อีกไม่กี่ปีก็จะแต่งงาน ข้ากับนางจึงต้องสั่งสมสินเดิมเอาไว้ ถึงยามนั้นเราจะได้ช่วยแบ่งเบาภาระของท่านได้บ้าง…”
หลินซื่อตาแดงพลางกุมมือน้องสาวทั้งสอง “ข้าเข้าใจ ข้าเข้าใจทุกอย่าง ครั้งนี้ข้าหยิบยืมจากเจ้า ถึงราวนั้นข้าจะชดใช้ให้เจ้าเป็นเท่าตัว ขอบใจเจ้ามาก!”
บรรดาลูกสะใภ้จะเอาเงินจากไหนมาซื้อที่ดิน เย่อวี๋หรานไม่ก้าวก่ายและไม่ต้องการก้าวก่าย
ของใครของมัน จะจัดการอย่างไรก็ตามแต่ใจ นางไม่อาจบงการเรื่องส่วนตัวได้
หากนางต้องการควบคุม คงไม่ให้เหล่าลูกสะใภ้เก็บเงินส่วนตัวเอาไว้ตั้งแต่แรก
ยุคนี้ต่างจากยุคปัจจุบันที่นางจากมา ซึ่งการหย่าร้างทำให้เกิดปัญหาการแบ่งสินสมรส ทว่ายุคนี้ผู้หญิงที่ถูกทอดทิ้งจะมีมลทินติดตัวและถูกสังคมเหยียดหยาม
ด้วยเหตุนี้ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่มีสตรีคนใดต้องการหย่าร้าง
อย่างจูเอ้อร์เม่ยในตอนนั้นที่เลิกรากับเหล่าเฉียนก็จำต้องกลับมา ‘ก่อเรื่องวุ่นวาย’ ที่บ้านแม่ ภายหลังเย่อวี๋หรานจึงแก้แค้นเอาคืน
เงินส่วนตัวที่นำมาซื้อที่ดิน ภายหลังต่อให้เลิกรากัน แต่ละฝ่ายก็ยังมีส่วนของตนเอง เพียงแต่ในสายตาของผู้คนนั้นต้อง ‘แบ่งสรร’
ส่วนจะแบ่งสรรรอย่างไรนั้นขึ้นอยู่กับความพึงพอใจของเย่อวี๋หราน
ทุกปีในวันเก็บเกี่ยว สำนักศึกษาสกุลเสินต้อง ‘ปิดภาคเรียนสารทฤดู’
ช่วงนี้ต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าว่างเว้นจากการทำการบ้านที่อาจารย์เสินมอบหมาย พวกเขาวิ่งเล่นเท้าเปล่าไปทั่วหมู่บ้าน โดยพาน้องชายสองคนอย่างซานเป่ากับซื่อเป่าติดสอยห้อยตามไปด้วย
เพราะพวกเขาอ่านออกเขียนได้ เด็กทุกคนในหมู่บ้านจึงเชื่อฟังและทำตามคำของพวกเขาทุกอย่าง
“ต้าเป่า เจ้าเก่งมา แม่ข้าบอกว่าต่อไปเจ้าจะได้เป็นซิ่วไฉเหมือนอาเจ็ดของเจ้า!”
“ต้าเป่า เรียนหนังสือสนุกหรือไม่?”
“ถึงอย่างไรก็สบายกว่าทำไร่ทำนา ไม่เหมือนเราที่ต้องทำงานแบบนั้น”
……
สหายตัวน้อยต่างพากันอิจฉาและรู้สึกว่าต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าได้ใช้ชีวิตอย่างแท้จริง
ต้าเป่าย่อมไม่ปล่อยให้พวกเขาริษยาจึงบอกพลางยิ้ม “จะพูดอย่างนั้นได้อย่างไร ทำงานก็ลำบากแบบหนึ่ง เล่าเรียนก็ลำบากอีกแบบหนึ่ง”
เขาเล่าว่าตนกับเอ้อร์เป่าต้องตื่นแต่เช้าทุกวัน ต้องเรียนรู้คำศัพท์มากมายแค่ไหน ต้องเขียนคำศัพท์เยอะเพียงใด ต้องจดจำหลากหลายสิ่ง ต้องตั้งใจอ่านหนังสืออย่างหนัก
และยังพยายามสอนหนังสือให้พวกเขาด้วย
“หากอาจารย์สอนแล้วเจ้าจำไม่ได้จะถูกตีหรือไม่?” หนึ่งในสหายตัวน้อยผายมือขณะถามด้วยความสงสัย
ช่วยไม่ได้ ต้าเป่าสอนพวกเขาหลายต่อหลายครั้งแล้ว ทุกคนต่างจดจำได้หมด มีเพียงเขาที่จำไม่ได้เสียที แล้วควรทำอย่างไรเล่า?
เอ้อร์เป่าพยักหน้าตอบ “อืม ถูกตีสิ ไม้บรรทัดใหญ่และยาวมาก… แต่ว่าพี่ใหญ่กับข้าความจำดีจึงไม่เคยถูกตี แต่ว่ามีบางคนในชั้นเรียนถูกตีฝ่ามือจนแดงไปหมด”
“โชคดีที่เจ้าไม่ถูกตี ถ้าเป็นอย่างนั้นคงเจ็บแย่!”
ต้าเป่ากล่าวว่า “ข้าถึงได้บอกว่าทำงานก็ลำบากแบบหนึ่ง เล่าเรียนก็ลำบากอีกแบบหนึ่ง ตอนนี้อาเจ็ดของข้าเล่าเรียนอยู่ เขาต้องจดจำบทเรียนมากมายทุกวัน หนักหนากว่าเรามากเพราะเขาเป็นผู้ใหญ่แล้ว…”
ตอนที่รู้ว่าจูชีต้องอ่านหนังสือเพื่อสอบซิ่วไฉมากเพียงไหน เพื่อนตัวน้อยทั้งหลายก็ไม่นึก ‘อิจฉา’ อีกต่อไป
เทียบกับการเล่าเรียนแล้ว พวกเขารู้สึกว่าการวิ่งเล่นบนเขาสนุกกว่ามาก
แม้บางครั้งจะเล่นเพลินจนถูกพ่อแม่ตี แต่ก็ยังปรานีกว่าอาจารย์มาก
ต้าเป่ายกยิ้ม “ถ้าข้าเลือกได้ข้าก็ยังอยากเรียน แม่ข้าบอกว่าต่อให้ข้าสอบซิ่วไฉไม่ได้ก็ยังอ่านออกเขียนได้และหางานทำในเมืองได้ แม้เป็นเพียงผู้ตรวจสอบบัญชีก็ต้องรู้หนังสือและสามารถจดบันทึกได้ ผู้ตรวจสอบบัญชีก็เหมือนเจ้าพนักงานของที่ว่าการ ได้เงินเดือนทุกเดือนและสบายกว่าทำไร่ทำนาแน่นอน เช่นนี้เรียกว่า ‘อดเปรี้ยวไว้กินหวาน’”