ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 886 ไม่ทันรู้ตัวก็ตกใจแทบตาย
บางทีสำหรับเย่อวี๋หราน จูเหล่าโถวอาจไม่ใช่สามีที่ ‘ใช้ได้’ แต่กับลูกชายสกุลจู นางพูดได้เต็มปากว่าเขาเป็นพ่อที่ ‘ใช้ได้’
นางเห็นจากความทรงจำเจ้าของร่างเดิมว่าเขาทั้งซักเสื้อผ้าให้ลูก หานมให้ลูก ทำดาบไม้ด้ามเล็กให้ลูก และอื่น ๆ อีกมากมาย
เศษเสี้ยวชีวิตของจูเหล่าโถวเหล่านั้นก่อร่างสร้างตัวเป็นความรักของคนเป็นพ่อ และ ‘ความรักของพ่อ’ นี้ไม่ควรถูก ‘หมางเมิน’ จากลูกชาย
เป็นไปตามที่เย่อวี๋หรานคิด หลังผ่านพ้นคืนนี้ไป จูเอ้อร์ได้ย้อนนึกถึงเรื่องราววัยเยาว์ และอดไม่ได้ที่จะยกเรื่องราวเหล่านั้นมาพูดคุยกับจูต้าและจูซื่อ
กอปรกับที่จูต้ากับจูซื่อสงสัยว่าจูเอ้อร์ที่ไม่รู้ว่าหลิวซื่อตื่นมาให้นมลูกกลางดึกด้วยซ้ำเอาตัวรอดมาได้อย่างไร
พี่ใหญ่สองคนพูดคุยกันอย่างอารมณ์ดี
จูซื่อที่อายุน้อยกว่าจำความได้ไม่ชัดเจนเท่าจูต้ากับจูเอ้อร์ ทว่าเมื่อพี่ชายเริ่มย้อนนึก เขาก็พอจะจำได้บ้าง แท้จริงแล้วเมื่อครั้งเรายังเล็ก ท่านพ่อก็ทำเพื่อเรามามาก!
“เฮ้อ… ไม่รู้ตัวเลยว่าข้าเผลอดูถูกท่านพ่อ ที่แท้ข้ากลับเทียบเขาไม่ได้เลย” จูเอ้อร์เอ่ยอย่างละอายใจ “ตอนนั้นท่านพ่อไม่เพียงแต่ต้องทำไร่ทำสวน ยังช่วยท่านแม่เลี้ยงพวกเรา ข้ากลับไม่มีปัญญาเลี้ยงอู๋เป่า มิน่าเล่าท่านแม่ถึงได้โมโหข้านัก”
“ข้าว่าช่วงนี้” จูซื่อกล่าวด้วยท่าทีลังเล “เรา ‘ลำพองใจ’ กันไปหน่อยหรือไม่?”
“หมายความว่าอย่างไร?” จูเอ้อร์ไม่เข้าใจ
“ไม่คิดหรือว่าช่วงนี้เราปฏิบัติกับท่านพ่อ..” จูซื่อกล่าวคลุมเครือ แต่ทั้งจูต้ากับจูเอ้อร์ต่างเข้าใจ
ตั้งแต่คราวก่อนที่จูเหล่าโถวขาหักและต้องนอนอยู่บนเตียงจึงออกไปทำงานมากไม่ได้ พวกเขากลับคิดว่าไม่มีบิดามาเกะกะแล้วจะสามารถทำงานได้สะดวกรวดเร็วขึ้น
ไม่รู้ว่าพวกเขาเผลอพูดออกไปหรือไม่ ทว่าจูเหล่าโถวออกไปทำงานน้อยลงทุกวัน ทว่าหลังจากทำงานมาเกือบทั้งชีวิต เขาจึงไม่มีสิ่งใดให้ทำนอกจากการเพาะปลูก
ช่วยไม่ได้ ต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าไปเล่าเรียน ซานเป่ากับซื่อเป่าอยู่กับหลี่ซื่อ อู๋เป่าก็ยังเล็กอยู่…
ไม่มีสิ่งใดในสกุลจูที่เขาต้องทำ
เมื่อไม่ได้สร้างคุณค่า เขาจึงถูกหมางเมิน หลงลืม และโดนเฉยชาใส่ได้ง่าย
ไม่เช่นนั้นเรื่องเปี้ยนชิวอิ่ง บรรดาพี่น้องคงไม่เลี่ยงพูดคุยกับเขาและเลือกแอบ ‘หารือ’ กันเอง เมื่อคุยกันเสร็จแล้วค่อยไปหาเขาให้รับรู้ บางครั้งไม่บอกและตัดสินใจกันเองเสร็จสรรพเสียด้วยซ้ำ
จูเอ้อร์เกาหัวด้วยความรู้สึกผิด “ดูเหมือนจะทำเกินไปหน่อยจริง ๆ ช่วงนี้ข้าไม่ค่อยได้ใส่จะพูดคุยกับเขา ทั้งยังนึกรำคาญใจด้วย ใช่ว่าข้าไม่อยากสนใจเขา แต่ข้าไม่อยากสนใจใครเลยต่างหาก…”
“แต่ท่านคงไม่กล้าเมินท่านแม่!” จูซื่อท้วงพลางมองหน้าเขา
“ใครจะกล้าเมินนางกัน” จูเอ้อร์สะดุ้งแล้วโต้กลับทันที “ให้กล้ากว่านี้เป็นสิบเท่าข้าก็ไม่กล้า ข้ามันลูกไม่รักดี นางจะดุด่าข้าอย่างไรก็ย่อมได้ และข้าก็ไม่กล้าเถียงนางกลับสักคำ”
พร่ำบ่นไปก็แทงใจดำตนเอง นางก่นด่าเปี้ยนชิวอิ่งต่อหน้าหลิวซื่อโดยไม่ไว้หน้าลูกชายอย่างเขา ก่นด่าสาดเสียเทเสียจนเขาแทบไม่เหลือศักดิ์ศรีลูกผู้ชายต่อหน้าหลิวซื่อ
“ต่อหน้าท่านแม่อย่าได้หวังเลย” จูซื่อเอ่ย “เรื่องเหล่านี้ท่านทำตัวเอง ท่านแม่ไม่เนรเทศท่านออกจากบ้านและเฆี่ยนตีก็บุญแล้ว ท่านควรขอบคุณที่นางยังเดินไม่ได้ หากหายดีท่านคงไม่พ้นถูกทุบตี”
จูเอ้อร์ใจเต้นแรง “เจ้าอย่าพูดเป็นลาง หากไม่ใช่เพราะนางยังเดินไม่ได้ อาจเป็นแบบนั้นจริง ๆ ก็ได้!”
“พวกเจ้าเป็นอะไรกัน ท่านแม่เดินไม่ได้ยังจะดีใจหรือ?” ยิ่งจูต้าฟังก็ยิ่งไม่เข้าหูจึงเอ่ยขัด “เลิกพูดเสียที หากไปถึงหูท่านแม่จะไม่ได้มีแค่พวกเจ้าที่โชคร้าย ข้าเองก็จะพลอยซวยไปด้วย ข้าเป็นพี่ใหญ่ก็ย่อมถูกต่อว่าเป็นคนแรก”
“พี่ใหญ่ ท่านเองก็รู้หรือ?” จูซื่อท้วง “เดี๋ยวนี้ท่านแม่ชอบเหมารวม คนเล็กทำไม่ดีเป็นความผิดพลาดของคนเล็ก แต่กลับเห็นว่าคนโตไม่ดูแลให้ดีและไม่ชี้นำไปในทางที่เหมาะสม”
“ตอนยังเด็กท่านแม่คร้านจะมาบงการเรา เมื่อเราโตขึ้นกลับยิ่งเข้มงวดเสียอย่างนั้น”
“ตอนนั้นท่านแม่ไม่ต้องการเจ้ากี้เจ้าการเราเพราะครอบครัวยังยากจน ท้องยังอิ่มแล้วนางจะมีเวลามาบงการเราได้อย่างไร” จูซื่อบอก “ตอนนั้นข้าหวังให้นางมีเวลาใส่ใจพวกเรา บางทีเราอาจอ่านออกเขียนได้และได้สอบเคอจวี่ได้อย่างเจ้าเจ็ด”
“ก็จริงของเจ้า…”
……
สามพี่น้องเริ่มนึกอิจฉาจูชีขึ้นมาชั่วขณะ
ช่วยไม่ได้ ใครใช้ให้เขาเป็นพี่น้องเพียงคนเดียวในครอบครัวที่อ่านออกเขียนได้และได้สอบเคอจวี่กันเล่า
ในฐานะผู้ชายคนหนึ่ง ความหวังสูงสุดคือการเจริญในหน้าที่การงานและแต่งงานมีลูก
พวกเขาคว้าข้อหลังมาครอบครองได้ ทว่าข้อแรกนั้น…
วันคืนล่วงเลยผ่านไปพร้อมปัญหาหยุมหยิมที่เกิดขึ้นไม่มีหยุดหย่อน
จูเอ้อร์สนุกกับการเลี้ยงลูกขึ้นมา หากไม่ใช่การป้อนนมที่ต้องให้ภรรยาทำเท่านั้น เขาก็ไม่ต้องการให้นางเข้ามาช่วย ทว่าหลังสิ้น ‘การเก็บเกี่ยวสารทฤดู’ ยังมีงานรอเขาอยู่อีกมาก จึงจำใจส่งลูกชายคืนให้ภรรยาเป็นการชั่วคราว พี่น้องทำงานในไร่นากัน เขาเองก็ต้องทำด้วย
ระหว่างเขามาทำงานที่นี่ บรรดาพี่น้องยังได้ยินเสียงเขาถอนหายใจ
จูซื่ออดหัวเราะไม่ได้ “พี่รอง เดี๋ยวพรวนดินตรงนี้เสร็จก็ได้กลับไปหาอู๋เป่าแล้ว ทำไมถึงทำท่าเหมือนทำใจแยกจากเขาไม่ได้ ใช่ว่าจะไม่ได้พบหน้ากันอีกเสียหน่อย”
“เจ้าเองก็เลี้ยงซานเป่ากับซื่อเป่ามาก่อน ไม่เข้าใจข้าหรือ? เขาโตจนจะออกมาเล่นสนุกได้แล้ว พ้นไปวันหนึ่ง อีกวันก็เปลี่ยนไปลิบลับแล้ว…” ยังไม่ทันรู้ตัวเขาก็ตกใจแทบตาย
จูเอ้อร์เลี้ยงลูกด้วยตนเองถึงได้รู้ว่าเด็กเล็กโตเร็วนัก ก่อนหน้านี้ไม่นานยังเป็นก้อนเต้าหู้ที่ไม่กล้าแตะต้องอยู่เลย
ไม่นานลูกชายก็คอแข็ง หันไปมาได้ คอยขบนิ้วตนเอง และเตะขาพร้อมเสียงร้อง ‘อ้อแอ้’ คล้ายพูดคุยอยู่ โดยเฉพาะดวงตากลมโตที่ลืมตามองยามไม่ได้หลับนั้นช่างดูน่ามองเป็นพิเศษ
แม้แต่หลิวซื่อยังแซวเขา “เขาเป็นลูกชายข้า ข้าคลอดเขามา ก่อนหน้านี้ท่านยังไม่ชอบเขาอยู่เลยไม่ใช่หรือ?”
เขาเมินนางแล้วอุ้มอู๋เป่าขึ้นหยอกล้อ
ลูกชายยิ้มร่าอย่างอารมณ์ดี
หลิวซื่อ “…”
ตอนที่ไม่ชอบเขา ท่านไม่แตะต้องเขาเสียด้วยซ้ำ
เมื่อได้ชอบแล้วกลับไม่ยอมให้ข้าได้แตะต้องทั้งที่ข้าเป็นแม่ โชคดีที่ยังเป็นข้าที่ต้องให้นม ไม่เช่นนั้นคงไม่คิดคืนลูกให้ข้าใช่ไหม
เมื่อได้ยินจูเอ้อร์พูดเช่นนี้ จูซื่อก็ปฏิเสธไม่ลงและหัวเราะ “ก็จริง ตอนซานเป่ากับซื่อเป่ายังเล็กก็โตเร็วมาก บางครั้งข้ามัวแต่ทำงานกับพวกท่าน ไม่ทันได้สังเกต เพียงไม่กี่วันก็เห็นว่าพวกเขาเติบโตเป็นอื่นแล้ว”