ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 885 เหลือ ‘หนทางด้านหลัง’ เอาไว้ให้จูเหล่าโถว
“พูดอะไรของเจ้า” จูเหล่าโถวเปลี่ยนสีหน้าในทันใด “ข้าหมายความว่าหากเจ้าถือสาที่แม่เจ้าถูกชายอื่นแตะต้องมาก่อนก็คงไม่มีพวกเจ้าเกิดมา ในเมื่อเป็นอนุของตระกูลใหญ่มาก่อน เจ้าคิดว่าตอนที่แม่เจ้าแต่งงานกับข้า นางยังเป็นดอกเบญจมาศ*[1]อีกหรือ?”
“แต่ว่า… เรื่องนี้ไม่เหมือนกัน…” จูเอ้อร์อึกอัก “สิ่งที่เกิดขึ้นกับท่านแม่คือก่อนที่นางแต่งงานกับท่าน แต่ว่าหลิวซื่อแต่งงานกับข้าแล้ว…”
“เจ้าโง่! คนหนึ่งเป็นดอกเบญจมาศ อีกคนไม่ใช่ดอกเบญจมาศ เจ้าคิดว่าสิ่งใดดีกว่ากัน อีกทั้งหากตอนนั้นท่านหมอไม่ลงมือรักษาหลิวซื่อคงตายคาเตียงไปแล้ว เจ้าอยากให้เมียตายหรืออย่างไร”
จูเอ้อร์ “…”
ท่านพ่อ ต่อหน้าท่านแม่ ท่านกล้าพูดเช่นนี้หรือไม่?
เกรงว่าท่านแม่คงตีท่านตายแน่!
“ถ้อยคำพวกนี้อย่าได้บอกแม่เจ้า ข้าเกรงว่านางจะคิดมากแล้วตามมาทุบตีข้าเอาได้”
จูเอ้อร์คิด ‘ท่านก็รู้ตัวเองดีนี่!’
“ข้าไม่ได้หมายความเป็นอื่น เพียงต้องการให้เจ้ารู้จักแยกแยะเท่านั้น เรื่องเมียเจ้าคือเรื่องไม่เป็นเรื่อง อย่าได้ถือเป็นใหญ่เป็นโต ปล่อยผ่านไปบ้างเถิด” จูเหล่าโถวเอ่ย “ยามนี้ความเป็นอยู่ของครอบครัวเราดีขึ้นเรื่อย ๆ เมียเจ้าไม่โง่ทิ้งตำแหน่งสะใภ้ไปหาชายอื่นหรอก แต่หากเจ้ากล้าก่อเรื่องวุ่นวายแล้วทำให้นางทุกข์ใจจนนางจนตรอก นางก็อาจทำจริงก็เป็นได้”
จูเอ้อร์ “…”
“อย่าลืมว่าตอนนี้นางเป็นคนหาเงินเข้าครอบครัวสองของเจ้า”
จูเอ้อร์คิด ‘หากท่านไม่พูด ข้าคงลืมไปเสียสนิท’
“หากเจ้าไม่ต้องการให้เมียที่เป็นห่านทองคำหนีไปก็ไปเอาอกเอาใจนางเสีย หากไม่อยากง้อก็ให้คิดถึงแม่เจ้าไว้ นางนิสัยใจคอเช่นนั้นข้ายังเอาอกเอาใจนางมาได้หลายปีขนาดนี้ เจ้าจะไม่มีปัญญาจัดการหลิวซื่อเชียวหรือ”
……
เย่อวี๋หรานไม่รู้ว่าสองพ่อลูกพูดคุยสิ่งใดกัน
หากนางรู้ว่าจูเหล่าโถวกล่าวว่าตนเองเสีย ๆ หาย ๆ มากมายปานไหน ไม่รู้ว่านางจะมีท่าทีอย่างไร
อย่างไรเสียสิ่งที่นางเห็นเมื่อตื่นขึ้นมาคือจูเอ้อร์วิ่งโร่กลับไปปลุกหลิวซื่อและกล่าวขอโทษ ทำเอานางน้ำตารื้นและเป็นฝ่ายเอ่ยคำ ‘รัก’ ต่อเขาออกมาก่อน
เย่อวี๋หรานเอ่ยหน้านิ่ง “สะใภ้รอง ข้าถามเจ้าหน่อย จงตอบมาตามตรง ตกลงเจ้าใจอ่อนเพราะเจ้ารองหรืออู๋เป่ากันแน่ หากเจ้าเป็นห่วงลูกชายก็ไม่เป็นไร ถ้าอู๋เป่าหิวก็ให้เขาอุ้มไปห้องเจ้า เสร็จแล้วค่อยอุ้มกลับมา ปล่อยให้เขาเลี้ยงลูกไป แต่มีเงื่อนไขคือห้ามรบกวนการพักผ่อนของเจ้า เจ้าถือโอกาสนี้บำรุงร่างกายเสีย จะได้แข็งแรงขึ้น มีโอกาสก็ฉกฉวยเอาไว้ เข้าใจไหม?”
“ท่านแม่ ข้าใจอ่อนเพราะอู๋เป่า แต่ข้าก็ใจอ่อนเพราะจูเอ้อร์ด้วย…” หลิวซื่อสะดุ้งตื่นมาเมื่อคืน คนเป็นแม่อย่างนางหูไวเพียงไหน ต่อให้อยู่ห่างกันคนละเรือนก็ยังได้ยินเสียงร้องไห้ของลูกชาย
หากหลี่ซื่อไม่รั้งเอาไว้และห้ามไม่ให้นางไป โดยบอกว่าหากกล้าไปจะทำให้แม่สามีโกรธ เมื่อนั้นเรื่องคงไม่จบลงง่าย ๆ นางคงวิ่งโร่ไปหาแล้ว
เห็นลูกทุกข์ทนนางก็พลอยทุกข์ทนไปด้วย ตั้งหน้าตั้งตารอลูกชายคนนี้มานานหลายปี หากทิ้งให้ชายอกสามศอกอย่างจูเอ้อร์เลี้ยงดู เกรงว่าเขาจะทำอู๋เป่าตายได้
เคราะห์ดีที่เมื่อรุ่งสางนางอดใจไม่ไหวจึงไปหาลูกชาย จึงได้เห็นว่าอู๋เป่ายังนอนอยู่ดีบนเตียง
ตอนนั้นเองที่นางได้รู้จากสามีว่าจูเหล่าโถวมาช่วยเหลือในคืนก่อน
นางนิ่งอึ้งไป ท่านพ่อหรือ?
ตาเฒ่าที่แทบไม่มีตัวตนในบ้าน เขามาช่วยเลี้ยงเด็กอย่างนั้นหรือ?
“ได้ยินไหมเจ้ารอง เพียงคืนเดียวเมียเจ้าก็ใจอ่อนให้เจ้ากับลูกชายแล้ว นางบาดเจ็บอยู่แท้ ๆ ในเวลาเช่นนี้นางยังมีแค่เจ้ากับลูกในใจ เจ้ายังสงสัยว่านางคบชู้กับชายอื่นได้ลงคอ ยังเป็นคนอยู่หรือไม่?” เย่อวี๋หรานหันไปต่อว่าจูเอ้อร์
เขาก้มหน้าลงพลางเอ่ยว่า “ท่านแม่ ข้าสำนึกผิดแล้ว”
“สำนึกผิดแล้วก็ดี อย่าพูดเพียงลมปากแล้วไม่ลงมือทำ ข้ารอดูการกระทำของเจ้าอยู่ เข้าใจหรือไม่?”
ไม่ต้องเอ่ยคำใดเขาก็คุกเข่าคำนับมารดา “ท่านแม่ ข้าสำนึกผิดแล้ว”
มุมปากนางกระตุกขึ้น “การกระทำที่ข้าบอกไม่ใช่แบบนี้ เจ้าต้องดูแลหลิวซื่อและอู๋เป่าให้ดี อย่าได้ก่อเรื่องเหลวไหลอีก ตอนนี้ลูกเจ้ายังเล็ก หากเจ้าทำเช่นนั้นเขายังจำความไม่ได้ แต่หากเติบโตขึ้นจนจำความได้และเจ้าก่อเรื่องขึ้นมาอีก เขาจำฝังใจขึ้นมาจะทำอย่างไร? เขาจะรู้สึกว่าแม่ของเขามีมลทินหรือไม่? หรือจะมองว่าพ่ออยู่ว่างทั้งวันและเอาแต่คอยหาเรื่องจับผิดแม่”
“เอ่อ… ข้าไม่ต้องการให้เป็นเช่นนั้นทั้งคู่”
“ไม่ต้องการก็ลืมเรื่องนี้แล้วทำในสิ่งที่ควรทำเสีย” นางบอก “เจ้าควรรับผิดชอบในฐานะพ่อคน พ่อเจ้ายังรู้จักเลี้ยงดูหลาน เจ้าจะย่ำแย่ไปกว่าเขาไม่ได้ เข้าใจไหม?”
“ข้าเข้าใจแล้ว” จูเอ้อร์ยอมรับว่าหากเมื่อคืนไม่ได้จูเหล่าโถวช่วยเหลือ เขาคงไม่รู้จะกล่อมอู๋เป่าให้สงบลงอย่างไร
อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้เขารู้ว่าบิดาที่เขาเคยนึก ‘ดูแคลน’ แท้จริงแล้วมีความสามารถมากกว่าเขาเสียอีก
ยามนั้นมีลูกในบ้านหลายคน บิดาตัวคนเดียวทั้งต้องทำไร่และช่วยมารดาเลี้ยงพวกเขา นับว่ายากเข็ญยิ่งนัก
“เมียเหล่าเอ้อร์ ที่ข้าพูดไปเจ้าก็ห้ามลืมเช่นกัน” เย่อวี๋หรานว่าจูเอ้อร์จบก็ไม่ลืมว่าคนเป็นภรรยา เพราะต้องแบ่งกันรับผิด “หากข้าจะบอกว่าเรื่องนี้เป็นความผิดของเหล่าเอ้อร์ เจ้าเองก็มีส่วนผิดครึ่งหนึ่งด้วย เจ้าคิดแต่จะใส่ใจลูก แต่ไม่คิดว่าเขาก็เป็นลูกของสามีเจ้า เจ้าทำทุกอย่างแล้วเขาจะทำอะไร? เจ้าทำไปหมดแล้วเขาก็ไม่มีอะไรต้องทำอีก ก็เลยเอาเวลากับกำลังไปใช้กับเรื่องอื่นไม่ใช่หรือ?”
นางยกพี่น้องคนอื่นมากล่าวถึง จูซานกับจูซื่อรู้จักเลี้ยงลูกหลาน น่าแปลกที่ลูกคนรองที่เป็นพ่อคนแล้วกลับทำเรื่องเช่นนี้ไม่เป็น
อย่าคิดว่าทำทุกสิ่งด้วยตนเองแล้วจะดีต่อกันและกัน ให้อีกฝ่ายมีส่วนร่วมและช่วยกันทำให้เสร็จสิ้น คนเราถึงจะรู้สึก ‘มีส่วนร่วม’ และยินดีกับผลลัพธ์ปลายทาง
หากทุ่มเททำทุกอย่างแล้วค่อยให้จูเอ้อร์โผล่หน้ามา เขาไม่รู้ว่าลูกเติบโตมาได้อย่างไร พ่อลูกจะมีความรู้สึกลึกซึ้งต่อกันได้ได้อย่างไร?
“แม้แต่พ่อสามีเจ้ายังรู้จักเลี้ยงเด็ก เขาทำได้อย่างที่พวกเจ้าทำ”
แน่นอนว่าเย่อวี๋หรานพูดเช่นนี้เพื่อหา ‘หนทางด้านหลัง’*[2] ให้กับจูเหล่าโถว
นางสามารถดูแคลนจูเหล่าโถวและไม่ต้องการใช้ชีวิตร่วมกันได้ ทว่าไม่อาจให้จูต้า จูเอ้อร์ และลูกชายกับลูกสะใภ้คนอื่น ๆ ‘หมิ่น’ เขาและคิดว่าเขาเป็นภาระได้
ในฐานะลูก พวกเขาควรจดจำบุญคุณของบุพการีและซาบซึ้ง ไม่เช่นนั้นก็อาจกลายเป็นคน ‘อกตัญญู’
เฮ้อ… บางทีอาจเป็นปัญหาที่ท่าทีของนางเอง คนในครอบครัวถึงได้ไม่ ‘เคารพ’ จูเหล่าโถวและถึงกันแอบ ‘เหยียดหยาม’ ในใจ
ไม่เช่นนั้นในช่วงที่นางไม่อยู่และเกิดเรื่องขึ้น พวกเขาก็ควร ‘ปรึกษา’ จูเหล่าโถวก่อน แทนที่จะปล่อยให้เรื่องสายเกินแก้แล้วต้องหาคนรับผิดถึงค่อยให้จูเหล่าโถวออกโรง
ครั้งนี้หากไม่เกิดเรื่องเปี้ยนชิวอิ่ง นางคงไม่ทันได้ตระหนัก
[1] ดอกเบญจมาศ ความหมายแฝงคือ ผู้หญิงบริสุทธิ์
[2] หนทางด้านหลัง หมายถึง แผนสำรองเพื่อเอาตัวรอด