ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 888 หญิงปากสว่างเผยสีหน้ายิ้มแย้ม
“ลงชื่อไว้ก่อนดีกว่า หากถึงคราวนั้นแล้วไม่มีที่ว่างเหลือจะทำอย่างไร” หญิงปากสว่างกล่าว “เจ้าพูดเองไม่ใช่หรือว่ารับจำนวนจำกัด”
หญิงสาวที่ยืนอยู่ด้านหลังไม่ยอมจึงท้วงขึ้น “หญิงปากสว่าง หมายความว่าอย่างไร เจ้ารู้ว่ารับจำนวนจำกัดจึงแซงแถวด้านหน้า แล้วเราที่อยู่ด้านหลังเล่า? เจ้ากำลังแย่งตำแหน่งของเราไป”
อย่าดูถูกเงินเพียงสองเหรียญ สำหรับชาวชนบทที่หลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดิน สองเหรียญก็นับว่าเป็นเงิน
ถึงอย่างไรก็ต้องง่วนกับงานในช่วงเก็บเกี่ยวสารทฤดู หากมีงานที่สามารถทำเงินได้วันละสองเหรียญ พวกเขาก็ยินดีทำ
อีกทั้งยังได้อยู่แถว ๆ บ้านไม่ต้องออกไปไหน ทำงานครัวเพียงไม่กี่วันก็ได้เงินหลายเหรียญเอาไว้ใช้ตัดเย็บเสื้อผ้าได้
หากทำงานได้ดี พ่อค้าต่างถิ่นอาจ ‘ตกรางวัล’ ให้ ส่วนว่ารางวัลเป็นสิ่งใดนั้นไม่มีผู้ใดรู้ มีเพียงคนที่ทำงานได้ดีเท่านั้นที่รู้!
หญิงปากสว่างชอบเล่นสกปรกและต้องการเป็นที่หนึ่ง ทว่าเคราะห์ร้ายที่หนึ่งในคนที่ต่อแถวอยู่ไม่ได้มีเพียง ‘สาวใหญ่’ แต่เป็นชายอกสามศอกที่ออกมาลากนางไปด้านหลังด้วยแขนเพียงข้างเดียว
“เข้าแถวให้เป็นระเบียบ หากไม่ยอมต่อแถวก็กลับบ้านไปเสีย อย่าได้มาก่อเรื่องวุ่นวายที่นี่”
ยามนี้หญิงปากสว่างมองหญิงเฒ่าชาวบ้านคนหนึ่งที่ไม่ควรไปมีเรื่องด้วย นางทำได้เพียงจ้องเขม็งอย่างอวดดี “รู้จักแต่จะเข้ามาแส่ เรื่องนี้เกี่ยวอะไรกับเจ้า”
“จะไม่เกี่ยวได้อย่างไร เดิมทีเจ้าต่อแถวอยู่หลังข้า แต่สุดท้ายกลับแซงมาอยู่ด้านหน้า จะไม่ใช่เรื่องของข้าได้อย่างไร” หญิงเฒ่าคนนั้นมองค้อนแล้วยืนที่เดิมของตน
จูเหล่าถังกับถังต้าไห่คอยชั่งน้ำหนักและยกของออกไปอยู่ด้านหน้า หลินซานเม่ยรับหน้าที่ขานรายชื่อและแจกป้ายให้ หลินซื่อเม่ยดูแลการจดบันทึก พวกเขาทำงานเข้าขากันเป็นอย่างดีไร้เหตุขัดข้อง
หญิงเฒ่าที่เพิ่งส่งแป้งมันเทศมาและได้รับป้ายขยับไปโต๊ะถัดไปเพื่อบอกจูปาเม่ยว่าต้องการลงชื่อทำงานหรือไม่ ในขณะเดียวกันก็ถามไถ่ถึงข้อกังวล
หลี่ซื่อรู้ว่าพวกเขาวิตกเรื่องเหล่านี้จึงขยับเก้าอี้มานั่งอธิบายเพื่อคลี่คลายข้อแคลงใจของทุกคน
“เงินนี้จะได้รับอย่างแน่นอน เราสกุลจูเข้ามาเป็นธุระให้แล้ว ใครหน้าไหนจะกล้าบิดพลิ้วไม่ยอมจ่าย”
“มันไม่ใช่งานหนัก ไม่เช่นนั้นคงไม่ได้เพียงสองเหรียญ ทั้งยังไม่ใช่งานระยะสั้นในหมู่บ้าน หากท่านไม่เชื่อข้า จะกลับไปถามคนที่ทำดูก็ได้ว่าพวกเขาออกไปทำงานข้างนอกแต่ละครั้งได้เงินมากแค่ไหน”
“ใช่แล้ว เรื่องนี้ดำเนินการผ่านเจ้าหน้าที่ทางการกับผู้อาวุโส พวกเขารับรู้และเห็นดีเห็นงามด้วย หากพวกเขาไม่อนุญาต เราสกุลจูคงไม่กล้าทำเรื่องพรรค์นี้”
“นี่ ต้าเหนียงผู้นี้อย่าพูดเหลวไหล สกุลจูของเราทำไร่และเล่าเรียน ถือเป็นเกษตรกรโดยแท้ หาใช่พ่อค้า อย่าตราหน้าว่าเราเหยียดหยามใคร หากคำพูดของท่านไปถึงหูท่านแม่ นางจะไม่ให้เราเป็นตัวกลางให้อีก คราวนั้นท่านก็ต้องหาทางไปเจรจากับพ่อค้าด้วยตนเองแล้ว”
“พวกท่านเจรจากับพวกเขาได้หรือไม่?”
……
ใช่ว่าไม่มีใครต้องการข้ามสกุลจูไปต่อรองขอขึ้นค่าแรงกับพ่อค้าด้วยตนเอง ทว่าพวกเขาก็วิตกอยู่บ้างเช่นกัน บรรดาพ่อค้าเชี่ยวชาญการดูแลคน พวกเขาจะทัดทานได้อย่างไร
ครั้นเข้าเมืองไปแล้ว แม้แต่จะพูดเป็นคำกับเจ้าของร้านยังไม่มีปัญญา การจะเจรจากับพ่อค้าใหญ่นั้นช่าง…
“ข้าจะบอกท่านให้ เงินสองเหรียญนี้ท่านแม่สู้ต่อรองมาตั้งมาก” หลื่ซื่อซึ่งรับหน้าที่อธิบายกับผู้คนพลันเอ่ยต่อ “ท่านคิดว่าเงินสองเหรียญนี้น้อยหรือ? ท่านเพียงต้องทำงานครึ่งวันโดยไม่กระทบงานที่บ้านก็ได้สองเหรียญแล้ว สามสิบวันได้หกสิบเหรียญ ท่านลองคำนวณดู เงินหกสิบเหรียญท่านซื้อหมูได้ตั้งกี่ชั่ง ทั้งยังนำไปซื้อเสื้อผ้าได้… สำหรับครอบครัวแล้วทำงานนี้ใช่ว่าเสียเปล่า”
นางยังบอกว่าเดิมทีฝ่ายนั้นตั้งใจจะให้ค่าแรงเป็นรายเดือน แต่สกุลจูคำนวณดูแล้วเห็นว่าไม่คุ้มค่าจึงให้เปลี่ยนมาเป็นรายวัน
ยิ่งไปกว่านั้น นี่ยังเป็นการร่วมมือกันครั้งแรก หากทำงานได้ดี พ่อค้าก็ยินดีจะจ้างงานชาวบ้านต่อไปเรื่อย ๆ จากนั้นจะสามารถต่อรองค่าแรงได้อีก
ทว่าหากทำงานได้ไม่ดี ภายภาคหน้าคงไม่มีส่วนแบ่งในงานเหล่านี้แล้ว
“มีสตรีคนใดสามารถหาเงินได้เดือนละหกสิบเหรียญโดยไม่ทบอาหารสามมื้อของครอบครัวบ้าง ข้าเกรงว่าจะทำให้ครอบครัวสามีพลอยลืมตาอ้าปากได้ไปด้วย หากพวกเขาต้องการกินเนื้อก็ยังต้องบากหน้ามาหาสะใภ้” หลี่ซื่อเอ่ยพลางยิ้ม “แน่นอนว่าพวกท่านหลายคนเป็น ‘แม่สามี’ กันแล้ว ไม่เป็นไร ท่านทำงานแล้วให้สะใภ้บากหน้ามาขอเนื้อก็ได้เช่นกัน ถึงอย่างไรตอนนี้ก็รับเพียงครอบครัวละคน พวกท่านสามารถรับไว้ให้ตนเองก่อนได้”
ทุกคนหัวเราะ “สะใภ้สี่จู ดูเจ้าพูดเข้า ไม่ว่าจะบากหน้าไปหาลูกสะใภ้หรือไปหาแม่สามี เหตุใดถ้อยคำดี ๆ จึงกลายเป็นสิ่งเลวร้ายเมื่อหลุดจากปากเจ้ากัน?”
“จะเป็นเรื่องร้ายไปได้อย่างไร คนทำงานได้ค่าแรงไม่เป็นสิ่งดีหรือ?” หลี่ซื่อแสร้งไขสือแล้วเอ่ยต่อ “หรือว่าท่านไม่ต้องการให้ทั้งครอบครัวบากหน้ามาหาท่าน ท่านต้องการกินเนื้อเมื่อไหร่ก็ต้องไปทำให้มารดาพึงพอใจและซื้อเนื้อให้ หากไม่พอใจขึ้นมา… เหอะ! อย่าได้หวังจะซื้อให้ คงโกรธท่านและไปซื้อเสื้อผ้าให้ตนเองดีกว่า!”
ระหว่างพูดนางก็ทำท่าทางประกอบไปด้วย
ทุกคนต่างขบขัน คิดว่าสะใภ้สี่สกุลจูยามปกติดูฉลาดหลักแหลม นึกไม่ถึงว่าจะน่าสนใจเพียงนี้
เพียงเห็นท่าทีมีชีวิตชีวาของนางก็มองออกว่านางมั่นใจเพียงใด ไม่เช่นนั้นหากกล้าพูดจาเช่นนี้ต่อหน้าทุกคน คงไม่กลัวว่าเรื่องนี้จะไปถึงหูหญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์
ท่ามกลางฝูงชนมีเพียงหญิงปากสว่างที่กลอกตาใส่ “ชิ! หากไม่ใช่เพราะหญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์ขาหัก มีหรือนางจะกล้าอวดดีอย่างนี้”
บางคนได้ยินแต่ทำเมินราวกับไม่ได้ยิน
หญิงปากสว่างเห็นว่าไม่มีใครสนใจก็ยิ่งขุ่นเคืองใจ ก่อนจะตาลุกวาวเมื่อความคิดบรรเจิดผุดขึ้น
“สะใภ้สี่จู” นางเอ่ยพลางยกยิ้ม “ท่านแม่เจ้าอยู่ไหนเล่า? ช่วงนี้เหตุใดข้าไม่ค่อยได้เห็นนางเลย เจ้าบอกว่านางขาหักจึงไปไหนไม่ได้ไม่ใช่หรือ หรือว่ามีคนไม่รู้ฟ้าสูงแผ่นดินต่ำกันแน่?”
หลี่ซื่อโต้กลับ “ท่านแม่อยู่ที่บ้าน ตอนนี้นางอาการดีขึ้นมากแล้ว เพราะข่าวเรื่องนางขาหักแพร่งพรายออกไป หลายคนจึงเป็นเป็นห่วงและส่งยาหลายขนานมาให้ ข้าไม่รู้ว่าตำรับใดได้ผลบ้าง แต่ยามนี้ขาท่านแม่ดีขึ้นมาก แม้ไม่รู้ว่าเพราะยาตัวใดแต่นางก็รู้สึกได้ว่าอาการดีขึ้น เอาไว้ท่านหมอไป๋หลี่น้อยกลับมาจากเมืองผู่โซ่วข้าจะให้มาตรวจดูอีกที บางทีนางอาจหายดีแล้วก็เป็นได้ เมียอาหย่งหนิงเป็นห่วงท่านแม่เพียงนี้เชียวหรือ? ไม่เป็นไร เมื่อท่านแม่ขาหายดีแล้วจะให้นางฝากครอบครัวท่านไปบอกท่านให้นะ”
“หา! แม่เจ้าอาการดีขึ้นแล้วหรือ?” หญิงปากสว่างชะงัก “ก่อนหน้านี้ไม่นานเจ้ายังบอกว่าคงไม่หายดีในเร็ววันอยู่เลยไม่ใช่หรือ?”
ตอนนั้นนางยังนึกสะใจที่หญิงเฒ่าคนนั้นบาดเจ็บและพิการ ทว่าตอนนี้หลี่ซื่อกลับป่าวประกาศว่าหญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์อาจหายดีได้
เช่นนั้นนางจะไม่ดีใจเก้อหรอกหรือ?
เมื่อคนอื่นได้ยินเช่นนั้นก็แปลกใจ พวกเขาพลอยยินดีขึ้นมา “สะใภ้สี่จู ขาแม่สามีของเจ้ายังสามารถรักษาหายได้จริงหรือ!”
“แม้เราจะไม่ใช่หมอ ไม่รู้ว่าสุดท้ายจะหายดีได้หรือไม่ แต่ขานางก็กลับมามีความรู้สึกแล้ว” หลี่ซื่ออธิบาย “เดิมทีเราคิดว่านางจะเดินเหินไม่ได้อีก เพราะท่านหมอบอกไว้ว่านางล้มแรงมากจนขาไร้ความรู้สึก กระดูกและเส้นเอ็นตรงนั้นไม่ดี ไขข้อจึงไม่มีความรู้สึกไปด้วย เมื่อไม่มีความรู้สึกจึงเดินไม่ได้… ทว่าตอนนี้กลับมามีความรู้สึกแล้ว ตามคำของท่านหมอ ไขข้อของท่านแม่ก็น่าจะฟื้นตัวแล้วไม่ใช่หรือ ในเมื่ออาจฟื้นตัวได้ ขาก็คงฟื้นตัวกลับมาได้ไม่ใช่หรือ หากเป็นเช่นนั้นนางก็คงสามารถเดินได้…”