ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 887 ห่วงความรู้สึกของข้า
จูต้าเองยังจำตอนที่ต้าเป่ากับเอ้อร์เป่ายังเล็กได้ จึงพูดว่า “ใช่แล้ว ตอนต้าเป่ากับเอ้อร์เป่ายังเล็ก พี่สะใภ้เจ้ากับข้าวิตกว่าพวกเขาจะไม่โต แต่ไม่ทันรู้ตัวพวกเขาก็ตัวโตกันขนาดนี้แล้ว…”
เขายกมือเทียบระดับเอวแล้วกล่าวต่อ “พวกเขาสูงกันเท่านี้และอ่านออกเขียนได้แล้ว ไม่รู้ว่าต่อไปจะได้สอบเคอจวี่อย่างเจ้าเจ็ดหรือเปล่า”
“สอบได้แน่นอน เจ้าเจ็ดยังสอบได้ พวกเขาทั้งคู่เฉลียวฉลาด คงจะหัวดีกว่าอาอย่างเจ้าเจ็ดแน่นอน” จูซื่อพูดอย่างมั่นอกมั่นใจ “พี่ใหญ่ไม่ต้องกังวลเลย ช่วงนี้อาจารย์เสินก็ชมเชยพวกเขาไม่ใช่หรือ พวกเขามีแวว หากเป็นต้นกล้าขอเพียงดูแลให้ดีต่อไปย่อมเติบใหญ่งอกงาม ผิดกับซานเป่าและซื่อเป่าแสนซนของข้า อ่านเขียนได้ไม่เท่าต้าเป่ากับเอ้อร์เป่า คงไม่เหมาะกับการเล่าเรียนในภายภาคหน้า…”
เพราะต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าได้เล่าเรียน ลูกพี่ลูกน้องสนิทสนมกันดี พวกเขาจึงกลับมาสอนหนังสือให้น้องชายด้วย
บางครั้งตอนเย่อวี๋หรานเล่นกับพวกเขาก็จะสอนให้จดจำคำศัพท์และท่องบทกลอน ทว่าเห็นได้ชัดว่าพวกเขาสองคนไม่อดทนเท่าต้าเป่าและเอ้อร์เป่า ทั้งยังดื้อซนกว่า ผ่านไปไม่นานก็อยู่ไม่สุขและวิ่งออกไปนอกบ้านแล้ว
สิ่งเหล่านี้จูต้า จูเอ้อร์ และคนอื่น ๆ รับรู้กันทั่ว
หากแต่จูต้ายังพูดว่า “รีบร้อนไปทำไมกัน ซานเป่ากับซื่อเป่ายังเด็ก ตอนต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าอายุเท่านี้ก็ยังวิ่งเล่นไปทั่วและถูกท่านแม่เอาไม้กวาดฟาดอยู่เลย ซานเป่ากับซื่อเป่าเองก็สามารถเรียนรู้จากท่านแม่ได้”
“ใช่แล้ว เจ้าสี่ รีบไปทำไมกัน เมื่อพวกเขาโตขึ้นท่านแม่ก็จะสอนพวกเขาเอง ถึงเวลานั้นพวกเขาก็จะได้ดีแล้ว” จูเอ้อร์เอ่ยสำทับ “ท่านแม่บอกเองไม่ใช่หรือว่าไม่มีเด็กคนใดแก่เกินเรียน ตอนนี้ทุกครั้งที่ต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าได้หยุด นางก็ไล่พวกเขาออกไปเล่นข้างนอกไม่ใช่หรือ เด็กวัยนี้ควรได้วิ่งเล่นกว้างไกลสุดสายตาสิ”
ประโยคแรกยังรื่นหูจูต้า แต่เมื่อได้ยินประโยคหลังก็นิ่วหน้า “ที่เจ้าบอกว่า ‘วัยนี้ควรได้วิ่งเล่นกว้างไกลสุดสายตา’ หมายความว่าอย่างไร”
ต่อให้ท่านแม่จะเอ่ยเช่นนั้น แต่เจ้าลูกชายสองคนของเขาจะตามไปเล่นสนุกได้อย่างไร
มีปัญญาชนคนใดไม่เล่าเรียนทั้งวันทั้งคืนบ้าง
……
พี่น้องพูดคุยกันออกรส การงานที่น่าเบื่อหน่ายก็คล้ายจะไม่หนักหนาอีกต่อไป
เพียงแค่สงสารจูอู่ที่มองหน้าพี่ชายหลายต่อหลายครั้ง พวกท่านพอเสียทีเถิด ทั้งวันเอาแต่พล่ามคำว่า ‘ลูกชาย’ ‘ลูกชาย’ ‘ลูกชาย’ และ ‘ลูกชาย’ ใส่หน้าข้า ไม่ห่วงความรู้สึกของข้าบ้างเลยหรือ!
ข้ายังไม่มีลูกชายสักคน!
ก่อนหน้านี้เขาเองก็หารือเรื่องนี้กับหลินซื่อว่ารออีกไม่กี่ปีให้น้องสาวทั้งสองของนางแต่งงานออกเรือนไปก่อน ไม่เช่นนั้นจะมีคนในครอบครัวมากเกินไป เกรงว่าจะไม่มีปัญญาหาเลี้ยงได้
ทว่าช่วงนี้พี่ชายเอาแต่กล่าวถึงลูก โอ้อวดว่าน่ารักนักหนา เพียงมองหน้าก็ใจเหลวละลายเป็นน้ำ เขาจึงอดคิดไม่ได้ว่าบางทีเร่งมีลูกก็ไม่เลวหรือไม่ ถึงอย่างไรเด็กเล็กก็ไม่ได้กินมากนักและยังดื่มแต่นมอีกด้วย…
ปีนี้คงเป็นปีที่งานยุ่งที่สุดเป็นประวัติการณ์ของหมู่บ้านสกุลจูแล้ว
ไม่มีหนทางอื่น ไม่เพียงแต่พวกเขาจะเก็บเกี่ยวมันเทศและข้าวฟ่างเท่านั้น แต่ยังต้องพรวนดินและซ่อมแซมคูน้ำด้วย เรื่องเหล่านี้ล้วนเกี่ยวข้องกับการเกษตร ยิ่งไปกว่านั้นยังง่วนกับการทำมันเทศตากแห้ง
ทุกครอบครัวถือโอกาสอากาศดีนำมันเทศมาตากแห้งแล้วบดเป็นผงก่อนใส่ถุงไปขายให้สกุลจู
เดิมทีเพราะมีหลายคนริษยาสกุลจู หญิงปากสว่างอับอายแต่ยังมาต่อแถวขายแป้งมันเทศให้สกุลจู ทว่าอยู่ ๆ กลับได้ยินว่าจูปาเม่ยประกาศข่าวคราวออกมา
ตอนนี้ไฉนเลยนางจะอยู่เฉย ทันใดนั้นก็ออกหน้า “อะไรกัน ปาเม่ย เจ้าบอกว่าสกุลจูจะจ้างแรงงานหรือ? จริงหรือ? ได้วันละสองเหรียญจริงหรือ? ครอบครัวเจ้าเอาเงินมากมายมาจากไหนกัน?”
หลินซื่อเม่ยที่ก้มหน้าจดบันทึกอยู่เงยหน้ามองนางแล้วนิ่งเงียบ ก่อนจะก้มหน้าก้มตาทำงานของตนเองต่อ
หลี่ซื่อเห็นเหตุการณ์จึงมายืนขวางเพื่อไม่ปล่อยให้อีกฝ่ายมาหาเรื่องน้องสามี “เป็นท่านนี่เอง หญิงปากสว่าง รู้สึกว่าข้าจะไม่ได้เจอท่านมานานแล้ว… ข้าก็คิดว่าใครมาหาเรื่องปาเม่ยของข้า นอกจากท่านที่คอยทำให้ครอบครัวเราเดือดร้อนแล้ว ข้าก็นึกถึงใครไม่ออกอีก”
“ข้าไปทำให้ครอบครัวเจ้าเดือดร้อนเมื่อไหร่ อย่ามาใส่ความข้านะ!” หญิงปากสว่างท้วงเมื่อได้ยินเช่นนั้น นางรีบชูถุงในมือขึ้นแล้วพูดว่า “ข้ามาขายแป้งมันเทศต่างหาก เจ้าพูดเองว่าใครขายเจ้าก็รับซื้อทั้งนั้น หากไม่กล้ารับซื้อของข้าแล้วข้าไปป่าวประกาศเรื่องนี้ก็อย่ามาโทษข้าแล้วกัน คนแถวนี้จะได้รู้กันให้ทั่วว่าครอบครัวเจ้าพูดโป้ปด…”
“เหตุใดท่านถึงได้ร้อนตัวเช่นนั้น จะขายหรือไม่ข้าก็ทำได้เพียง ‘รับ’ เอาไว้ ครอบครัวเรามาช่วยเหลือชาวบ้าน ไม่เช่นนั้นทุกคนต้องไปขายด้วยตัวเอง เราจึงรับซื้อมารวมเอาไว้ที่บ้านสกุลจูเพื่อขายต่อให้พ่อค้า นับว่าสะดวกทั้งสองฝ่าย อีกทั้งข้ายังไม่ได้บอกว่าจะไม่รับซื้อของท่าน”
หลี่ซื่อเก่งกาจยิ่งนัก นางไม่ยอมรับว่ากำลัง ‘ค้าขาย’ เพียงแค่ช่วยอำนวยความสะดวกให้ทุกคนเท่านั้น
“แล้วทำไมท่านไม่ไปต่อแถวเล่า รีบไปต่อแถวด้านหลังเร็วเข้า อย่าแซงแถวล่ะ มีคนมากมายรออยู่ เรามารับซื้อคราวนี้ที่หมู่บ้านเราก่อน หากไม่เสร็จสิ้นในวันนี้ก็จะมีคนรออยู่อีก ท่านอย่าทำให้คนอื่นเสียเวลา”
นางยังรอให้ซานเป่ากับซื่อเป่าได้เล่าเรียนและเป็นหน้าเป็นตาให้ครอบครัว จะไม่ยอมให้ใครมาตราหน้าว่าสกุลจูเป็นเพียง ‘พ่อค้า’
คนด้านหลังได้ยินจึงตะโกนว่า “ใช่แล้ว หญิงปากสว่าง รีบไปต่อแถว อย่ามาแทรกแถวเพื่อหาเรื่อง เรายังรอขายแป้งมันเทศกันอยู่!”
“หญิงปากสว่าง อย่ามาแซงแถว ที่ของเจ้าอยู่ด้านหลังข้านี่!”
……
“ข้ารู้ว่าข้าอยู่ด้านหลัง เพียงไม่ได้ยินที่สกุลจูประกาศจ้างแรงงานจึงอยากมาถามให้แน่ใจเท่านั้น” ยังไม่ได้ถามถึงค่าจ้างให้ชัดเจน ไฉนเลยนางจะยอมไปไหนจึงยืนขวางอยู่อย่างนั้น
จูปาเม่ยกลอกตามอง “เมียอาหย่งหนิง ครอบครัวเราไม่ได้จ้าง ข้าบอกชัดเจนแล้วว่าเพียงแค่ช่วยพ่อค้าหาแรงงานให้เท่านั้น พวกเขาไม่ใช่คนพื้นที่จึงไม่คุ้นเคยกับหมู่บ้านสกุลจูของเรา เมื่อขาดแรงงานแล้วบังเอิญสนิทสนมกับครอบครัวเรา จึงขอให้ช่วยประกาศข่าวให้…”
“แหม ไม่ว่าอย่างไรครอบครัวเจ้าก็เป็นผู้คัดเลือกอยู่ดีนั่นแหละ” หญิงปากสว่างว่าขัด “อย่าพูดคำเหล่านั้นเลย ตกลงว่าให้ค่าจ้างเท่าไหร่กันแน่? วันละเท่าไหร่? มีอาหารให้หรือไม่? ข้าเป็นเช่นนี้ทำได้หรือไม่? อย่าเห็นว่าข้าแก่เชียวนะ ที่จริงข้าทำงานได้ว่องไวมาก…”
“ไม่มีอาหารให้” จูปาเม่ยบอก “จ่ายค่าจ้างแล้วยังต้องออกค่าอาหาร พ่อค้าคงทำเงินไม่ได้ อีกทั้งมีชาวบ้านหมู่บ้านใดไม่มีสิทธิ์ถูกจ้างบ้าง ที่ครอบครัวเรามาบอกข่าวเพราะเราอยู่ในหมู่บ้านสกุลจู ไม่มีใครมีเจ้านายได้สองคนหรอก ไม่เช่นนั้นท่านคิดว่าจะมีขนมหล่นจากฟ้าหรืออย่างไร”
อีกฝ่ายยิ้มกว้าง “ปาเม่ย เจ้ายังไม่ได้ตอบเลยว่าข้าทำงานได้หรือไม่ ข้าเองก็เห็นเจ้าเติบโตมาตั้งแต่เด็ก เจ้าเองก็รู้ว่าข้าฝีมือดีแค่ไหน เจ้าต้องส่งรายชื่อข้าไปทำงานนี้นะ”
“ส่งรายชื่อไปย่อมได้ แต่จะได้งานหรือไม่นั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับครอบครัวเรา ขึ้นอยู่กับพ่อค้าต่างหาก” จูปาเม่ยหยิบสมุดออกมา “เมียอาหย่งหนิง อย่ารีบร้อนลงชื่อเลย ท่านไปต่อแถวขายแป้งมันเทศก่อนเถิด เอาไว้ข้าจะอธิบายในภายหลัง ท่านครุ่นคิดดูระหว่างต่อแถว เมื่อถึงคราวท่านมาขายแป้งมันเทศค่อยบอกข้าว่ายังต้องการลงชื่อหรือไม่”